เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการใช้เว็บไซต์ของเรา เมื่อดำเนินการเรียกดูเว็บไซต์นี้ต่อไปหมายความว่าคุณให้ความยินยอมในการให้ใช้คุกกี้ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงวิธีแก้ไขการตั้งค่าของคุณ โปรดอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว
รายละเอียดเพิ่มเติม ยอมรับ

เทรดสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Trading) อย่างไร: คู่มือเบื้องต้นในการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์สำหรับมือใหม่

สิงหาคม 18, 2020 15:20 UTC
Reading time: 39 minutes

รู้หรือไม่ว่าการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์นั้นเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยอารยธรรมโบราณแล้ว

ย้อนไปตั้งแต่ 4500 ถึง 4000 ปีก่อนปีสามัญศักราช (BCE) ในซูเมอร์ (ปัจจุบันคือประเทศอิรัก) ก็มีตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เกิดขึ้นแล้ว โดยผู้คนจะใช้เหรียญดินแลกเปลี่ยนกับแพะ ส่วนในศตวรรษที่ 17 ในประเทศญี่ปุ่น พ่อค้าข้าวก็ขายข้าวสารที่เก็บตุนไว้ด้วยการขายเป็น 'ตั๋วข้าวสาร' (เหมือนกับเหรียญดิน) ให้กับผู้ที่ต้องการซื้อ

แต่สำหรับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลก และการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์เองนั้นเริ่มต้นขึ้นจริง ๆ เมื่อมีการจัดตั้ง Chicago Board of Trade (ตลาดหอการค้าแห่งชิคาโก) ขึ้นในปีค.ศ. 1848 ซึ่งในปัจจุบันตลาดนี้ถือเป็นตลาดที่มีการเทรดมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกทั้งจากร้านค้า, สถาบัน และนักเก็งกำไรมากหน้าหลายตา

เทรดสินค้าโภคภัณฑ์

ทุกคนต่างก็จำเป็นต้องบริโภคสินค้าโภคภัณฑ์ในชีวิตประจำวันกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นกาแฟหรือน้ำส้มคั้นในยามเช้า ไปจนถึงน้ำมันดิบและก๊าซสำหรับรถยนต์และพลังงานในบ้าน แต่สิ่งที่คุณอาจไม่เคยนึกถึงเลยก็คือในตอนที่สิ่งเหล่านี้ยังเป็นวัตถุดิบที่ยังไม่ได้นำไปแปรรูป มันเป็นสินทรัพย์อย่างหนึ่งที่สามารถลงทุนหรือเทรดเพื่อผลกำไรได้ด้วย

และนี่คือสิ่งที่เราจะกล่าวถึงในบทความนี้ คุณจะได้เรียนรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของสินค้าโภคภัณฑ์ ได้ทำความเข้าใจถึง 4 ประเภทหลัก ๆ ของสินค้าโภคภัณฑ์ อะไรที่เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ หลากหลายวิธีในการลงทุนและเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ และอื่น ๆ อีกมากมาย

แต่ก่อนอื่นเราต้องมาตอบคำถามที่สำคัญที่สุดกันเสียก่อน นั่นก็คือ สินค้าโภคภัณฑ์คืออะไร

สินค้าโภคภัณฑ์ คืออะไร

สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) คือ สินค้าอันเป็นวัตถุดิบพื้นฐานหรือวัตถุดิบตั้งต้นจากทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งถูกนำไปใช้เป็นฐานในการผลิตสินค้าที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เช่น น้ำตาลและโกโก้ ก็จัดเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ เนื่องจากเป็นวัตถุดิบตั้งต้นจากแหล่งทรัพยากร และใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตสินค้าที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นอย่าง "ช็อกโกแลตแท่ง"

สินค้าโภคภัณฑ์ มีองค์ประกอบสำคัญที่สินค้าทั่วไปไม่มี คือการที่มันมี "มาตรฐานกลางในการซื้อขาย" มีการจัดประเภทและคุณภาพอย่างชัดเจน ดังนั้น ไม่ว่าสินค้าโภคภัณฑ์ดังกล่าวจะผลิตที่ไหนหรือใครเป็นผู้ผลิตก็ตาม มันจะมีลักษณะตรงตามมาตรฐานการซื้อขายหนึ่งๆ และมีราคาเท่ากันทั้งสิ้น

ยกตัวอย่างเช่น น้ำตาลเกรด A ที่ผลิตในประเทศไทย มันก็จะมีลักษณะและคุณภาพเหมือนกับ น้ำตาลเกรด A ที่ผลิตในประเทศบราซิลทุกประกาน และน้ำตาลเกรด A ไม่ว่าจะซื้อขายในไทยหรือบราซิล ราคาจะเท่ากัน นั่นเพราะการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ จะยึดตามมาตรฐานกลางในการซื้อขาย และใช้ราคากลางในตลาดโลกนั่นเอง

ในอดีตนั้น Commodity จำเป็นต้องทำการซื้อขายโดยตรง มีระยะเวลาที่ค่อนข้างนานในการส่งมอบสินค้าและใช้เงินทุนสูงมาก แต่ในปัจจุบันเราสามารถเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ออนไลน์ได้ด้วยตราสารที่เรียกว่า "CFD" กำไร-ขาดทุนชำระเป็นเงินสด ไม่ต้องส่งมอบสินค้า อีกทั้งยังมีสินค้าโภคภัณฑ์ให้เลือกเทรดอย่างหลากหลาย

  • น้ำมันดิบ (WTI & Brent)
  • เมล็ดกาแฟ (Coffee)
  • ทองคำ (Gold)
  • แร่เงิน, ทองแดง (Silver & Copper)

และสินค้าในกลุ่ม Commodity อื่นๆ อีกมากมายที่เป็นวัตถุดิบพื้นฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก คุณสามารถเปิดบัญชีเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ได้ฟรี มีระบบเงินจำลองให้ทดลองใช้งาน เพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง!

เทรดสินค้าโภคภัณฑ์

สินค้าโภคภัณฑ์ แบ่งเป็นกี่ประเภท

การจะแบ่งว่าสินค้า Commodity มีกี่ประเภท เราจะนิยมแบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะการกำเนิดของมัน โดยให้สังเกตว่ามันจะต้องใช้วิธีปลูกหรือเลี้ยง, การสกัดจากแหล่งธรรมชาติ หรือวิธีการทางเหมือง

  • สินค้า Commodity ภาคเกษตรกรรม : เช่น วัตถุดิบอาทิเช่น น้ำตาล, คอตต้อน, เมล็ดกาแฟ เป็นต้น
  • สินค้า Commodity ภาคพลังงาน : เช่น ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอย่างเช่นน้ำมันและก๊าซ
  • สินค้า Commodity กลุ่มโลหะมีค่า : เช่น ทองคำ, เงิน และแพลทินัม นอกจากนั้นยังรวมถึงโลหะพื้นฐานอย่างทองแดงด้วย
  • สินค้า Commodity ภาคปศุสัตว์ : เช่น เนื้อหมูสามชั้น, วัวเป็น และปศุสัตว์ทั่วไป รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทเนื้อสัตว์ด้วย

การแบ่งประเภทข้างต้นเป็นการแบ่งตามลักษณะการกำเนิด แต่ในสายงานการลงทุนและในเชิง Portfolio Management จะแบ่งภาพรวมหยาบๆ ในอีก 2 ลักษณะ

  • Hard Commodity
    • สินค้าโภคภัณฑ์จากธรรมชาติที่มนุษย์ไม่สามารถผลิตเองได้ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นวัตถุดิบที่สกัดมาจากเหมืองแร่ เช่น ทองคำ, น้ำมัน เป็นต้น
  • Soft Commodity
    • สินค้าโภคภัณฑ์ที่เกิดจากการผลิตของมนุษย์ ซึ่งก็มักเป็นการเลี้ยงหรือปลูกในภาคเกษตรกรรมหรือปศุสัตว์นั่นเอง เช่น ข้าวสาลี, ถั่วเหลือง, เนื้อหมู, น้ำตาล เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าสินค้าโภคภัณฑ์ทุกชนิดก็จะเหมาะสมกับการเทรดออนไลน์ โดยเฉพาะสินค้า Commodity ในกลุ่มปศุสัตว์ อย่างเช่น Feeder Cattle ซึ่งเป็นโคที่เติบโตพอจะขุนได้ ดังนั้น จึงมักมีเพียงเฉพาะผู้เลี้ยงและบริษัทผู้กระจายสินค้าเท่านั้นที่จำเป็นต้องเข้ามาซื้อขายตราสารที่อ้างอิงกับราคาโคดังกล่าวในตลาด CME

นักลงทุนจึงควรโฟกัสใน "สินค้ามหาชน" อันเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าและบริการที่หลากหลาย เช่น น้ำมัน ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่บริษัทขุดเจาะ, บริษัทขนส่ง, บริษัทผลิตพลาสติก ฯลฯ น้ำมันดิบจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่หลากหลายจากทั่วโลก ทำให้มีความต้องการซื้อขายตราสารในน้ำมันดิบมากกว่า 1 ล้านสัญญาต่อวันในตลาดสหรัฐฯ

นอกจากนี้ สินค้า Commodity ที่จัดว่าเป็น "มหาชน" ยังรวมถึงกลุ่มโลหะและเกษตรกรรมอีกด้วย หรือจะเห็นว่า เราสามารถเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ได้ทุกชนิด ยกเว้นกลุ่ม "ปศุสัตว์" ที่เหมาะสมเฉพาะกับนักธุรกิจเท่านั้น ทั้งนี้ ลองศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ทั้ง 3 ชนิดที่เหมาะสมกับเทรดเดอร์ในหัวข้อด้านล่างนี้

สินค้า Commodity ภาคเกษตรกรรม

สินค้าโภคภัณฑ์ที่น่าสนใจในกลุ่มเกษตรกรรมนั้น "กาแฟ" จัดว่าได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะกาแฟถือเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก โดยมีการบริโภคกาแฟมากถึง 2.25 พันล้านถ้วยต่อวัน และกาแฟมีปริมาณการเทรดมากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากกลุ่มปิโตรเลียมเท่านั้น

ส่วน "น้ำตาล" นั่นอาจจะทำให้หลายคนคาดการณ์ผิดไป เพราะแม้จะได้รับความนิยมเสมือนเป็น "สารเสพติด" ที่ต้องใส่คู่กับอาหารของคนไทย แต่ปริมาณการเทรดนั้นก็ยังเป็นรองกาแฟ อย่างไรก็ตาม น้ำตาลเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเอธานอล ซึ่งประเมินกันว่าจะทำให้ตลาดน้ำตาลเติบโตได้มากกว่าปีละ 3% ทำให้น้ำตาลมักแพงขึ้นเรื่อยๆ

สินค้า Commodity ภาคพลังงาน

แน่นอนว่าในกลุ่มนี้ "น้ำมันดิบ" คือ สินค้าโภคภัณฑ์ที่มีปริมาณการเทรดต่อวันมากที่สุด ผู้ประกอบการมีความจำเป็นต้องเข้ามาเทรดเพื่อป้องกันความเสี่ยงของตัวเอง ในขณะที่นักเก็งกำไรมักอาศัยประโยชน์จากความตึงเครียดในการเมืองโลก สงครามระหว่างผู้ผลิตน้ำมันอย่าง ซาอุดิอาระเบีย, สหรัฐฯ, รัสเซีย และจีน ทำให้ราคาน้ำมันดิบผันผวน ซึ่งเหมาะสมต่อการเข้าไปเก็งกำไร

นอกจากนี้ เวลาเราพูดว่า "Commodity พลังงาน" มันไม่ได้มีแค่น้ำมันดิบ แต่ยังรวมถึง "ก๊าซธรรมชาติ" (Natural Gas) อีกด้วย ซึ่งบ่อยครั้งที่เทรดเดอร์จะรอให้ถึง "ฤดูหนาว" เพราะจะมีความต้องการก๊าซธรรมชาติเพื่อสร้างความอบอุ่นมากขึ้น และดันให้ก๊าซธรรมชาติสูงขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างกำไรให้กับเทรดเดอร์

สินค้า Commodity กลุ่มโลหะมีค่า

โลหะมีค่า (Precious Metal) คือโลหะที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง เนื่องจากมันเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดย "ทองคำ" นั้นได้รับความนิยมสูงที่สุด เพราะนอกจากจะเป็นชิ้นส่วนในการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ทองคำก็ถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Asset) สำหรับการลงทุนอีกด้วย

นักลงทุนจะโยกเงินไปไว้สินค้าโภคภัณฑ์ในกลุ่ม "โลหะมีค่า" โดยเฉพาะทองคำเมื่อเกิดวิกฤติด้านเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ทองคำมักจะมีความสัมพันธ์แบบผกผันกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

เงิน (Silver) ในขณะที่ทองคำเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ภาคโลหะที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการเทรด เงินก็มีส่วนได้เปรียบไม่น้อยเหมือนกัน เพราะการเทรด Silver จะได้ "ปริมาณกำไรเมื่อเทียบกับส่วนต่างราคา" ที่มากกว่า ความหมายก็คือ Silver จะมี Pip Value ที่สูงกว่าการเทรดทองคำ (อ่านเพิ่มเติมเรื่อง Pip ที่บทความ " Pip คือ")

สิ่งที่ทำให้แร่เงินถูกกว่าทองคำ ก็เพราะความต้องการที่น้อยกว่า (โดยเฉพาะใช้เป็นเครื่องประดับ) และในเชิงเหมือง ทองคำจะหายากกว่าแร่เงิน แต่ข้อได้เปรียบของการเทรด Silver คือในระยะสั้นๆ มันมักจะมีการเปลี่ยนแปลงราคาที่รวดเร็วกว่าทองคำเล็กน้อย ซึ่งเปิดช่องให้กับ กลยุทธ์แบบ Scalping เข้ามาทำรอบการเทรดได้บ่อยกว่าปกติ

ทองแดง (Copper) มีข้อได้เปรียบตรงที่เป็นโลหะที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจมากที่สุด ไม่ใช่ว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ของทุกตัวจะสะท้อนสภาวะเศรษฐกิจได้ทั้งหมด แต่สำหรับ "ราคาทองแดง" เราใช้เป็นตัวประเมิน Demand ของระบบเศรษฐกิจได้ เพราะมันเป็นวัตถุดิบสำหรับในการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า, วิศวกรรม, ท่อประปา และอุปกรณ์ครัว

ราคาทองแดงจึงเป็นมาตรวัดการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ เพราะทองแดงเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสำคัญไว้ทั้งหมด ดังนั้น นักลงทุนหลายคนจึงใช้วิธีการลงทุนโดยการรอให้ GDP โลกปรับตัวสูงขึ้นก่อน ค่อยเข้าไปลงทุนในทองแดง

เทรดสินค้าโภคภัณฑ์อะไรได้บ้าง

ที่โบรกเกอร์ Admiral Markets คุณสามารถเข้าเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญได้ทุกชนิด ซึ่งสามารถเทรดผ่านตราสาร CFD ได้มากถึง 16 รายการ (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ CFD ได้ที่บทความ " CFD คือ") และตราสารพิวเจอร์สอีก 10 รายการ และต่อไปนี้คือรายชื่อสินค้า Commodity ที่เรามีให้คุณเลือกเทรด

เกษตรกรรม

  • กาแฟอาราบิกา (Arabica Coffee)
  • โกโก้ (Cocoa)
  • คอตต้อน (Cotton)
  • น้ำส้ม (Orange Juice)
  • กาแฟโรบัสตา (Robusta Coffee)
  • น้ำตาลดิบ (Sugar Raw)
  • น้ำตาลทรายขาว (Sugar White)

พลังงาน

  • น้ำมันดิบ Brent (Brent Crude Oil)
  • น้ำมันดิบ WTI (WTI Crude Oil)
  • ก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas)

โลหะมีค่า

  • ทองคำ (Gold)
  • ทองแดง (Copper)
  • แพลเลเดียม (Palladium)
  • แพลทินัม (Platinum)
  • เงิน (Silver)
  • XAUAUD

เริ่มเทรดโดย "ไร้ความเสี่ยง" กับบัญชีเงินจำลอง

การเทรดสินค้าโภคภัณฑ์นั้น แม้แต่เทรดเดอร์มืออาชีพเองก็นิยมเข้าไปฝึกฝนในระบบบัญชีเงินจำลอง หรือที่เรียกว่า "Demo Account" อยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นระบบที่จำลองเงินขึ้นมาเพื่อใช้เทรด

  • สามารถเทรดได้เหมือนตลาดจริงทุกประการ
  • สามารถใช้เครื่องมือเทรดและสัมผัสถึงสภาพแวดล้อมแบบบัญชีจริงทุกประการ
  • คำนวณกำไรขาดทุนเหมือนเงินจริงทุกประการ และคำนวณตามราคาตลาดจริงๆ

คุณสามารถฝึดเทรดได้เรื่อยๆ ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นสูง โดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ ผ่านแพลตฟอร์ม MetaTrader 5 ที่จะช่วยให้คุณสามารถออกแบบประสบการณ์การเทรดของคุณเองได้ คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อเปิดบัญชีเงินจำลองได้แล้ววันนี้ ฟรี!

เปิดบัญชีเทรด Demo

ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์

สินค้าโภคภัณฑ์แต่ละชนิดจะมีปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาแตกต่างกันไป การเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรุนแรงในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อาจเกิดขึ้นได้เมื่อสินค้าโภคภัณฑ์นั้น ๆ เกิดขาดแคลนหรือมีมากเกินไปจนล้นตลาด แต่โดยส่วนใหญ่แล้วปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เกือบทุกชนิดก็คือความเปลี่ยนแปลงด้านอุปสงค์และอุปทาน อย่างไรก็ดี ก็ยังมีปัจจัยด้านอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐ, สินค้าทดแทน และสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น

Commodity Supply หรือ "อุปทาน"

อุปทานของสินค้าโภคภัณฑ์นั้นอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยหลาย ๆ อย่างด้วยกัน เช่น การแทรกแซงของรัฐบาล, สภาพภูมิอากาศ, สงคราม และอื่น ๆ

ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2019 ได้เกิดเหตุการณ์โดรนติดระเบิดบุกเข้าโจมตีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในซาอุดิอาระเบีย ทำให้กำลังการผลิตน้ำมันของโลกลดลงถึง 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปริมาณดังกล่าวถือเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตปัจจุบันของซาอุดิอาระเบีย และคิดเป็น 5% ของการผลิตน้ำมันของโลก เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว

เมื่อตลาดเปิดอีกครั้งในวันที่ 16 กันยายน ราคาน้ำมันดิบ Bent ก็พุ่งสูงขึ้นจาก 60.42 ในตอนเย็นของวันที่ 13 กันยายนมาแตะที่ 72.19 เมื่อเปิดตลาดในวันที่ 16 กันยายน คิดเป็นการกระโดดขึ้นของราคาสูงถึง 19.4% เลยทีเดียว และในช่วงเวลาเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบ WTI ก็พุ่งสูงขึ้นถึง 15.5% จาก 54.70 เป็น 63.28

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมันดิบ WTI

ภาพ 1.1 : กราฟ CRUDOIL (น้ำมันดิบ WTI) ราย Weekly, ตั้งแต่ 23 June 2013 - 18 Aug 2020, แสดงความผันผวนตลอดกว่า 10 ปีของราคาน้ำมันดิบ

Disclaimer : กราฟราคาที่แสดง ณ ที่นี้ ใช้เพื่อประกอบการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำหรือคำชักชวนให้มีการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงเหตุการณ์ในอนาคตได้

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น นั่นก็เพราะว่าน้ำมันดิบที่ซื้อขายในตลาดมีปริมาณลดลงนั่นเอง แม้ว่าอุปสงค์ของน้ำมันดิบไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ แต่ทั้งร้านค้าและสถาบันทั้งหลายต่างก็พยายามที่จะแย่งชิงเอาน้ำมันดิบที่หลงเหลืออยู่ในตลาด ณ ขณะนั้น 'ความขาดแคลน' ของสินค้าเช่นนี้จึงส่งผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้น

เมื่อจะเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ สิ่งที่ควรจำไว้ให้ขึ้นใจเลยก็คืออุปสงค์ของสินค้าโภคภัณฑ์ภาคพลังงานมักจะได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐบาล (เช่น การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ) และความตึงเครียดในตะวันออกกลางเนื่องจากซาอุดิอาระเบียนั้นปริมาณน้ำมันสำรองมากถึง 1 ใน 5 ของโลก

Commodity Demand หรือ "อุปสงค์"

อุปสงค์หรือความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์อาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยหลาย ๆ ด้านด้วยกัน เช่น การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค และความแข็งแรงของเศรษฐกิจ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น พฤติกรรมของผู้บริโภคในการบริโภคน้ำตาลนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ในปัจจุบันผู้คนเริ่มหันมาบริโภคน้ำตาลน้อยลง หากลองพิจารณาดูให้ดี ๆ จะเห็นว่าอุปสงค์ของน้ำตาลนั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในตัวอย่างกราฟราคาด้านล่างนี้เราจะเห็นทิศทางราคาน้ำตาลในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ : กราฟราคาน้ำตาล

ภาพ 1.2 : กราฟ Sugar.White (น้ำตาล) ราย Monthly, ตั้งแต่ 1 Jan 1995 - 18 Aug 2020, แสดงโอกาสในการทำกำไรหากเราประเมินทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้ถูกทาง

Disclaimer : กราฟราคาที่แสดง ณ ที่นี้ ใช้เพื่อประกอบการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำหรือคำชักชวนให้มีการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงเหตุการณ์ในอนาคตได้

กล่องสีเหลืองบนกราฟตัวอย่างด้านบนแสดงให้เห็นถึงราคาน้ำตาลที่ตกลงอย่างรุนแรงในช่วงต้นปีค.ศ. 2010 แต่หลังจากนั้นก็มีการขยับขึ้นมาในช่วงระหว่างเดือนกันยายน ค.ศ. 2015 ถึงเดือนกันยายน ค.ศ. 2016 เนื่องจากความกังวลว่าจะเกิดการขาดแคลนน้ำตาลในตลาดโลก ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นผลมาจากการหยุดชะงักของการผลิตต้นอ้อยในบราซิล (ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในโลก) ทำให้น้ำตาลเกิดภาวะ 'ขาดแคลน' ส่งผลให้ราคาของมันพุ่งสูงขึ้นนั่นเอง

แต่ในช่วงจังหวะเวลาหนึ่ง เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศซึ่งทำให้ราคาน้ำตาลพุ่งสูงขึ้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง แรงซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมากก็จะเริ่มซาลง ทำให้ราคาตกลงมาอยู่ในระดับปกติ นี่คือหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมการเทรด CFD สินค้าโภคภัณฑ์จึงมีประโยชน์อย่างมากในรูปแบบพฤติกรรมราคา 'น้ำตาล' เช่นนี้

เริ่มทดสอบกลยุทธ์การเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ผ่านแพลตฟอร์ม MetaTrader 5

คุณรู้หรือไม่? MetaTrader 5 หรือ "MT5" เป็นแพลตฟอร์มการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ชั้นนำที่มีเครื่องมือการวิเคราะห์กราฟขั้นสูง, ระบบการเทรดอัตโนมัติ ปรับแต่งเครื่องมือและกราฟได้ตามต้องการ อีกทั้ง โบรกเกอร์ Admiral Markets ยังได้เตรียมปลั๊กอินพิเศษสำหรับใช้งานกับ MetaTrader 5 ให้ฟรีๆ ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษดังต่อไปนี้

  • Correlation Matrix : ตรวจสอบความแข็งแกร่งของคู่เงินทั้งกระดาน!
  • Trading Simulator : ทดสอบกลยุทธ์ จุดเข้า-จุดออก ย้อนหลังจากข้อมูลราคาในอดีต
  • Admiral Pivot Point : ช่วยบอกแนวรับ-แนวต้าน แบบอัตโนมัติ
  • Lot-size Calculator : คำนวณราคาและปริมาณการซื้อขายได้อย่างแม่นยำ
  • Candle Countdown : Indicator ตัวนับเวลาแท่งเทียน ช่วยให้คุณไม่พลาดทุกการเคลื่อนไหวของตลาด
  • Technical Insight™ : อัปเดตข้อมูลตลาดและการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ รวมถึงการวิเคราะห์รูปแบบ Price Action

นอกจากนี้ ยังมี Widget เสริมอีกมากมายที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเทรดให้กับคุณ โดย MetaTrader 5 แพลตฟอร์มการเทรดรุ่นพิเศษนี้ คุณสามารถดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรี! คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง!

เปิดบัญชีเทรด MT5

ความสัมพันธ์ 'ดอลลาร์' กับราคาสินค้าโภคภัณฑ์

นอกเหนือจากอุปสงค์และอุปทานแล้ว พฤติกรรมของเงินดอลลาร์สหรัฐก็ส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้ด้วยเช่นกัน

เงินดอลลาร์สหรัฐถือเป็นสกุลเงินสำรองของโลก และในตลาดระหว่างประเทศ สินค้าโภคภัณฑ์ก็จะถูกกำหนดราคาด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ นี่หมายความว่าเมื่อมูลค่าของเงินดอลลาร์ตกลงกว่าสกุลเงินอื่น ๆ ก็จะทำให้ต้องใช้เงินดอลลาร์ในการซื้อสินค้าโภคภัณฑ์มากขึ้นกว่าตอนที่เงินดอลลาร์มีมูลค่าสูงกว่านี้ เท่ากับว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในสกุลเงิน USD นั้นมีราคาสูงขึ้น

นอกจากนี้ ทองคำซึ่งถือว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยชนิดหนึ่ง และยังเป็นตลาดที่นักลงทุนมักจะโยกเงินไปวางไว้เมื่อเห็นว่ามูลค่าของ USD กำลังตกลง โดยเฉพาะอย่างในตอนที่เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจขึ้น ดังนั้นทองคำไม่เพียงแต่จะได้ประโยชน์จากการที่มีราคาสูงขึ้นใน USD เท่านั้น แต่ยังมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งทำให้ราคาของมันยิ่งกระโดดสูงขึ้นไปยิ่งกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดอื่น ๆ ที่นักลงทุนเก็งราคาไว้

สินค้าทดแทนสินค้าโภคภัณฑ์

สินค้าทดแทนเกิดขึ้นมาเมื่อตลาดต้องการหาตัวเลือกที่มีราคาถูกกว่ามาทดแทนสินค้าเดิมนั่นเอง เนื่องจากสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดนั้น ๆ มีราคาแพงขึ้น ทำให้ผู้ซื้อต้องมองหาทางเลือกอื่นที่ถูกลง และถ้าผู้ซื้อสามารถหาตัวเลือกที่เหมาะสมได้แล้ว พวกเขาก็จะเริ่มซื้อสินค้าทดแทนนั้นแทนสินค้าเดิม ทำให้อุปสงค์หรือความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์เดิมชนิดนั้น ๆ ลดลง และส่งผลให้ราคาตกลงในที่สุด

ตัวอย่างที่น่าสนใจในที่นี้ก็คือทองแดงซึ่งถูกใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เมื่อราคาทองแดงพุ่งสูงขึ้น ผู้ผลิตหลาย ๆ รายก็เริ่มหันไปใช้อะลูมิเนียมแทน

สภาพภูมิอากาศกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์

สภาพภูมิอากาศก็ส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ผิดปกติหรือแบบฉับพลัน อย่างเช่น การเกิดฝนตกอย่างหนัก หรืออุทกภัยใหญ่ที่จะส่งผลต่อสินค้าโภคภัณฑ์ภาคเกษตรกรรมอย่างรุนแรง สินค้าโภคภัณฑ์อย่างเช่นโกโก้, กาแฟ และน้ำส้มจะต้องมีการหว่านเมล็ดพืชและรอให้พืชเติบโตออกผล พืชผลเหล่านี้ต้องการสภาพภูมิอากาศที่คงที่สม่ำเสมอจึงจะเจริญเติบโตได้

นอกจากนี้แล้ว สภาพภูมิอากาศยังมีผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ภาคพลังงานได้ด้วยเช่นกัน อย่างเช่น ฤดูหนาวที่มีอากาศหนาวเย็นมากก็ส่งผลให้เกิดความต้องการใช้พลังงานความร้อนมากขึ้น ทำให้มีความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น และในกรณีเดียวกัน ฤดูร้อนที่มีอากาศร้อนอบอ้าวมาก ก็ทำให้มีความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้น ทำให้เกิดความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตพลังงานไฟฟ้า อย่างเช่นก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน เพิ่มมากขึ้น

ทำไมควรเทรดสินค้าโภคภัณฑ์

แม้ว่าจะมีเหตุผลมากมายที่สนับสนุนให้คุณเริ่มเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ แต่มีอยู่ 3 เหตุผลหลัก ๆ ด้วยกันที่ทำให้สินค้าโภคภัณฑ์นั้นเป็นตัวเลือกการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับเทรดเดอร์ในปัจจุบัน นั่นก็คือ จำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น, การลดความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ และการกระจายการลงทุนในพอร์ตลงทุน

จำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อย่างไร

จำนวนประชากรโลกนั้นเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งทำให้จำนวนประชากรโลกโดยรวมทั้งสิ้นในปัจจุบันมากถึง 7.7 พันล้านคนแล้ว แม้ว่าอัตราการเติบโตของจำนวนประชากรโลกจะช้าลง แต่ก็ยังอยู่ในอัตราเพิ่มขึ้นประมาณ 1% ต่อปี และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การเติบโตขึ้นของจำนวนประชากรส่งผลให้เกิดความต้องการในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านอุปสงค์ของสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งภาคโลหะและภาคพลังงาน นอกจากนี้จำนวนคนที่มากขึ้นยังหมายถึงการบริโภคอาหารที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ทำให้ส่งผลต่อความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ภาคเกษตรกรรมที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

สุดท้ายแล้ว เมื่อคนมีจำนวนเพิ่มขึ้นก็ทำให้ความต้องการเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ในระยะยาว

การเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อได้อย่างไร

ภาวะเงินเฟ้อคือการที่อัตราราคาสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น หมายความว่าเงินในปัจจุบันจะมีอำนาจในการซื้อน้อยลงไปเรื่อย ๆ ในอนาคต ในแง่ของสินค้าโภคภัณฑ์ นี่หมายความว่าเมื่อจะซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดหนึ่งในปริมาณเท่ากัน คุณจะต้องเสียเงินซื้อมากกว่าในอนาคตนั่นเอง

ด้วยการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์โดยตรง เทรดเดอร์ที่มีความเชี่ยวชาญก็จะสามารถคุ้มครองตนเองจากราคาสินค้าและบริการที่เพิ่มสูงขึ้นได้ และยังได้รับประโยชน์หรือผลกำไรจากการขายสินค้าโภคภัณฑ์นั้น ๆ ในราคาที่สูงขึ้นในอนาคตได้ด้วย

การเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ช่วยกระจายการลงทุนในพอร์ตการลงทุนได้อย่างไร

นักลงทุนหลาย ๆ คนไม่ได้มีการกระจายการลงทุนในพอร์ตลงทุนของตนเลย ในประเทศตะวันตกหลาย ๆ ประเทศ มูลค่าสุทธิของแต่ละครัวเรือนโดยส่วนใหญ่จะผูกอยู่กับอสังหาริมทรัพย์ และคนที่ไม่ลงทุนก็มักจะเอาเงินไปวางไว้กับหุ้นหรือพันธบัตร

ปัญหาก็คือหากตลาดที่คุณลงทุนไปนั้นเกิดตกหรือล่ม (เช่น ถ้าตลาดอสังหาริมทรัพย์หรือตลาดหุ้นตกแบบถล่มทะลาย) พอร์ตลงทุนของคุณก็จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงตามไปด้วย แต่ถ้าคุณในสินทรัพย์หลาย ๆ กลุ่ม และตลาดของสินทรัพย์ชนิดใดชนิดหนึ่งตก คุณก็จะได้รับผลกระทบเฉพาะตลาดสินทรัพย์นั้นเพียงอย่างเดียว แต่ในพอร์ตการลงทุนโดยรวมก็ยังคงไม่เป็นไร เพราะตลาดอื่น ๆ ก็ยังคงทำได้ดีอยู่นั่นเอง

สินค้าโภคภัณฑ์ถือเป็นกลุ่มสินทรัพย์หนึ่งที่สามารถนำไปเพิ่มในพอร์ตลงทุนของคุณได้เพื่อเป็นการกระจายการลงทุนและช่วยบริหารความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์มีพัฒนาการที่ยาวนาน

คุณคงพอจะเข้าใจเกี่ยวกับหลักการของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์, เหตุผลที่คุณควรเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงต้นกำเนิดและช่วงเวลาที่ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ถือกำเนิดขึ้น แม้ว่าเราจะไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์เกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่หลาย ๆ คนก็เชื่อว่ามันเกิดขึ้นมาตั้งแต่มีอารยธรรมมนุษยชาติแล้ว

ตัวอย่างการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ที่น่าสนใจ ได้แก่ การเทรดข้าวซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดแรกในประเทศจีนเมื่อ 6,000 ปีที่แล้ว อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือเมื่อชาวซูเมอร์เริ่มใช้เหรียญดินในการซื้อปศุสัตว์เมื่อประมาณ 4,000-4,500 ปีก่อนประวัติศาสตร์

และก็เป็นชาวกรีกและชาวโรมันนี่แหละที่เลือกเอาทองคำและเงินมาใช้เป็นสกุลเงินในการซื้อขายแลกเปลี่ยน ทำให้ทองคำกลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดแรกที่มีการเทรดกันอย่างแพร่หลายในสังคมโบราณ

แต่ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์สมัยใหม่ที่มีการพัฒนามาจนเป็นการเทรดฟิวเจอร์สอย่างทุกวันนี้ก็เพิ่งจะเริ่มตั้งแต่ไม่กี่ศตวรรษที่ผ่านมาเท่านั้นเอง

ฟิวเจอร์สเป็นสัญญาที่ประกอบไปด้วยสองฝ่าย (ผู้ซื้อและผู้ขาย) ซึ่งตกลงกันว่าจะทำการซื้อขาย ณ วันใดวันหนึ่งในอนาคตในราคาที่กำหนดเอาไว้แล้ว โดยราคาที่กำหนดดังกล่าวจะไม่เกี่ยวข้องกับมูลค่าตลาดของสินค้าทรัพย์นั้น ๆ ณ วันที่หมดสัญญา

ตัวอย่างที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในประวัติการเทรดฟิวเจอร์สสินค้าโภคภัณฑ์ก็คือช่วงปี 1800s ในสหรัฐฯ เมื่อชาวนาฝั่งมิดเวสต์ได้นำพืชผลของตนไปเก็บตุนที่ชิคาโกก่อนที่จะถูกส่งไปยังชายฝั่งตะวันออก แต่ระหว่างที่พืชผลเหล่านี้ถูกจัดเก็บอยู่ในโกดังและยังไม่ถูกส่งออกไป ราคาของพืชผลก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากอุปสงค์หรืออุปทานที่เพิ่มขึ้น หรืออาจเป็นเพราะคุณภาพของพืชผลด้อยลง

ดังนั้นแทนที่จะต้องมานั่งกังวลเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงของราคาพืชผลเหล่านี้ที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงได้เขียนสัญญาล่วงหน้าขึ้นมาซึ่งกำหนดให้ผู้ขายจัดส่งพืชผลในปริมาณที่กำหนดในราคาที่มีการตกลงกันไว้ ณ วันที่สิ้นสุดสัญญา เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนในข้อกำหนดสัญญาดังกล่าว ผู้ซื้อจะจ่ายเงินล่วงหน้าซึ่งเป็นค่าสินค้าที่กำหนดไว้ให้กับผู้ขายก่อน

น่าเสียดายที่สัญญาล่วงหน้าเหล่านี้ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่นัก และยังทำให้ผู้ซื้อต้องแบกรับความเสี่ยงส่วนใหญ่เนื่องจากต้องจ่ายเงินล่วงหน้าให้กับผู้ขายก่อน ดังนั้นจึงทำให้เกิดการพัฒนาสัญญาฟิวเจอร์สสินค้าโภคภัณฑ์ขึ้นมา ซึ่งมีข้อกำหนดในเรื่องของสินค้าโภคภัณฑ์ที่จะต้องถูกจัดส่ง, วันที่สิ้นสุดสัญญา และเงื่อนไขในการจัดส่งเหมือนเดิม แต่จะมีข้อแตกต่างก็คือสัญญาฟิวเจอร์สนี้ถูกจัดทำขึ้นผ่านศูนย์กลางอย่าง Chicago Board of Trade (หอการค้าชิคาโก) ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายในการทำธุรกรรมซื้อขาย จึงช่วยกำจัดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้

ในอีกศตวรรษต่อมา สินค้าเกษตรกรรมได้กลายมาเป็นสินค้าโภคภัณฑ์หลักที่มีการเทรดแบบฟิวเจอร์ส แต่ในช่วงกลางปี 1900s คอตต้อน, น้ำมันหมู, ปศุสัตว์ และโลหะมีค่าก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในตลาดแลกเปลี่ยนแบบฟิวเจอร์สมากขึ้นเรื่อย ๆ

จนในปี 1970s ก็เริ่มมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้ผู้คนสามารถเก็งกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้โดยไม่จำเป็นต้องซื้อหรือขายสินค้าโภคภัณฑ์นั้น ๆ จริง ๆ

หากคุณพร้อมที่จะเริ่มการเทรดแล้ว หนึ่งในขั้นตอนแรกที่จะต้องทำก็คือดาวน์โหลดแพลตฟอร์มเทรดมาติดตั้งเสียก่อน

MetaTrader 5 เป็นแพลตฟอร์มเทรดหลากหลายสินทรัพย์อันดับ 1 ของโลก ซึ่งคุณสามารถใช้ติดตามและเทรดในหลายพันตลาดของโลก ไม่ว่าจะเป็นหุ้น, Forex, คริปโตเคอเรนซี่ และสินค้าโภคภัณฑ์ และยิ่งดีไปกว่านั้นก็คือคุณสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้เลยฟรี ๆ

ดาวน์โหลด MetaTrader 5 ด้วยการคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างแล้วเริ่มเทรดในตลาดจริงเลยวันนี้

เทรดด้วย MetaTrader 5

จะเริ่มเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ได้อย่างไร

มีหลากหลายวิธีด้วยกันในการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งรวมถึงการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์โดยตรง, เทรดฟิวเจอร์สสินค้าโภคภัณฑ์, เทรดออปชั่นสินค้าโภคภัณฑ์, เทรด ETF สินค้าโภคภัณฑ์, เทรดหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ และเทรด CFD สินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งจะมาลงรายละเอียดตัวเลือกในการลงทุนต่อไปในบทความนี้

ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์โดยตรง

วิธีหนึ่งในการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ก็คือไปยังแหล่งผลิตสินค้าโดยตรงและซื้อสินค้านั้นมาเลย (เช่น ซื้อน้ำมัน, ทองคำ หรือน้ำตาลโดยตรง) เมื่อระยะเวลาผ่านไป ราคาสินค้าก็จะเพิ่มสูงขึ้น จากนั้นคุณก็หาผู้ที่จะมาซื้อสินค้านั้น แล้วทำกำไรจากส่วนต่างนั่นเอง

แต่การที่คุณจะไปหาผู้ผลิตและผู้ขายน้ำมัน หรือน้ำตาลเพื่อซื้อสินค้านั้นโดยตรงมันทำได้จริงหรือเปล่า นอกเหนือจากนั้นแล้วคุณยังต้องหาผู้ที่จะมาซื้อสินค้าต่อจากคุณอีก แถมยังต้องหาพื้นที่ในการจัดเก็บสินค้าด้วย เพราะสินค้าโภคภัณฑ์มันก็คือตัวสินค้านั้นจริง ๆ นั่นเอง

ผู้ผลิตน้ำตาลจะขายน้ำตาลในปริมาณ 112,000 ปอนด์เท่านั้น ซึ่งเท่ากับประมาณ 8.5 เท่าของน้ำหนักช้างตัวหนึ่งเลยทีเดียว คุณคิดว่าคุณจะสามารถเก็บน้ำตาลปริมาณมากขนาดนั้นได้ไหม ไม่น่าจะเป็นไปได้ใช่รึเปล่า และอย่าลืมด้วยว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีความผันผวนสูงกว่าหุ้นและพันธบัตร เพราะมักจะมีปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทานที่เข้ามามีผลกระทบต่อราคามากกว่า

นอกจากนั้นแล้ว คุณยังต้องคำนึงถึงเรื่องการจัดเก็บ หากคุณซื้อโลหะมีค่า (ยังดีที่สามารถซื้อในปริมาณที่น้อยกว่าน้ำตาลได้) คุณก็จะต้องหาสถานที่จัดเก็บที่มีความปลอดภัย ซึ่งนี่ก็จะไปเพิ่มค่าใช้จ่ายและความซับซ้อนในการลงทุนของคุณให้มากยิ่งขึ้นไปอีก

เทรดฟิวเจอร์สสินค้าโภคภัณฑ์

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ฟิวเจอร์สเป็นสัญญาที่ผู้ขายตกลงที่จะขายสินค้าโภคภัณฑ์จำนวนหนึ่งตามที่ตกลงกันไว้ ณ วันใดวันหนึ่งในอนาคตให้กับผู้ซื้อ โดยผู้ซื้อสัญญาฟิวเจอร์สนั้นตกลงที่จะซื้อสินค้าโภคภัณฑ์อ้างอิงในราคาที่กำหนดไว้แล้วจากผู้ขายในวันที่หมดสัญญา

ในอดีต เมื่อหมดสัญญาฟิวเจอร์สแล้ว สินค้าโภคภัณฑ์ก็จะถูกเปลี่ยนมือจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อ แต่ในปัจจุบัน เทรดเดอร์หลาย ๆ คนใช้สัญญาฟิวเจอร์สเป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรจากราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ และไม่คิดที่จะครองครองสินค้าโภคภัณฑ์นั้นจริง ๆ เมื่อหมดสัญญา

กล่าวง่าย ๆ ก็คือถ้าราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้นในช่วงระยะเวลาระหว่างวันที่ซื้อสัญญาและวันที่หมดสัญญา เทรดเดอร์ก็สามารถทำกำไรจากการขายสัญญาฟิวเจอร์สนั้น และถ้าหากราคาตกลง เทรดเดอร์ก็จะขาดทุน

ข้อดีของการเทรดฟิวเจอร์สสินค้าโภคภัณฑ์ก็คือการใช้เลเวอเรจ ซึ่งเปิดโอกาสให้เทรดเดอร์สามารถเทรดในปริมาณมากยิ่งขึ้นกว่าเงินทุนที่มีอยู่จริง ยกตัวอย่างเช่น หากสัญญาฟิวเจอร์สให้เลเวอเรจ 1:10 หมายความว่าจากจำนวนเงินที่เทรดเดอร์ต้องการลงทุน พวกเขาก็จะสามารถซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ได้มากกว่าเดิมถึง 10 เท่า

และนี่ก็เป็นวิธีการเพิ่มผลกำไรแบบทวีคูณ แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงในการสูญเสียแบบทวีคูณด้วยเช่นกัน

แม้ว่าเลเวอเรจจะทำให้การเทรดฟิวเจอร์สดูน่าสนใจไม่น้อยสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ แต่การเทรดฟิวเจอร์สก็มีความซับซ้อนค่อนข้างมากเพราะต้องคำนึงถึงหลาย ๆ ปัจจัยเมื่อจะประเมินราคาตลาดและคาดการณ์ทิศทางของตลาด นอกจากการติดตามดูราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปัจจุบันแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องทำด้วยก็คือคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ และอัตราดอกเบี้ย รวมถึงปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างไรด้วย

เทรดออปชั่นสินค้าโภคภัณฑ์

ออปชั่นก็มีความคล้ายคลึงกับฟิวเจอร์สคือเป็นอนุพันธ์อีกชนิดหนึ่งที่ให้คุณสามารถเทรดทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าของสินค้าโภคภัณฑ์โดยไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้าโภคภัณฑ์นั้นมาครอบครองจริง ๆ ออปชั่นก็ใช้ประโยชน์จากเลเวอเรจเหมือนกับฟิวเจอร์สด้วยเช่นกัน

สัญญาออปชั่นมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ call และ put

เจ้าของคอลออปชั่น (call option) จะมีสิทธิ์แต่ไม่จำเป็นต้องซื้อสัญญาฟิวเจอร์สสินค้าโภคภัณฑ์ในราคาที่กำหนด (ราคาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า) หรือก่อนวันที่กำหนด (วันหมดสัญญา) ส่วนเจ้าของพุทออปชั่น (put option) จะมีสิทธิ์แต่ไม่จำเป็นต้องขายสัญญาฟิวเจอร์สสินค้าโภคภัณฑ์ในราคาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าหรือก่อนวันที่หมดสัญญา

หากราคาฟิวเจอร์สนั้นสูงกว่าราคาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า คอลออปชั่นก็จะถูกขายเพื่อทำกำไร ส่วนพุทออปชั่นนั้น จะต้องให้ราคาฟิวเจอร์สตกลงต่ำกว่าราคาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าจึงจะขายได้

ดังนั้นเทรดเดอร์ออปชั่นจะต้องคาดการณ์ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของราคาตลาดในกลยุทธ์เทคนิคการเทรดของตน และยังต้องคาดการณ์ช่วงเวลาที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาด้วย

เทรด ETF สินค้าโภคภัณฑ์

ETF (Exchange-Traded Fund) เป็นกองทุนที่ลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์ทางการเงิน โดยเทรดเดอร์สามารถลงทุนในกองทุนเหล่านี้ผ่านโบรกเกอร์ หรือตลาดหลักทรัพย์

ETF เป็นที่รู้จักกันว่าประกอบไปด้วยหุ้นหลาย ๆ ตัว แต่ ETF บางตัวก็ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์โดยตรงด้วยเช่นกัน เช่น ทองแท่ง และยังมี ETF บางตัวที่ลงทุนในฟิวเจอร์สหรือออปชั่นสินค้าโภคภัณฑ์ด้วย

ดังนั้นความเสี่ยงในการเทรด ETF ก็คือความเสี่ยงที่จะเกิดจากการลงทุนในสินทรัพย์นั้น ๆ ETF ที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์โดยตรงก็จะมีความเสี่ยงเหมือนกับการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์โดยตรง ในขณะนี่ ETF ที่ลงทุนในฟิวเจอร์สก็จะมีความเสี่ยงเดียวกันกับการซื้อฟิวเจอร์สโดยตรง

หนึ่งในข้อดีของการลงทุนใน ETF สินค้าโภคภัณฑ์ก็คือความหลากหลายในการลงทุน เพราะเป็นการลงทุนในสินทรัพย์หลาย ๆ รูปแบบผ่านกองทุนหนึ่ง ๆ ซึ่งไม่เหมือนกับการลงทุนในสินทรัพย์ใดเพียงสินทรัพย์เดียว แต่นี่ก็ทำให้คุณพลาดโอกาสที่จะทำกำไรก้อนใหญ่จากการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรุนแรงของสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงชนิดเดียว

เทรดหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์

เมื่อพูดถึง 'หุ้นสินค้าโภคภัณฑ์' เราจะหมายถึงหุ้นของบริษัทที่เป็นผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์นั้น ๆ หลักการของมันก็คือรายรับของบริษัทเหล่านี้จะอ้างอิงจากราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ที่บริษัทนั้น ๆ ขายอยู่ หากราคาของสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น รายรับของบริษัทและราคาหุ้นของบริษัทนั้นก็จะเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

แต่การลงทุนในหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ก็มีความเสี่ยงที่รายรับของผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์อาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งได้แก่

  • การแข่งขันในตลาด
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ
  • อัตราดอกเบี้ย
  • สภาวะเศรษฐกิจในประเทศ
  • การเติบโต/หดตัวของราคา/ผลกำไร

เทรด CFD สินค้าโภคภัณฑ์

CFD (Contract for Difference) ก็จะเหมือนกับออปชั่นและฟิวเจอร์ส คือเป็นตราสารอนุพันธ์อีกชนิดหนึ่งที่สามารถใช้ในการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ได้

CFD นั้นเปิดโอกาสให้เทรดเดอร์สามารถเก็งกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และสินทรัพย์อื่น ๆ โดยไม่ต้องครอบครองสินค้าโภคภัณฑ์อ้างอิงนั้น ๆ CFD ถือกำเนิดมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990s ในลอนดอนโดยนายธนาคารเพื่อการลงทุน 2 คนแห่ง UBS Warburg

หลักการของมันก็คือ CFD จะเป็นสัญญาระหว่าง 2 ฝ่าย คือเทรดเดอร์และโบรกเกอร์ โดยเมื่อหมดสัญญา ทั้งสองฝ่ายก็จะต้องแลกเปลี่ยนส่วนต่างระหว่างราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ณ เวลาที่ทำสัญญากับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ณ เวลาที่หมดสัญญา

ดังนั้นหากคุณเปิดเทรด CFD ด้วยสถานะสัญญา long (ซื้อ) ในทองคำโดยราคาทองคำในขณะนั้นอยู่ที่ $1,525 และปิดการเทรดเมื่อราคาทองคำขึ้นไปแตะ $1,550 คุณจะทำกำไรได้จากส่วนต่างของราคาทองคำนั้น คือ $25 แต่ถ้าราคาทองคำตกลงเหลือ $1,500 คุณก็จะขาดทุน $25 ถ้าจะให้พูดง่าย ๆ ก็คือ เทรดเดอร์จะต้องจ่ายส่วนต่างของราคาเปิดและราคาปิดของสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตนเองเทรด

การเข้าและออกจากสถานะสัญญาเทรดนั้นง่ายดายมาก เมื่อเทียบกับเครื่องมือเทรดอื่น ๆ อย่างออปชั่นและฟิวเจอร์ส นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้การเทรด CFD สินค้าโภคภัณฑ์ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และไม่ใช่แค่เรื่องความง่ายดายในการเทรดเท่านั้น แต่ยังมีข้อดีอื่น ๆ อีก อาทิเช่น

  • เลเวอเรจ – เทรดเดอร์รายย่อยสามารถเทรดด้วยสถานะสัญญาที่มากกว่าเงินลงทุนจริงของตนถึง 20 เท่า ส่วนเทรดเดอร์มืออาชีพจะสามารถเทรดด้วยสถานะสัญญาที่มากกว่าเงินลงทุนจริงของตนถึง 500 เท่าเลยทีเดียว
  • 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ – เทรดเดอร์สามารถทำการเทรดได้ 24 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ ทำให้เพิ่มโอกาสในการทำกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ต่าง ๆ ได้ทั่วโลก
  • ไม่มีค่าคอมมิชชั่น - เทรดเดอร์จะเทรดได้โดยไม่มีค่าคอมมิชชั่น และเริ่มเทรดได้ด้วยเงินตั้งแต่ 200 ยูโรในบัญชี
  • ทำกำไรได้ทั้งจากตลาดขาขึ้นและขาลง – หากคุณคาดการณ์ทิศทางตลาดได้อย่างถูกต้อง ก็จะทำกำไรได้แน่นอน มิเช่นนั้นก็ขาดทุน

นอกเหนือจากนี้แล้ว คุณจะยังได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมอีกเมื่อเทรด CFD สินค้าโภคภัณฑ์กับ Admiral Markets อาทิเช่น

  • นโยบายคุ้มครองวงเงินติดลบในบัญชี ซึ่งหมายความว่าถ้าเงินคงเหลือในบัญชีของคุณเหลือน้อยกว่า 0 Admiral Markets ก็จะรีเซ็ตตัวเลขในบัญชีให้เป็น 0 เพื่อไม่ให้คุณต้องมีหนี้จากการเทรด
  • ค่าใช้จ่ายในการเทรดต่ำ รวมถึงค่าสเปรดเริ่มตั้งแต่ 0 pips
  • ช่องทางการวิเคราะห์ระดับพรีเมียมฟรี ซึ่งมีทั้งข่าวสารอัพเดตจาก Dow Jones และบทความมากถึง 850 บทความต่อวัน, วิดเจ็ตอารมณ์ตลาด, ปฏิทินเศรษฐกิจ และอื่น ๆ
  • เข้าถึงแพลตฟอร์มการเทรดที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลกอย่าง MetaTrader 4 และ MetaTrader 5

การมีแพลตฟอร์มเทรดที่ใช่และโบรกเกอร์ที่เชื่อถือได้ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการเทรด Admiral Markets เป็นโบรกเกอร์ระดับรางวัลที่ให้คุณสามารถเทรด CFD สินค้าโภคภัณฑ์ได้ และนี่ยังไม่รวมถึงการเทรดในตลาดอื่น ๆ อย่างเช่น Forex, หุ้น และ ETF ฯลฯ

ทั้งหมดนี้เป็นไปได้ด้วยแพลตฟอร์มชั้นยอดจาก Admiral Markets อย่าง MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 รวมถึงปลั๊กอินสุดพิเศษจากเราอย่าง MetaTrader Supreme Edition

ด้วย MetaTrader Supreme Edition เทรดเดอร์จะสามารถเข้าถึงเครื่องมือเพิ่มเติมที่ช่วยยกระดับการเทรดให้ดียิ่งขึ้น อาทิเช่น แพ็กเกจอินดิเคเตอร์ใหม่ล่าสุด 16 ตัว, ข้อคิดเห็นทางเทคนิคและแนวคิดเกี่ยวกับการเทรดโดย Trading Central, trading terminal ใหม่ล่าสุด เป็นต้น

คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อดาวน์โหลด MetaTrader ฟรี!

เปิดบัญชีเทรด Forex

ตัวอย่างการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์

ด้วย CFD คุณสามารถทำได้ทั้งซื้อและขายสินค้าโภคภัณฑ์ หมายความว่าคุณจะเลือกทำกำไรได้ทั้งสองทางคือทั้งในตลาดขาขึ้นและตลาดขาลง นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากเลเวอเรจด้วย คือคุณจะสามารถเปิดสถานะสัญญาที่มากกว่าเงินทุนที่มีอยู่จริงในบัญชี

ลองมาดูตัวอย่างการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์กันสักนิด สมมติว่าคุณคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบ Brent น่าจะตก ดังนั้นจึงตัดสินใจเปิดคำสั่งเทรดขาย หรือ short หลักการของมันก็คือเมื่อคุณเปิดคำสั่งเทรดที่ระดับราคาหนึ่ง และราคานั้นตกลงไปอีก แล้วจากนั้นคุณก็ปิดเทรด ก็จะทำให้คุณได้กำไรจากส่วนต่างของราคานั่นเอง

ในตัวอย่างข้างต้น ราคาตลาดของน้ำมันดิบ Brent อยู่ที่ $72.16 ต่อบาร์เรล 1 ล็อต (ปริมาณมาตรฐานของ CFD) จะเท่ากับ 1,000 ปอนด์ ดังนั้นมูลค่า 1 ล็อตของน้ำมันดิบ Brent จะเท่ากับ $7,216

ในที่นี้คุณได้เลเวอเรจ 1:10 ดังนั้นเมื่อเปิดคำสั่งเทรด 1 ล็อต หรือ $7,216 ของน้ำมันดิบ Brent คุณก็จะต้องใช้เงินในบัญชีเทรด $722 ($7,216/10 = $722)

ถ้าคุณเปิดคำสั่งเทรด short ในสินค้าโภคภัณฑ์ที่ราคา 72.16 เซ็นต์ต่อปอนด์ และปิดคำสั่งเทรดที่ราคา 56.60 เซ็นต์ต่อปอนด์ ส่วนต่างของราคาเปิดและราคาปิดก็จะเท่ากับ $15.56

ราคาน้ำมันดิบ

ภาพ 1.3 : กราฟ CRUDOIL, ราย Weekly, ตั้งแต่ 3 Sep 2017 - 7 Jun 2020, ตัวอย่างการคำนวณกำไร-ขาดทุน

Disclaimer : กราฟราคาที่แสดง ณ ที่นี้ ใช้เพื่อประกอบการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำหรือคำชักชวนให้มีการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงเหตุการณ์ในอนาคตได้

สำหรับการคำนวณผลกำไร คุณจะต้องคูณส่วนต่างราคาด้วยขนาดของการเทรด และมูลค่าของการเคลื่อนไหว 1 จุด ทั้งขนาดของสถานะสัญญาและมูลค่าต่อจุดจะแตกต่างกันไปในสินค้าโภคภัณฑ์แต่ละชนิด ดังนั้นจะต้องศึกษาข้อมูลด้านนี้ให้ถี่ถ้วนก่อนทำการเทรด

ในกรณีนี้ คุณเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทน้ำมันดิบ Brent ในปริมาณ 1 ล็อต หรือ 100 บาร์เรล และมูลค่าการเคลื่อนไหว 1 จุด (0.01) เท่ากับ $0.90 จะได้เป็นสูตรคำนวณดังนี้

(72.16 - 56.60) x 100 x $1,556

15.56 x 100 x $1 = $1,556

ในที่นี้คุณจะทำกำไรจากเทรดครั้งนี้ได้ $1,400.40 แต่ต้องพึงระวังไว้ด้วยว่าถ้าราคาของน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวสูงขึ้นแทนการปรับตัวลดลง คุณจะกลายเป็นขาดทุนแทน

สามารถเข้าไปเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสูตรคำนวณนี้ได้ใน คู่มือแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับการเทรด CFD สูตรคำนวณกำไร/ขาดทุนดังกล่าวนี้สามารถนำไปใช้คำนวณได้กับสินค้าโภคภัณฑ์ทุกชนิด คือ ส่วนต่างราคา x ขนาดสัญญา x มูลค่าการเปลี่ยนแปลง 1 จุด โปรดถึงระวังไว้ว่าขนาดสัญญาและมูลค่าการเปลี่ยนแปลงต่อจุดจะแตกต่างกันไปในแต่ละชนิดของตราสาร ดังนั้นจะต้องนำไปคิดคำนวณในกลยุทธ์เทคนิคการเทรดของคุณด้วย

ค่าใช้จ่ายในการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์

สิ่งสำคัญที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือผลกำไรจากการเทรดนั้นไม่ใช่ได้มาเน็ต ๆ จากส่วนต่างของราคาเปิดและราคาปิดเทรดเท่านั้น แต่ยังต้องหักค่าใช้จ่ายในการเทรดด้วย

เมื่อเทรด CFD สินค้าโภคภัณฑ์ อาจมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นได้ 3 รายการด้วยกัน ได้แก่

  • สเปรด: สเปรดเป็นส่วนต่างระหว่างราคา bid (ซื้อ) และราคา ask (ขาย) ของตราสารทางการเงินนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าราคา bid ของทองคำเท่ากับ 1491.58 และราคา ask เท่ากับ 1491.78 ส่วนต่างของมันจะเท่ากับ 0.20 โดยถ้าต้องการทำกำไรจากการเทรดครั้งนี้ จะต้องให้ราคาตลาดทะลุผ่านค่าสเปรดนี้ไปให้ได้เสียก่อน
  • สว็อป: หากคุณเปิดสถานะเทรดทิ้งไว้ข้ามคืน ก็จะมีการคิดค่าบริการเกิดขึ้นหลังจากเวลา 23:59 น. ในโซนเวลาของแพลตฟอร์มเทรดนั้น ๆ
  • คอมมิชชั่น: ตราสารบางประเภทอาจมีค่าคอมมิชชั่นในการเปิดและปิดเทรด ที่ Admiral Markets การเทรด CFD หุ้นและ ETF, หุ้นและ ETF, Forex และสินค้าโภคภัณฑ์ในบัญชี Zero.MT4 จะมีค่าคอมมิชชั่นด้วย

ดังนั้นเมื่อจะคำนวณผลกำไรที่ได้จากการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ คุณจะต้องหักค่าใช้จ่ายในการเทรดออกไปด้วย

วิธีพัฒนาการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ของเรา

เราได้แนะนำข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์และหลากหลายวิธีในการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ให้คุณได้ทราบไปแล้ว แต่ยังไม่ได้กล่าวถึงวิธีการลงทุนหรือเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ให้ประสบความสำเร็จเลย

แม้ว่าจะไม่มีการการันตีว่าจะสำเร็จได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีหลาย ๆ อย่างที่คุณสามารถนำไปใช้ปรับปรุงหรือเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ได้ อาทิเช่น

  1. หาความรู้เพิ่มเติม
  2. วิเคราะห์ตลาด
  3. บริหารความเสี่ยง
  4. กระจายการลงทุนในพอร์ตการลงทุน

1. หาความรู้เพิ่มเติม

คุณสามารถหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเทรดได้มากมายจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อช่วยเปิดเส้นทางการเทรดให้กับคุณ ไม่ว่านจะเป็น สัมมนาออนไลน์ฟรี, สัมมนา, หลักสูตรต่าง ๆ, บทความ และอื่น ๆ อีกมากมาย

บัญชีทดลองเทรดก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้คุณเรียนรู้วิธีการเทรดได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของกลไกการเปิดและปิดเทรด รวมถึงเรียนรู้กลไกการทำงานของตลาดด้วย แต่บัญชีทดลองเทรดนั้นไม่สามารถสอนในเรื่องของจิตวิทยาการเทรด หรือวิธีจัดการทางการเงินให้กับคุณได้ ดังนั้นคุณจึงต้องเปลี่ยนไปเทรดด้วย บัญชีเทรดจริงในที่สุดเมื่อพร้อม

หากคุณยังเป็นมือใหม่หัดเทรดอยู่ ก็สามารถเริ่มจากการหาความรู้เพิ่มเติมจากสัมมนาออนไลน์ด้านการเทรดของเรา ซึ่งคุณจะได้เรียนรู้โดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเทรดมืออาชีพ, ได้รับคำแนะนำขั้นต่อขั้นในการใช้กลยุทธ์และอินดิเคเตอร์ที่ดีที่สุดสำหรับการเทรด และยังได้รับฟังข้อคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับข่าวสารข้อมูลล่าสุดในตลาดจริง คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อลงทะเบียนสัมมนาออนไลน์ฟรีกับเราวันนี้

เรียน Forex ออนไลน์

2. วิเคราะห์ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

หากต้องการเทรดในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ให้ประสบความสำเร็จ สิ่งสำคัญคือคุณต้องรู้และเข้าใจว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้คุณตัดสินใจเทรดดังกล่าว ทำไมคุณถึงเชื่อว่าตลาดสินค้าโภคภัณฑ์นั้นกำลังจะปรับตัวขึ้นหรือลดลง

การวิเคราะห์ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ด้วยกัน ได้แก่ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและการวิเคราะห์ทางเทคนิค

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจะเน้นไปที่การวิเคราะห์ปัจจัยด้านเศรษฐกิจซึ่งจะส่งผลต่อระดับราคาต่าง ๆ ของสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุปสงค์และอุปทานดังที่เราได้กล่าวไปแล้วข้างต้น โดยสิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญก็คือ

  • ข้อมูลเศรษฐศาสตร์มหัพภาค อย่างเช่น เทรนด์ใน GDP, อัตราว่างงาน และยอดค้าปลีก ทั้งหมดนี้จะเป็นตัวบ่งชี้ความแข็งแรงทางเศรษฐกิจ และมักจะเกี่ยวข้องกับความแข็งแรงหรือความอ่อนแอของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในภาคอุตสาหกรรม ความแข็งแรงของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์แต่ละประเภทจะมีความแตกต่างกันไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ของสินค้าโภคภัณฑ์นั้น ๆ
  • ระดับของอุปสงค์จะถูกประเมินในรายงาน Cattle on Feed ของ USDA โดยรายงานดังกล่าวจะระบุถึงอุปสงค์ในอนาคตของวัวในตลาด และเป็นตัวบอกใบ้ถึงราคาของเนื้อวัวในอนาคตด้วย
  • วัฏจักรตลาดอย่างเช่นตลาดจะดำเนินไปในวัฏจักรตลาดกระทิง (ตลาดขาขึ้น) หรือตลาดหมี (ตลาดขาลง) จะต้องอาศัยการวิจัยเทรนด์ตลาดระยะยาวในการตัดสินว่าจะทิศทางของตลาดในวันนี้จะเป็นเช่นไร
  • การเปลี่ยนแปลงนโยบายทางด้านเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจและมันจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ของสินค้าโภคภัณฑ์อย่างไร

อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่ามีหลาย ๆ สิ่งด้วยกันที่คุณต้องคำนึงถึงเมื่อจะทำการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ และก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถคาดการณ์สภาพภูมิอากาศและนโยบายของรัฐบาลที่อาจเกิดขึ้น ยกเว้นแต่ว่าคุณจะเป็นเทรดเดอร์แบบเต็มตัวที่มีทีมงานวิจัยอย่างเต็มรูปแบบ

นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมเทรดเดอร์หลาย ๆ คนเลือกที่จะใช้เอา การวิเคราะห์ทางเทคนิคมาช่วยในการตัดสินใจเทรดด้วย แล้วการวิเคราะห์ทางเทคนิคของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์คืออะไรกันละ ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือการสังเกตดูรูปแบบและอินดิเคเตอร์บนกราฟราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดนั้น ๆ เพื่อหาตัวบ่งชี้ทิศทางของตลาดในอนาคตที่น่าจะเป็นไปได้

ตัวอย่างเช่น เครื่องมือตัวหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากในหมู่เทรดเดอร์ซึ่งก็คือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เพราะมันช่วยระบุทิศทางตลาดโดยรวม หรือเทรนด์ของตลาดได้ หลักการสำคัญก็คือมันจะนำตัวเลขราคาปิดครั้งก่อนที่ผู้ใช้ได้กำหนดไว้มาคำนวณเพื่อหา 'ค่าเฉลี่ย' ของราคาตลาด เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่จะถูกลากลงบนกราฟราคาเพื่อให้เทรดเดอร์มองเห็นเทรนด์ราคาเฉลี่ยจากข้อมูลราคาในอดีตที่ผ่านมา

กราฟราคาสินค้าโภคภัณฑ์

ภาพ 1.4 : กราฟ NGAS, ราย Day, ตั้งแต่ 25 Sep 2019 - 18 Aug 2020, ราคาพลังงาน

Disclaimer : กราฟราคาที่แสดง ณ ที่นี้ ใช้เพื่อประกอบการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำหรือคำชักชวนให้มีการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงเหตุการณ์ในอนาคตได้

จากกราฟราคาด้นบน เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สีแดงแสดงถึงค่าเฉลี่ยของแท่งกราฟ 50 แท่งที่ผ่านมา ส่วนเส้นสีเขียวแสดงถึงค่าเฉลี่ยของแท่งกราฟ 100 แท่งที่ผ่านมา คุณจะสังเกตเห็นได้ว่าเมื่อแท่งกราฟราคาอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 และเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 ราคาดูจะเคลื่อนที่ช้าลง ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องปกติของพฤติกรรมราคาที่เกิดขึ้นในตลาดส่วนใหญ่ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็นเพียงหนึ่งในอินดิเคเตอร์ฟรีที่มีให้บริการในแพลตฟอร์ม MT5 ของ Admiral Markets

ในกรณีตัวอย่างข้างต้น เราอาจกล่าวได้ว่าผู้ขายเป็นผู้คุมตลาดทองคำในขณะนั้น ณ เวลานั้น เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าอะไรเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ตลาดอ่อนแอเช่นนั้น แต่การใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคจะช่วยบ่งชี้ความเป็นไปได้โดยรวมซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเทรดของคุณได้ ตัวอย่างเช่น คุณอาจใช้รูปแบบพฤติกรรมราคามาวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ เพื่อหาตัวบอกใบ้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในตลาด


ภาพ 1.5 : กราฟ NGAS, ราย Day, ตั้งแต่ 25 Sep 2019 - 18 Aug 2020, แสดงตัวอย่างการเข้าเทรด

Disclaimer : กราฟราคาที่แสดง ณ ที่นี้ ใช้เพื่อประกอบการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำหรือคำชักชวนให้มีการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงเหตุการณ์ในอนาคตได้

จากตัวอย่างกราฟราคาด้นาบน กล่องสีเหลืองแสดงตัวอย่าง pin bar รูปแบบราคาพลิกตัวซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่เทรดเดอร์ รูปแบบราคาดังกล่าวจะแสดงให้เห็นว่าผู้ซื้อกำลังพยายามผลักราคาตลาดให้สูงขึ้น แต่จากนั้นกลับปล่อยให้ผู้ขายเข้ามาเป็นผู้คุมตลาด ทำให้ราคาตกลงจนสอดคล้องกับเทรนด์โดยรวม การเปลี่ยนแปลงของราคาบางครั้งก็ตกลงเพียงแค่ไม่กี่วัน บางครั้งก็กินเวลาเป็นหลายสัปดาห์

ด้วยบัญชีทดลองเทรด คุณจะสามารถฝึกและลองใช้งานการตั้งค่าต่าง ๆ รวมถึงการใช้งานเครื่องมือการวิเคราะห์ทางเทคนิคไปจนกว่าจะหาวิธีที่ใช่สำหรับคุณจริง ๆ แน่นอนว่าวิธีที่เหมาะสำหรับคุณนั้นอาจจะไม่ได้การันตีว่าจะเทรดได้ประสบความสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การเทรดเสียก็เป็นส่วนหนึ่งของการเทรดเช่นกัน ดังนั้นการเริ่มเทรดด้วยบัญชีทดลองเทรดแบบไร้ความเสี่ยงจึงเป็นทางเลือกที่ดีมากในการพัฒนาฝีมือในการเทรดให้กับคุณ

3. บริหารความเสี่ยงในการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์

เทรดเดอร์หลาย ๆ คนเลือกที่จะเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง CFD สินค้าโภคภัณฑ์ เนื่องจากสามารถใช้เลเวอเรจได้ คือเทรดเดอร์สามารถเทรดในสถานะสัญญาขนาดใหญ่ได้โดยใช้เงินลงทุนเพียงนิดเดียว แต่ยังสามารถเพิ่มผลกำไรตอบแทนได้มากขึ้นแบบทวีคูณ

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือเลเวอเรจก็เพิ่มความเสี่ยงในการสูญเสียให้มากขึ้นพอ ๆ กับผลกำไรที่จะได้ แสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงจากการเทรดดังกล่าวนั้นค่อนข้างมากทีเดียวเมื่อเทียบกับการลงทุนแบบดั้งเดิม

ดังนั้นการบริหารความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งก็มีหลายวิธีเลยที่คุณสามารถเลือกใช้ในการบริหารความเสี่ยง โดยวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย อาทิเช่น

  • การจัดการบริหารการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ: ไม่เทรดด้วยเงินในปริมาณที่มากเกินกว่าที่ตัวเองมีหรือยอมรับการสูญเสียได้
  • เทรดด้วยขนาดสถานะสัญญาที่เหมาะสม: กฎสำคัญในการเทรดก็คือไม่ควรเอาเงินลงทุนไปเสี่ยงเกินกว่า 2% ของวงเงินในบัญชี ถ้าหากคุณมีเงินอยู่ $1,000 ในบัญชี ก็ไม่ควรเทรดมากกว่า $20 ต่อเทรด และถ้าเงินคงเหลือในบัญชีเพิ่มขึ้นหรือลดลง ปริมาณเงินที่คุณสามารถนำไปเสี่ยงลงทุนได้สูงสุดก็จะปรับเปลี่ยนไปตามนั้นด้วย
  • ใช้จุดหยุดขาดทุนและจุดทำกำไร: จุดหยุดขาดทุนและจุดทำกำไรเป็นระดับราคาที่คุณกำหนดไว้ให้มีการปิดเทรดโดยอัตโนมัติเมื่อราคาแตะถึงระดับนั้น ๆ จุดหยุดขาดทุนเป็นเครื่องมือที่จะคุ้มครองไม่ให้คุณต้องขาดทุนมากกว่าที่ตั้งใจไว้ หากราคาตราสารที่เทรดนั้นเป็นไปในทิศทางตรงข้ามกับที่คุณเทรดมากจนเกินไป ก็จะมีการปิดเทรดนั้นโดยอัตโนมัติ ส่วนจุดทำกำไรนั้นก็จะเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือจะมีการปิดเทรดโดยอัตโนมัติเมื่อสามารถทำกำไรได้ในระดับที่กำหนดไว้
  • มีกลยุทธ์การเทรดที่ชัดเจน: เทรดเดอร์ที่เทรดสินค้าโภคภัณฑ์มักจะเปิดเทรดหลาย ๆ เทรดแบบสุ่มโดยหวังว่าหนึ่งในนั้นจะได้ผล และถ้าเกิดขาดทุนขึ้นมาก็อาจทำให้พวกเขาตัดสินใจเปิดเทรดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ โดยหวังว่าจะกลบยอดขาดทุนที่เกิดขึ้นได้จากการทำกำไรได้ยอดใหญ่ ๆ สักครั้งหนึ่ง แต่อันที่จริงแล้ว สิ่งที่ควรทำคือยึดตามกลยุทธ์การเทรดของตน ซึ่งจะกำหนดไว้แล้วว่าจะขาดทุนได้เท่าไหร่ ควรเปิดเทรดเมื่อไหร่ และปิดเทรดเมื่อไหร่

4. กระจายการลงทุนในพอร์ตของคุณด้วยการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์

คุณคงจะเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า 'อย่าใส่ไข่ทั้งหมดลงในตะกร้าเพียงใบเดียว' ซึ่งนี่ก็นำไปใช้กับการลงทุนได้ด้วยเช่นกัน คุณคงไม่อยากเอาเงินลงทุนทั้งหมดที่มีอยู่ในลงกับสินทรัพย์เพียงอย่างเดียวหรือในตลาดเดียวหรอกจริงไหม เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์ใด ๆ ที่ทำให้ตลาดนั้นล่มขึ้นมา คุณอาจต้องสูญเสียทุกอย่างไปหมดในคราวเดียว

ทางที่ดีคุณควรจะสร้างพอร์ตลงทุนที่มีการกระจายการลงทุนในหลาย ๆ กลุ่มสินทรัพย์ รวมถึงการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ด้วย โดยในพอร์ตลงทุนของคุณอาจมีการลงทุนใน

  • สินค้าโภคภัณฑ์ภาคโลหะ อย่างเช่นทองคำ และเงิน
  • สินค้าโภคภัณฑ์ภาคพลังงาน อย่างเช่นก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดิบ
  • สินค้าโภคภัณฑ์ภาคเกษตรกรรม อย่างเช่นน้ำตาล และกาแฟ
  • หุ้นจากหลาย ๆ ตลาด ทั้งสหรัฐ, ยุโรป และเอเชียแปซิฟิก
  • ดัชนีซึ่งเป็นตัวแทนของตลาดหุ้นโดยรวมทั้งหมด
  • พันธบัตร
  • และอื่น ๆ อีกมากมาย

ข่าวดีก็คือคุณสามารถลงทุนในตลาดที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดด้วย CFD กับ Admiral Markets

การเลือกโบรกเกอร์สำหรับการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์

หากคุณกำลังมองหาโบรกเกอร์สำหรับเริ่มเทรด CFD สินค้าโภคภัณฑ์อยู่ละก็ มีปัจจัยอยู่หลายประการเลยที่คุณควรนำไปพิจารณา ไม่เพียงแต่ต้องเลือกโบรกเกอร์ที่ถูกกฎหมายและมีความน่าเชื่อถือเท่านั้น แต่ต้องเลือกโบรกเกอร์ที่ให้เงื่อนไขที่ดีที่สุดและเครื่องมือดี ๆ เพื่อช่วยให้คุณได้ผลตอบแทนจากการเทรดได้มากที่สุด

สิ่งที่คุณควรใช้พิจารณาเลือกโบรกเกอร์ อาทิเช่น

  • การกำกับดูแล: โบรกเกอร์นั้น ๆ ได้รับการกำกับดูแลจากองค์กรกำกับดูแลด้านการเงินในประเทศของคุณอย่างถูกต้องหรือไม่
  • รางวัล: โบรกเกอร์นั้น ๆ เคยได้รับรางวัลอะไรมาบ้าง ตลาดการเงินนั้นถือเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงมาก ซึ่งโบรกเกอร์ต่าง ๆ ก็ต้องมีการแข่งขันเช่นเดียวกัน ทำให้มีหลายโบรกเกอร์ที่ได้รับรางวัลจากการดำเนินธุรกิจ นี่จะทำให้คุณตัดสินใจเลือกได้ง่ายขึ้นว่าโบรกเกอร์รายไหนที่มีแพลตฟอร์มการเทรดที่ดีที่สุด มีการสนับสนุนลูกค้าที่ดีที่สุด เป็นต้น
  • ประเภทของตลาด: โบรกเกอร์นั้น ๆ ให้บริการเทรดในตลาดใดบ้าง โบรกเกอร์บางรายอาจให้บริการเทรดแค่เฉพาะ Forex หรือคริปโตเคอเรนซี่ หรือหุ้นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ดังที่เราได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าการกระจายการลงทุนถือเป็นกุญแจสำคัญประการหนึ่งในการเทรด และการเลือกใช้โบรกเกอร์ที่มีตราสารหลาย ๆ ประเภทให้เลือกลงทุนน่าจะเป็นการดีกว่าในการช่วยกระจายการลงทุน
  • แพลตฟอร์มเทรด: โบรกเกอร์นั้น ๆ ให้บริการแพลตฟอร์มเทรดตัวไหน ใช้งานง่ายหรือไม่ มีการสนับสนุนลูกค้าหรือไม่ในกรณีที่คุณมีคำถามหรือต้องการความช่วยเหลือในการใช้งาน
  • ค่าใช้จ่ายในการเทรด: มีค่าใช้จ่ายในการเทรดเท่าไหร่ อย่าลืมตรวจสอบดูค่าสเปรด, ค่าคอมมิชชั่น และสว็อปด้วย
  • การสนับสนุนลูกค้า: โบรกเกอร์นั้น ๆ มีการสนับสนุนลูกค้าอย่างไร มีสายด่วนให้คุณติดต่อกับพนักงานโดยตรงหรือไม่ หรือคุณต้องเข้าไปหาความช่วยเหลือจากฟอรั่มสนับสนุนเอง

เริ่มต้นเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ออนไลน์กับโบรกเกอร์ Admiral Markets

คุณพร้อมแล้วใช่หรือไม่ที่จะได้ทดสอบระบบเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ของคุณ เราเชื่อว่าเป็นแบบนั้น! แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ คุณควรจะต้องมีการทดสอบก่อนว่า ระบบเทรดของคุณใช้งานได้จริงๆ หรือไม่ ซึ่งวิธีการที่ง่ายที่สุดคือการทดสอบในบัญชีเงินจำลองหรือ "Demo Account" ซึ่งทำให้คุณสามารถเทรดในตลาดโดยปราศจากความเสี่ยงใดๆ สามารถทดสอบกลยุทธิ์ใหม่ๆ ผ่านการซื้อขายที่เหมือนตลาดจริง และเหมือนสภาพแวดล้อมจริงทุกประการ

คุณจะได้ซื้อขายด้วยราคา Real-Time กำไร-ขาดทุนตามการคำนวณจริงๆ เพียงแต่เป็นการเทรดด้วยเงินที่จำลองขึ้นมาเท่านั้นเอง ดังนั้น Demo Account ก็เปรียบเสมือนห้องเรียนที่คุณจะได้ออกแบบประสบการณ์การเทรดได้ด้วยตัวของคุณเอง! คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อเปิดบัญชีทดลองได้แล้ววันนี้ ฟรี!

เปิดบัญชีเทรด Forex

เรียนรู้เรื่องการเทรดเพิ่มเติมได้ที่นี่

เกี่ยวกับ Admiral Markets

Admiral Markets เป็นโบรกเกอร์ Forex และ CFD ที่ชนะรางวัลมากมาย อีกทั้งได้รับ ใบอนุญาตและกำกับดูแลจากหลายประเทศทั่วโลก โดยให้บริการซื้อขายตราสารการเงินมากกว่า 8,000 รายการผ่านแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกอย่าง MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 เริ่มเทรดเลยวันนี้

คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer) : สารสนเทศที่ได้นำเสนอ มีรายละเอียดเพิ่มเติมที่เชื่อมโยงกับการวิเคราะห์ การประเมินผลลัพธ์ การคาดการณ์และการพยากรณ์ รวมถึงข้อมูลอื่นใดที่มีลักษณะของการให้ข้อมูลในรูปแบบเดียวกัน (ต่อไปจะเรียกว่า "การวิเคราะห์") ซึ่งได้เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ Admiral Markets ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน โปรดศึกษาและพิจารณาข้อควรระวังดังต่อไปนี้

  1. นี่คือการสื่อสารทางการตลาด การวิเคราะห์ที่ถูกเผยแพร่ไปนั้น มีวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่สามารถตีความได้ว่าเป็นข้อเสนอแนะหรือคำแนะนำทางด้านการลงทุน ไม่ได้จัดทำขึ้นตามข้อกำหนดทางกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความเป็นอิสระของการวิจัยการลงทุน (Independence of Investment Research) และไม่อยู่ภายใต้ข้อห้ามใดๆ เกี่ยวกับการจัดการล่วงหน้าในการเผยแพร่การวิจัยการลงทุน
  2. การตัดสินใจลงทุนใดๆ ของลูกค้า เป็นการตัดสินใจแต่โดยลำพังของลูกค้าเอง Admiral Markets จะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการตัดสินใจดังกล่าว ไม่ว่าการตัดสินใจนั้นจะเป็นผลจาก "การวิเคราะห์" หรือไม่ก็ตาม
  3. การวิเคราะห์นี้ จัดทำขึ้นโดยนักวิเคราะห์อิสระ (Jens Klatt, นักวิเคราะห์ ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า "ผู้แต่ง")
  4. เพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ของลูกค้าจะได้รับการคุ้มครอง ในขณะที่เป้าหมายในการจัดทำการวิเคราะห์ที่ดีก็ยังสามารถดำเนินต่อไปได้ Admiral Markets จึงได้กำหนดกระบวนเป็นการภายในเพื่อป้องกันและจัดการกับความขัดแย้งกันทางผลประโยชน์ (Conflicts of Interest)
  5. เราได้พยายามอย่างหนักเพื่อให้แน่ใจว่า แหล่งที่มาทั้งหมดของการวิเคราะห์ มีความน่าเชื่อถือและได้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดเท่าที่จะเป็นไปได้ เข้าใจได้ง่าย แม่นยำ ทันเวลาหรือไม่ล้าสมัย อย่างไรก็ตาม Admiral Markets ไม่รับประกันความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลที่อยู่ในการวิเคราะห์ ตัวเลขที่นำเสนอหรืออ้างถึงผลลัพธ์ในอดีต ไม่สามารถเป็นตัวบ่งชี้ที่น่าเชื่อถือถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
  6. ข้อมูลที่นำเสนอในการวิเคราะห์ ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นคำแนะนำการลงทุน คำให้สัญญา หรือการรับประกันจาก Admiral Markets ว่า ลูกค้าจะได้กำไรจากกลยุทธิ์หนึ่งๆ อย่างแน่นอน หรือสามารถจำกัดการขาดทุนได้
  7. การใช้เครื่องมือทางการเงินก่อนหน้านี้หรือแบบจำลองใดๆ ที่ระบุไว้ในเอกสารเผยแพร่ไม่ควรตีความว่าเป็นคำมั่นสัญญาที่จะรับประกันอย่างแน่นอน หรือโดยพฤตินัย จาก Admiral Markets เกี่ยวกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะไม่มีการรับประกันมูลค่าของเครื่องมือทางการเงินอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง
  8. ผลิตภัณฑ์เลเวอเรจ (Leveraged products) รวมถึงสัญญาเพื่อส่วนต่าง "CFD" โดยธรรมชาติถือเป็นเครื่องมือในการเก็งกำไร ซึ่งอาจทำให้เกิดการขาดทุนหรือกำไร ก่อนที่คุณจะเริ่มลงทุน โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่า คุณได้เข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงเป็นอย่างดีแล้ว

CFD เป็นตราสารที่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินอย่างรวดเร็วจากเลเวอเรจ