เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการใช้เว็บไซต์ของเรา เมื่อดำเนินการเรียกดูเว็บไซต์นี้ต่อไปหมายความว่าคุณให้ความยินยอมในการให้ใช้คุกกี้ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงวิธีแก้ไขการตั้งค่าของคุณ โปรดอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว
รายละเอียดเพิ่มเติม ยอมรับ

คู่มือฉบับสมบูรณ์เตรียมพร้อมเพื่อการลงทุนสำหรับมือใหม่

พฤศจิกายน 18, 2019 15:10 UTC
Reading time: 38 minutes

เราทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องการตักตวงผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุดจากเงินของเรากันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับไลฟ์สไตล์ของตนเอง, ใช้จ่ายเงินไปกับวันหยุดหรือรถคันใหม่ หรือแม้แต่การวางแผนเตรียมพร้อมสำหรับวัยเกษียณ แต่สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มคิดจะลงทุนอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะหาว่าควรเริ่มจากตรงไหนดี เพราะมันมีทางเลือกสำหรับการลงทุนให้เลือกหลายอย่างเหลือเกิน ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการสับสนซะจนไม่เลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียว

หลักการจริง ๆ แล้วก็คือคุณจะต้องรู้ว่าควรจะใช้เงินที่มีอยู่ในมือวันนี้อย่างไรให้มันงอกเงยมากขึ้นกว่าเดิมในอนาคต ซึ่งนี่ก็คือสิ่งที่ดีมากในการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับตนเองและเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต การปล่อยเงินทิ้งไว้เปล่า ๆ ในบัญชีเงินฝากของธนาคารโดยไม่ได้ทำอะไรกับมันเลยไม่ได้มีประโยชน์หรือข้อดีอะไรเลยในระยะยาว และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เราไม่ควรมองข้ามและควรจะเริ่มลงทุนให้เร็วที่สุด

คู่มือฉบับสมบูรณ์เตรียมพร้อมเพื่อการลงทุน

เรื่องดีก็คือในปัจจุบันมีตัวเลือกการลงทุนประเภทต่าง ๆ มากมายสำหรับนักลงทุนมือใหม่ ตัวอย่างเช่นตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange) นั้นมีมูลค่าตลาดถึงประมาณ 6 ล้านล้านดอลลาร์เลยทีเดียว และยังเป็นศูนย์กลางการซื้อขายหุ้นของเกือบ 3,000 บริษัทจาก 60 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย ในบทความนี้ เราจะกล่าวถึงวิธีการลงทุนทางการเงิน, ตัวเลือกการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนมือใหม่ และวิธีการลงทุน แต่ก่อนที่คุณจะตัดสินใจว่าจะลงทุนกับอะไรดี คุณควรจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนเสียก่อน


การลงทุนคืออะไร

ถ้าจะให้พูดง่าย ๆ เลยการลงทุนก็คือการเอาเงินที่มีอยู่ไปซื้อสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งโดยมีเป้าหมายคือให้สินทรัพย์นั้น ๆ สร้างรายได้ หรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นนั่นเอง

ลองดูอสังหาริมทรัพย์เป็นตัวอย่าง หากคุณซื้อบ้านสักหลักหนึ่งโดยมีจุดประสงค์ที่จะปล่อยเช่า นี่ก็ถือเป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ให้คุณนั่นเอง หากคุณซื้อบ้านหลังหนึ่งโดยมีจุดประสงค์เพื่อที่จะซ่อมแซมใหม่แล้วนำไปขายในราคาที่สูงขึ้น นี่จะถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

เราใช้หลักการเดียวกันนี้กับการลงทุนในหุ้นเช่นกัน หุ้นก็คือส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งของบริษัทหนึ่ง ๆ หากบริษัทนั้นจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น นี่ก็จะถือเป็นรายได้จากการลงทุนอย่างหนึ่ง คุณอาจเลือกที่จะขายหุ้นของตนเมื่อราคาหุ้นของบริษัทนั้น ๆ เพิ่มสูงขึ้นก็ได้ ซึ่งนี่ก็จะทำให้คุณทำกำไรได้จากหุ้นนั้น ๆ

ทีนี้หากจะให้พูดถึงว่าคุณสามารถลงทุนในอะไรได้บ้างนั้น ก็มีสินทรัพย์หลากหลายประเภทเลยทีเดียวที่คุณจะเลือกลงทุนด้วยได้ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น, กองทุนดัชนีและ ETF, พันธบัตร, สินค้าโภคภัณฑ์, สกุลเงิน, คริปโตเคอเรนซี่, อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ

ซึ่งจุดประสงค์ของการลงทุนก็คือเพื่อให้เงินงอกเงยมากขึ้นกว่าตอนที่คุณถือมันอยู่ในมือเฉย ๆ

การลงทุน: ทำไมจึงต้องเอาเงินไปลงทุน

เมื่อพูดถึงการลงทุนแล้ว สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มลงทุนใหม่ ๆ คำถามที่มักจะเกิดขึ้นมาเสมอก็คือ ทำไมถึงต้องลงทุนด้วย ซึ่งคำตอบนั้นง่ายนิดเดียวก็คือเพื่อสร้างความร่ำรวยให้กับคุณนั่นเอง

เราทุกคนก็คงจะเห็นกันอยู่แล้วว่าราคาสินค้าต่าง ๆ นั้นไม่ได้คงที่อยู่ตลอด การออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านหรือการออกไปท่องเที่ยวเดี๋ยวนี้ก็แพงขึ้นกว่า 5-10 ปีก่อนไปถึงไหนต่อไหนแล้ว เราเรียกสิ่งนี้ว่า 'เงินเฟ้อ' ซึ่งเป็นภาวะที่ราคาของสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

นี่เป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญ เพราะมันแสดงให้เห็นว่ามูลค่าของเงินสดที่เราฝากไว้ในบัญชีเงินฝากของธนาคารก็จะลดมูลค่าลงไปเรื่อย ๆ ด้วย เมื่อ 50 ปีก่อน คุณอาจจะซื้อสินค้าและบริการได้เป็นจำนวนมากด้วยเงินเพียงไม่กี่ร้อยบาท แต่ในทุกวันนี้มันซื้อไม่ได้มากอย่างนั้นแล้ว เพราะราคาสินค้าและบริการมีแต่เพิ่มมูลค่าขึ้นไปเรื่อย ๆ

ประโยชน์ของการลงทุนก็คือคุณจะได้รับผลตอบการลงทุนที่สูงขึ้นกว่าอัตราเงินเฟ้อ ทำให้มูลค่าของเงินที่คุณครอบครองนั้นสูงขึ้นตามอัตราค่าครองชีพที่ปรับระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย

น่าเสียดายที่บัญชีธนาคารส่วนใหญ่ไม่ได้ให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงนักในปัจจุบัน ดังนั้นเมื่อคุณต้องการนำเงินไปลงทุน คุณก็จะต้องเอาไปเสี่ยงหรือร่วมลงทุนในช่องทางที่น่าจะให้ผลตอบแทนการลงทุนที่สูงกว่าดอกเบี้ยธนาคาร เพื่อเพิ่มมูลค่าความร่ำรวยให้มากขึ้นเรื่อย ๆ

การลงทุนสำหรับมือใหม่หัดลงทุน: อำนาจของผลตอบแบบทบต้น

แล้วการลงทุนในทางปฏิบัติมันเป็นยังไงกันละ ต้องทำยังไงคุณถึงจะได้เงินเพิ่มขึ้น

หลักการง่าย ๆ ก็คือในการลงทุนแต่ละอย่างก็จะมีอัตราผลตอบแทนของมันอยู่ หรืออาจจะเป็นอัตราที่การลงทุนนั้น ๆ มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อระยะเวลาผ่านไป

บัญชีเงินฝากธนาคารอาจจะให้อัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี ซึ่งถ้าคุณฝากเงินไว้จำนวน 10,000 บาทในบัญชี หลังจาก 1 ปี คุณก็จะได้ดอกเบี้ยเพิ่มมา 200 บาท ทำให้มีจำนวนเงินทั้งสิ้น 10,200 บาท

และถ้าคุณไม่ได้ทำอะไรเพิ่มขึ้นกับเงินจำนวนนี้ คุณก็จะได้เงินเพิ่มขึ้นอีก 2% จากจำนวนเงินทั้งสิ้นอีกครั้งในปีถัดไป ซึ่งในปีที่สองเงินต้นของคุณคือ 10,200 บาท ทำให้เงินดอกเบี้ย 2% ที่จะได้เพิ่มเป็น 204 บาท และจำนวนเงินทั้งสิ้นก็จะเพิ่มขึ้นมาเป็น 10,404 บาทในปีที่สอง

ทุก ๆ ปีคุณก็จะได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นซึ่งไปทบกับเงินต้นที่มีอยู่ทำให้จำนวนเงินทั้งสิ้นของคุณเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในทุก ๆ ปี

ส่วนในตลาดหุ้น หากคุณนำเงินที่มีอยู่ไปลงทุน คุณอาจได้ผลตอบแทนมากขึ้นถึง 8% ต่อปี นี่หมายความว่าถ้าคุณเอาเงินไปลงทุนในตลาดหุ้น 10,000 บาท ใน 1 ปีจำนวนเงินทั้งสิ้นของคุณก็จะมีมูลค่า 10,800 บาท

และถ้าคุณปล่อยเงินลงทุนนั้นทิ้งไว้อีกสักปี คุณก็จะได้เงินเพิ่มอีก 8% ซึ่งเงินต้นซึ่งเป็นเงินลงทุนของคุณนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 10,800 บาทแล้ว ดังนั้นในปีถัดไป ผลตอบแทนที่จะได้จากการลงทุน 8% ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 864 บาท ทำให้มีจำนวนเงินทั้งสิ้น 11,664 บาท และหากผ่านไปอีกสัก 10 ปี คุณก็จะมีจำนวนเงินทั้งสิ้น 21,589,25 บาทในกรณีที่คุณไม่ได้เพิ่มเงินทุนใด ๆ เพิ่มเติมลงไปในเงินลงทุนที่มีอยู่เลย

แต่ถ้าคุณเพิ่มจำนวนเงินลงทุนเข้าไปอีกสักเดือนละ 500 บาท ใน 10 ปีให้หลัง คุณก็จะมีจำนวนเงินทั้งสิ้นถึง 111,651.39 บาทเลยทีเดียว

ดังนั้นข้อดีของการฝากเงินและการลงทุนก็คือความสามารถที่จะสร้างผลตอบแทนแบบทบต้นได้ (หรือผลตอบแทนที่เพิ่มจากผลตอบแทนครั้งก่อนขึ้นไปอีก) ยิ่งอัตราผลตอบแทนสูงขึ้นเท่าไหร่ เงินลงทุนของคุณก็จะเพิ่มมากขึ้นเร็วขึ้นเท่านั้น

แต่หนึ่งในข้อแตกต่างระหว่างการฝากเงินในธนาคารกับการนำเงินไปลงทุนนั้นก็คือการลงทุนจะให้ผลตอบแทนที่มากกว่าตามกาลเวลา ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งสำคัญคือจะต้องมีการบริหารความเสี่ยงและการจัดการด้านการเงินที่ดีด้วย

อย่างที่ชื่อของมันบอกว่าเป็นบัญชีเงินฝาก ดังนั้นจุดประสงค์หลักของมันก็คือช่วยเก็บเงินเอาไว้สำหรับในเวลาฉุกเฉิน ส่วนการลงทุนนั้นจะต่างกันคือจะมีจุดประสงค์หลักเพื่อทำให้มีเงินเพิ่มมากขึ้นโดยการเอาเงินที่มีอยู่ไปใส่ไว้ในเครื่องมือการลงทุนหลาย ๆ ประเภทซึ่งคุณเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าของเงินที่มีอยู่ในมากขึ้นตามกาลเวลา

เครื่องมือการลงทุนมีหลายประเภทด้วยกันซึ่งนักลงทุนมือใหม่สามารถเลือกใช้เพื่อเพิ่มความร่ำรวยให้กับตน ไม่ว่าจะเป็นหุ้น, พันธบัตร, ETF, Forex, CFD, สินค้าโภคภัณฑ์ หรือคริปโตเคอเรนซี่ ทางเลือกสำหรับการลงทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนการลงทุนในอัตราที่สูงกว่าการฝากเงินในบัญชีเงินฝากมากทีเดียว แต่ก็ควรพึงระวังไว้ว่ามันก็มีความเสี่ยงที่มากน้อยต่างกันไปด้วย

คนเราตัดสินใจลงทุนด้วยเหตุผลร้อยแปด อาจจะเพื่อสร้างความร่ำรวยในระยะยาว, เป็นการวางแผนเพื่อวัยเกษียณ, เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายด้านการเงิน หรือแค่เพื่อเพิ่มรายได้เพียงเท่านั้น ผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนบางประเภทก็ยังให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีด้วย เช่น ช่วยลดอัตราภาษีที่ต้องจ่าย และช่วยเพิ่มเงินลงทุนให้มากขึ้น เป็นต้น

พร้อมที่จะไปเริ่มลงทุนรึยัง ข่าวดีก็คือคุณสามารถเปิดบัญชีเพื่อการลงทุนกับ Admiral Markets ด้วยวงเงินเริ่มต้นเพียง 1 ยูโรเท่านั้น คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อเปิดบัญชีได้เลย

ลงทุนในหุ้น & ETF

เลือกเวลาในการลงทุน: จะได้รับผลตอบแทนการลงทุนอะไรบ้าง

หนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่เริ่มเรียนรู้เรื่องการลงทุนก็คือต้องรู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ซึ่งเราก็คงได้เห็นกันอยู่เรื่อย ๆ ในข่าว ทั้งข่าวดีและข่าวร้ายเกี่ยวกับสภาวะของตลาดหรือการลงทุนที่มีทั้งพุ่งสูงชะลูดแบบเกินคาดหรืออาจจะดิ่งตกลงมาจนน่าตกใจในชั่วข้ามคืน

สิ่งนี้เป็นตัวบ่งบอกว่านักลงทุนมือใหม่ควรจะเลือกจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการลงทุน คือต้องเข้าซื้อและขายในจังหวะเวลาที่ถูกต้อง เพื่อให้สามารถทำกำไรจากการลงทุนได้

ตลาดนั้นจะดำเนินไปเป็นวัฏจักร เมื่อเวลาผ่านไป ผลผลิตก็เพิ่มขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีมีการพัฒนาขึ้น, บริษัทมีประสิทธิภาพและเติบโตมากขึ้น และมีนวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้นเรื่อย ๆ มากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทำให้บริษัทต่าง ๆ มีสมรรถภาพและดีขึ้นเรื่อย ๆ

ในขณะเดียวกันก็มีวัฏจักรหนี้ด้วยเช่นกัน แม้ว่าตลาดจะมีการเติบโตตามกาลเวลา แต่ก็จะตามมาด้วยการหดตัวหรือภาวะถดถอย โดยปกติแล้ว อัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้นเมื่ออยู่ในช่วงระยะตลาดเติบโตและอัตราดอกเบี้ยจะลดลงมาหลังจากเกิดการถดถอยหรือหดตัวเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเติบโตเพิ่มขึ้น จนเกิดเป็นวัฏจักรวนไปเช่นนี้ วัฏจักรดังกล่าวจะเกิดขึ้นทุก ๆ 5-8 ปี ทำให้นักลงทุนหลาย ๆ คนรู้สึกว่าตลาดเดี๋ยวก็โตเดี๋ยวก็หดอยู่อย่างนี้เรื่อยไป ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

แต่ก็ยังมีวัฏจักรหนี้ระยะยาวเกิดขึ้นได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจจะกินระยะเวลานานถึง 50 ปีเลยทีเดียว ดังที่เห็นเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2551 นับเป็นจุดสูงสุดของวัฏจักรหนี้ระยะยาวครั้งล่าสุดซึ่งเกิดขึ้นตอนที่ระบบเศรษฐกิจมีหนี้มากจนไม่อาจจะดำเนินต่อไปได้อีกแล้ว

สำหรับนักลงทุนแล้ว นี่หมายถึงว่าเราต้องพึงระวังไว้เสมอว่าตลาดมีทั้งขึ้นและลงอยู่เสมอ ซึ่งเมื่อรู้อย่างนี้แล้ว คุณก็จะได้ไม่ต้องไปกังวลอะไรมากนักกับการหาจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการลงทุน แต่หันไปให้ความสำคัญกับการซื้อและการลงทุนในระยะยาวแทน

โดยทั่วไปแล้ว ตลาดขาขึ้นมักจะเป็นไปในระยะยาว ซึ่งจะยังทำให้ได้ผลตอบแทนในระยะยาวไม่ว่าจะเกิดภาวะตลาดขาขึ้นหรือขาลงในระยะสั้นใด ๆ ก็ตาม

มือใหม่หัดลงทุนควรเริ่มลงทุนด้วยเงินจำนวนเท่าไหร่

สำหรับนักลงทุนมือใหม่แล้ว เมื่อจะลงทุน ควรจะใช้เงินลงทุนมากน้อยแค่ไหนดี

อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 3 ประการด้วยกัน ได้แก่

  1. เป้าหมายทางการเงินของคุณ
  2. คุณมีเงินลงทุนมากแค่ไหน
  3. ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

เป้าหมายการลงทุนของคุณคืออะไร

ก่อนอื่นเลย คุณต้องถามตัวเองว่า: เป้าหมายทางการเงินของคุณคืออะไร ทำไมคุณถึงมาลงทุน คุณต้องการเงินไปเพื่อจุดประสงค์ใดในอนาคต

เป้าหมายการลงทุนโดยทั่วไป อาทิเช่น

  • มีเงินไว้ซื้อบ้านหรือรถยนต์
  • มีเงินสนับสนุนด้านการศึกษาของบุตรหลาน
  • ขยายธุรกิจให้เติบโตขึ้น
  • มีเงินหรือรายได้เตรียมไว้สำหรับวัยเกษียณ

โดยทั่วไปแล้ว คนส่วนใหญ่ควรจะลงทุนโดยมีเป้าหมายเพื่อวัยเกษียณเป็นสำคัญ แม้ว่าในประเทศตะวันตกหลาย ๆ ประเทศจะมีนโยบายด้านเงินบำนาญสำหรับคนในวัยเกษียณอยู่แล้ว แต่นโยบายเหล่านี้นับวันก็มีแต่แย่ลงเรื่อย ๆ เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อ ทำให้ปริมาณเงินที่รัฐบาลมีเตรียมไว้ให้สำหรับบุคคลในวัยเกษียณน้อยลงไปเรื่อย ๆ และในหลาย ๆ ประเทศอายุของบุคคลวัยเกษียณที่สามารถเข้ารับบำนาญได้นั้นก็ดูจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ

นอกจากนั้นแล้ว หนี้สาธารณะรวมถึงประชากรวัยชราของหลาย ๆ ประเทศก็ดูจะเพิ่มมากขึ้นด้วย ผู้เชี่ยวชาญบางรายยังตั้งข้อสังเกตว่าในอีก 30 ปีข้างหน้าเราอาจจะไม่มีเงินบำนาญอีกแล้ว นั่นหมายความว่ายิ่งคุณเริ่มลงทุนเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีเท่านั้น ซึ่งก็ต้องเตรียมพร้อมสำหรับภาวะต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าด้วย

ถึงแม้ว่าเมื่อคุณเข้าสู่วัยเกษียณแล้วและยังคงได้รับเงินบำนาญอยู่ แต่คุณก็ยังต้องคิดให้ดีด้วยว่าเงินที่ได้นั้นเพียงพอสำหรับไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิตของคุณรึเปล่า คุณยังอยากจะเดินทางท่องเที่ยวเมื่อเกษียณแล้วหรือไม่ หรือคุณอยากจะช่วยเหลือลูกหลานของคุณด้านการเงินในอนาคตด้วยรึเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้น แค่เงินบำนาญอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

ดังนั้นสิ่งสำคัญที่คุณต้องทำก็คือ

  1. มีเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจน (รวมถึงจำนวนเงินที่จะต้องใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ด้วย)
  2. เลือกกรอบระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งไว้

เมื่อคุณตั้งเป้าหมายและกรอบระยะเวลาให้กับตัวเองแล้ว ทีนี้ก็ให้ลองคำนวณดูว่าคุณจะต้องใช้เงินสำหรับลงทุนต่อเดือนหรือต่อปีเท่าไหร่ (โดยเอาอัตราผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับมาคำนวณด้วย) เพื่อให้มีเงินเก็บเพียงพอสำหรับการบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งไว้

ในหลาย ๆ เคส เป้าหมายทางการเงินที่ตั้งไว้ในระยะยาวจะบรรลุได้ง่ายกว่า เนื่องจากอำนาจของผลตอบแทนแบบทบต้น (ซึ่งเราได้กล่าวไปแล้วข้างต้น) อำนาจของผลตอบแทนแบบทบต้นแม้จะเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ก็จะเพิ่มเป็นจำนวนมหาศาลได้ตามกาลเวลาที่ผ่านไป ดังนั้นกรอบระยะเวลาที่ยาวนานบวกกับอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นก็จะทำให้คุณถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้เช่นกัน นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้การลงทุนมีความน่าสนใจและยังเหมาะกับเป้าหมายที่ต่างกันไปด้วย

คุณมีเงินสำหรับการลงทุนมากแค่ไหน

ผู้รู้ด้านการเงินหลาย ๆ คนต่างก็แนะว่าให้เริ่มลงทุนด้วยเงินสัก 5% หรือ 10% ของรายได้ทั้งหมดที่คุณมีอยู่ แล้วทำไมถึงไม่เอาเงินที่มีอยู่ไปลงทุนทั้งหมดเลยละ จะได้บรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งไว้ได้เร็วขึ้นไม่ดีกว่าเหรอ

ความคิดนี้อาจจะฟังดูดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว คุณไม่เพียงแต่ต้องมีเงินเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือของฟุ่มเฟือยต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังต้องมีเงินเก็บไว้สำหรับในยามฉุกเฉินด้วย คุณอาจจะขายสินทรัพย์ของคุณเพื่อเอาเงินมาใช้เมื่อจำเป็น แต่มันจะเป็นการดีกว่ามากถ้าคุณเอาเงินไปลงทุนเพื่อให้มันงอกเงยเพิ่มมากขึ้น

สำหรับบางคนที่มีนิสัยการใช้จ่ายค่อนข้างสูง การแบ่งเงินไปลงทุน 5-10% อาจไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นคุณอาจเริ่มด้วยการลองแจกแจงค่าใช้จ่ายของตัวเองดูว่ามีส่วนไหนบ้างที่คุณตัดออกได้ มีค่าสมาชิกอะไรรึเปล่าที่คุณจ่ายอยู่ทุกเดือนแต่กลับไม่ได้ใช้บริการ คุณกินอาหารนอกบ้านบ่อยไหม หรือคุณมีนิสัยชอบซื้อของฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นรึเปล่า

เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายและนิสัยการใช้จ่ายของตัวเองดูแล้ว จากนั้นก็ตัดส่วนที่ตัดได้ออกไป ทีนี้คุณก็จะมีเงินเหลือสำหรับการลงทุนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งไว้ได้มากขึ้น

คุณยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มากแค่ไหน

อีกหนึ่งสิ่งที่คุณต้องคำนึงถึงเช่นกันก็คือระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หรือคุณยอมรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหนนั่นเอง ซึ่งก็มักจะขึ้นอยู่กับรายได้ปัจจุบัน, เงินเก็บ, รายจ่าย, ข้อจำกัดทางการเงิน (เช่นต้องจ่ายเงินกู้ซื้อบ้าน), ภาระผูกพันด้านการเงิน และคุณมีประกันชีวิตและประกันสุขภาพที่เหมาะสมเพียงพอสำหรับตัวเองแล้วหรือยัง

บางคนที่ทำงานประจำอยู่และยังมีบ้านอยู่อาศัย โดยต้องการเก็บเงินเพื่อซื้อบ้านใหม่สักหลังดูจะเป็นผู้ที่ยอมรับความเสี่ยงได้ค่อนข้างมาก เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างต่ำ และยังมีรายได้ประจำที่ทำให้มีเงินเหลือสามารถนำไปใช้ลงทุนได้ นอกจากนี้ยังไม่มีภาระผูกพันด้านการเงินใด ๆ หากเกิดสถานการณ์ใด ๆ ในตลาดที่ทำให้ต้องสูญเสียเงินลงทุนไป พวกเขาก็จะสามารถมองข้ามมันไปได้

ในทางกลับกัน บางคนที่เป็นเพียงคนเดียวที่หาเลี้ยงครอบครัวก็มักจะมีข้อจำกัดและภาระผูกพันทางการเงินค่อนข้างมาก ซึ่งทำให้ยอมรับความเสี่ยงได้ค่อนข้างน้อย หากเกิดสถานการณ์ไม่ดีใด ๆ เกิดขึ้นในตลาดการลงทุนก็จะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับพวกเขาทันที เพราะนี่ไม่ได้หมายความเพียงแค่จะไม่ได้เงินเพิ่มขึ้นจากรายได้ประจำของตนแล้ว แต่ยังต้องกังวลไปถึงคนในครอบครัวที่จะต้องหาเลี้ยงด้วย ดังนั้นคนในกลุ่มนี้จึงมักจะลงทุนด้วยเงินจำนวนที่น้อยกว่าเพื่อให้ยังพอมีเงินเหลือในมือสำหรับเวลาฉุกเฉิน

กรอบระยะเวลาในการลงทุนก็มีผลกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ด้วยเช่นกัน ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า เมื่อตลาดการเงินอยู่ในขาขึ้นในระยะยาว ในช่วงระหว่างนั้นก็อาจเกิดการหดตัวหรือตลาดตกต่ำในระยะสั้นได้ด้วยเช่นกัน หากคุณไม่ได้มีความต้องการใช้เงินอะไรเป็นพิเศษในช่วงหลาย ๆ ปีนี้ คุณก็อาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการลงทุนลงไปในพอร์ตของคุณได้ ซึ่งก็จะเพิ่มโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนการลงทุนมากขึ้น คนรุ่นใหม่ ๆ ซึ่งยังมีเวลาอีกมากกว่าจะถึงวัยเกษียณอาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการลงทุนได้มากกว่า กลยุทธ์การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงก็อย่างเช่นพอร์ตลงทุนที่เน้นลงทุนหุ้นอย่างเดียว หรือการเทรด CFD คริปโตเคอเรนซี่ที่ดูจะทำกำไรได้ดี เป็นต้น

เมื่อคุณมีอายุมากขึ้น กลยุทธ์การลงทุนของคุณอาจเปลี่ยนไปคือลงทุนด้วยความเสี่ยงต่ำลง และให้ผลตอบแทนที่น้อยลง ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เป็นตลาดที่มีสภาพคล่องสูง และมีภาวะตลาดเสถียรจึงเหมาะกับเทรดเดอร์ในวัย 30-60 ปี ตอนนี้อาจเป็นช่วงเวลาเหมาะที่คุณจะลดการลงทุนในหุ้นให้น้อยลง แต่จงจำไว้ว่าไม่มีสูตรเฉพาะเจาะจงสำหรับการลงทุน ทุกอย่างนั้นขึ้นอยู่กับสภาวะทางการเงินในปัจจุบัน, เป้าหมายทางการเงินในระยะยาว และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของคุณ

กล่าวง่าย ๆ เลยก็คือถ้าเราเลือกลงทุนในระยะเวลา 30 ปีจะต้องสามารถรอผลตอบแทนเป็นเงินที่งอกเงยออกมาได้ซึ่งจะมาจากดอกเบี้ยที่ทบต้นไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา ส่วนคนที่เลือกลงทุนโดยมีกรอบระยะเวลาเพียง 5 ปีอาจจะเลือกวิธีการลงทุนที่ปลอดภัยกว่า ซึ่งอาจจะไม่ได้เพิ่มมูลค่าของเงินลงทุนได้มากเท่ากับแบบแรก แต่ก็สร้างผลตอบแทนได้ในระยะสั้น ซึ่งดีกว่าจะเอาเงินไปเสี่ยงในช่องทางที่อาจทำให้สูญเงินได้

แต่ถ้าคุณกังวลเรื่องความเสี่ยงจากการลงทุน หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดที่จะลองทดสอบดูก่อนก็คือการใช้บัญชีทดลองเทรด ด้วยบัญชีทดลองนี้คุณจะสามารถเข้าถึงข้อมูลตลาดตามจริงได้ และยังสามารถใช้งานแพลตฟอร์มการเทรดและการลงทุนได้แบบเสมือนจริงโดยไม่มีความเสี่ยง แทนที่จะเอาเงินจริง ๆ ของคุณเข้าไปเสี่ยง ในบัญชีทดลองเทรด คุณจะมีวงเงินจำลองให้ทดลองใช้ลงทุนเพื่อดูว่าจะมีผลออกมาเป็นอย่างไร

เปิดบัญชีทดลองได้เลยวันนี้เพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง

บัญชีทดลองเทรด Forex ฟรี

จะเริ่มทำการลงทุนเมื่อไหร่ดี

มีสุภาษิตจีนโบราณว่าไว้ว่า

"เวลาที่ดีที่สุดที่จะปลูกต้นไม้สักต้นคือเมื่อ 20 ปีก่อน ส่วนเวลาที่ดีรองลงมาก็คือตอนนี้นี่แหละ"

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่จะเริ่มลงทุนนั้น เนื่องจากอำนาจของผลตอบแทนแบบทบต้น ทำให้ยิ่งเริ่มลงทุนเร็วเท่าไรก็ยิ่งดีมากเท่านั้น ถ้าคุณเริ่มลงทุนไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตอนนี้คุณก็จะได้ผลตอบแทนแบบทบต้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มานานถึง 20 ปีเลยทีเดียว

แต่ถ้าคุณยังไม่ได้เริ่มลงทุนอะไรเลย ก็ไม่ต้องตื่นเต้นตกใจไป เพราะยังมีจังหวะเวลาที่ดีรองลงมา นั่นก็คือวันนี้นี่เอง พูดง่าย ๆ เลยก็คือยิ่งคุณเริ่มเร็วเท่าไหร่ คุณก็จะเริ่มตักตวงผลประโยชน์จากผลตอบแทนแบบทบต้นได้เร็วเท่านั้น และยิ่งระยะเวลาในการลงทุนยาวนานเท่าไหร่ ผลตอบแทนเหล่านั้นก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเอง

สำหรับการเก็บออมเงินเพื่อการลงทุน ถือเป็นเรื่องดีหากคุณมีเงินทุนสำรองไว้สำหรับเวลาฉุกเฉินเก็บเอาไว้ เผื่อในกรณีที่มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดใด ๆ เกิดขึ้น เงินจำนวนนี้ก็จะมากน้อยแตกต่างกันไปสำหรับแต่ละคนซึ่งขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของคนนั้น ๆ รวมถึงสภาวะทางการเงินด้วย แต่จำนวนคร่าว ๆ ที่เหมาะสมเลยก็น่าจะอยู่ในปริมาณที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายเป็นระยะเวลา 3 เดือนได้

หากคุณสามารถเก็บเงินเพียงพอสำหรับใช้จ่ายเป็นระยะเวลา 3 เดือนได้ นี่ก็อาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะเอาเงินนั้นไปลงทุนให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น

ทีนี้ก็มาถึงคำถามต่อไป คือ แล้วจะเริ่มลงทุนอย่างไรดี

จะเริ่มลงทุนอย่างไรดี: ขั้นตอนการลงทุนสำหรับนักลงทุนมือใหม่

มาถึงตรงนี้ คุณก็น่าจะเข้าใจแล้วว่า 'ทำไม', 'เมื่อไหร่' และ 'เท่าไหร่' สำหรับการลงทุน ขั้นต่อไปก็คือมาเรียนรู้ว่าจะเริ่มลงทุนอย่างไร เรื่องดีก็คือในปัจจุบันมีตัวเลือกในการลงทุนแบบออนไลน์ให้เลือกมากมายกว่าแต่ก่อนมากทีเดียว ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถที่จะเปิดบัญชีสำหรับการลงทุนและเริ่มลงทุนได้ทันที

โดยคุณสามารถทำได้ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1: เปิดบัญชีสำหรับการลงทุน

สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์อย่างเช่นหุ้น, พันธบัตร, สินค้าโภคภัณฑ์ และคริปโตเคอเรนซี่ คุณจะต้องเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ให้บริการซื้อขายตราสารที่คุณต้องการลงทุนเสียก่อน

โบรกเกอร์บางรายจะมีทั้งบัญชีเทรดจริงและบัญชีทดลองเทรดให้บริการ ซึ่งบัญชีเทรดจริงจะให้คุณสามารถลงทุนได้ด้วยเงินของตัวเอง ในขณะที่บัญชีทดลองนั้นจะให้คุณลองใช้วงเงินจำลองในการเทรดเพื่อให้คุณได้ลองสัมผัสประสบการณ์ในการใช้งานแพลตฟอร์มสำหรับการลงทุน และเรียนรู้กลไกการทำงานของตลาด

คุณสามารถเปิดบัญชีสำหรับการลงทุนกับ Admiral Markets ได้โดยทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. สร้างบัญชี Trader's Room ขึ้นมา โดย Trader's Room นั้นเป็นแดชบอร์ดที่คุณสามารถจัดการบัญชีทั้งบัญชีเทรดจริงและบัญชีทดลอง, เงินฝากและเงินถอน รวมถึงดาวน์โหลดโปรแกรมเทรดได้
  2. คุณจะได้รับอีเมลพร้อมรายละเอียดของบัญชี ให้คลิกที่ลิงก์เพื่อเปิดใช้งานบัญชี
  3. เมื่อบัญชีถูกเปิดใช้งานแล้ว ให้ลงชื่อเข้าใช้ที่นี่
  4. คลิกที่ปุ่ม 'เปิดบัญชีเทรด' เพื่อสมัครใช้บัญชีเทรดจริง หรือคลิกที่ปุ่ม 'เปิดบัญชีทดลอง' เพื่อเปิดบัญชีทดลองเทรด
  5. รายละเอียดบัญชีของคุณจะถูกส่งไปที่อีเมล และสามารถเข้าไปดูในแดชบอร์ด Trader's Room ของคุณได้ด้วยเช่นกัน (ซึ่งจะดูได้ทันทีเมื่อเปิดบัญชีทดลอง สำหรับบัญชีเทรดจริงจะดูได้เมื่อใบสมัครเปิดบัญชีได้รับการตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว)

บัญชีทดลองสำหรับนักลงทุนมือใหม่

ขั้นตอนที่ 2: ดาวน์โหลดแพลตฟอร์มสำหรับการลงทุน

การเลือกใช้แพลตฟอร์มสำหรับการลงทุนที่เหมาะกับคุณคือสิ่งสำคัญอันดับแรก ๆ ที่ต้องคำนึงถึงเมื่อจะเริ่มลงทุนออนไลน์

แพลตฟอร์มสำหรับการเทรดและการลงทุนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือ MetaTrader 5 ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สามารถลงทุนในสินทรัพย์หลากประเภทได้ในโปรแกรมเดียว คุณจึงไม่จำเป็นต้องเลือกลงทุนในหุ้นกับโบรกเกอร์รายนึง แล้วไปเทรดสินค้าโภคภัณฑ์กับโบรกเกอร์อีกรายนึง แล้วยังต้องไปเทรดคริปโตเคอเรนซี่กับโบรกเกอร์รายที่สามอีก เพียงมี MetaTrader 5 คุณก็สามารถลงทุนในตลาดการเงินหลายพันรายการได้ในโปรแกรมเดียว

ข่าวดีก็คือคุณสามารถใช้งาน MetaTrader 5 ได้ฟรี โดยสามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่

ขั้นตอนที่ 3: เลือกตลาดที่คุณต้องการลงทุน

เมื่อคุณมีบัญชีสำหรับการลงทุนและแพลตฟอร์มสำหรับการเทรดและการลงทุนเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ควรจะลงทุนกับอะไรดีละ

มีสินทรัพย์หลากหลายประเภทเลยทีเดียวที่คุณสามารถเทรดและลงทุนได้ ซึ่งคุณจะได้อ่านรายละเอียดของสินทรัพย์เหล่านี้ต่อไปในบทความนี้

คู่มือแนะนำเบื้องต้นว่าจะเอาเงินไปลงทุนอะไรดี

นักลงทุนมักจะเอาเงินไปลงทุนกับสินทรัพย์หลากประเภทเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับเงินของตน

นี่จะรวมถึง 'สินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้' (productive asset) ซึ่งเป็นการลงทุนที่สร้างรายได้ให้กับคุณ (เช่น ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์สำหรับปล่อยเช่าก็จะทำให้คุณได้ค่าเช่าเป็นรายได้ ในขณะที่หุ้นก็จะให้เงินปันผลเป็นรายได้) และ 'สินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้' (non-productive asset) ซึ่งไม่สร้างรายได้ให้กับคุณ แต่นักลงทุนเลือกที่จะลงทุนกับมันเพราะเชื่อว่ามูลค่าของสินทรัพย์จะเพิ่มสูงขึ้นตามกาลเวลา และจะสามารถขายเพื่อทำกำไรได้ในอนาคต

สินทรัพย์ทั้งสองประเภทนี้ต่างก็มีมูลค่าในการสร้างพอร์ตลงทุนขึ้นมา ในบทต่อไป เราจะกล่าวถึงการลงทุนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในทุกวันนี้ ซึ่งได้แก่ หุ้น, ETF, Forex, คริปโตเคอเรนซี่, สินค้าโภคภัณฑ์, พันธบัตร และอสังหาริมทรัพย์

การลงทุนในหุ้น

หุ้น เป็นตัวแทนความเป็นเจ้าของของส่วนหนึ่ง หรือหุ้นส่วนหนึ่งของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากคุณถือกรรมสิทธิ์หุ้นในบริษัทนั้น ๆ จึงอาจมีการเรียกหุ้นนี้ว่า 'ทุน' ได้ด้วยเช่นกัน

บริษัทต่าง ๆ ได้ทำการออกหุ้นเพื่อเป็นช่องทางในการระดมเงินทุนสำหรับทำกิจกรรมทางธุรกิจที่วางแผนไว้ เมื่อคุณเข้าซื้อหุ้น คุณก็จะกลายเป็นหนึ่งในเจ้าของบริษัทนั้น ๆ หมายความว่าคุณก็มีสิทธิ์ในผลกำไรและสินทรัพย์ของบริษัทนั้น ๆ ด้วย

มูลค่าของหุ้นจะผูกติดอยู่กับผลประกอบการของบริษัท โดยทั่วไปแล้วหากบริษัทมีผลประกอบการที่ดี ราคาหุ้นก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้าบริษัทมีผลประกอบการไม่ดี ราคาหุ้นก็จะตกลง ตามปกติแล้วตลาดหลักทรัพย์หรือตลาดหุ้นโดยรวมจะมีมูลค่าสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา ในขณะที่บริษัทหนึ่ง ๆ และหุ้นของบริษัทอาจมีมูลค่าลดลงหรือไม่เหลือมูลค่าเลยก็ได้

มีอยู่สองวิธีด้วยกันที่จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น คือ ถ้าคุณซื้อหุ้นตอนที่ราคาต่ำแล้วขายออกไปเมื่อราคาหุ้นสูงขึ้น คุณก็จะได้กำไรจากตรงนั้น ส่วนนี้เรียกว่าผลกำไรนั่นเอง โดยนักลงทุนมักจะเลือกลงทุนกับบริษัทที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

อีกวิธีหนึ่งในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนก็คือการได้รับเงินปันผล เมื่อคุณซื้อหุ้นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง คุณก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับผลกำไรจากการประกอบการของบริษัทนั้น ๆ ด้วย ซึ่งเรียกว่าเงินปันผล ถือเป็นรายได้ที่จะได้รับสม่ำเสมอสำหรับนักลงทุน หุ้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดมักจะเป็นของบริษัทที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาทิเช่น

  • The Coca-Cola Company (KO)
  • Wal-Mart Stores (WMT)
  • General Electric Co. (GE)
  • IBM Corp (IBM)
  • McDonald's Corp (MCD)
  • Apple Inc (AAPL)

ความยากในการเริ่มลงทุนสำหรับนักลงทุนมือใหม่ก็คือหาว่าหุ้นของบริษัทไหนที่จะไปได้ดี ด้วยสาเหตุนี้ทำให้เทรดเดอร์และนักลงทุนหลาย ๆ คนเลือกที่จะเทรดในดัชนีตลาดหลักทรัพย์ซึ่งเป็นตัวแทนของตลาดโดยรวมทั้งหมดแทน

ในสหราชอาณาจักร ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนเป็นที่ที่สามารถเทรดหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้นได้ รวมถึงสามารถเทรดตราสารอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น อนุพันธ์และพันธบัตรรัฐบาล ส่วนดัชนีตลาดหลักทรัพย์สหราชอาณาจักรจะเป็นตัวแทนมูลค่าโดยรวมของตลาดหลักทรัพย์นี้ FTSE 100 ถือเป็นดัชนีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนซึ่งประกอบไปด้วยบริษัทชั้นนำ 100 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งนี้

ข้อดีของการเทรดดัชนีก็คือเมื่อคุณเทรดตลาดโดยรวม ก็จะทำให้คุณทำกำไรได้จากเทรนด์ในระยะยาว และยังมีความเสี่ยงน้อยลงต่อภาวะที่หุ้นตัวใดตัวหนึ่งทำได้ไม่ดีอีกด้วย แต่ข้อเสียก็คือถ้ามีหุ้นตัวไหนตัวหนึ่งทำราคาได้ดีมาก คุณก็จะทำกำไรจากหุ้นตัวนั้นได้ไม่เต็มที่ เพราะนี่เป็นการกระจายการลงทุนในตลาดโดยรวมนั่นเอง

ดัชนีอื่น ๆ อาทิเช่น

  • DAX30 – ตัวแทนของบริษัทเยอรมันที่ใหญ่ที่สุดและมีสภาพคล่องมากที่สุด 30 บริษัท
  • S&P500 – ตัวแทนของบริษัทจดทะเบียนที่ใหญ่ที่สุด 500 บริษัทของสหรัฐฯ
  • CAC40 – ตัวแทนของหุ้นที่สำคัญที่สุดของ 40 ตัวจาก 100 หุ้นที่มีมูลค่าตามราคาตลาดมากที่สุดบน Euronext Paris
  • DJI30 - Dow Jones Industrial Average เป็นตัวแทนของบริษัทจดทะเบียนที่ใหญ่ที่สุด 30 บริษัทในสหรัฐฯ
คุณสามารถเข้าไปเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ต่าง ๆ ที่สามารถเทรดได้ รวมถึงวิธีเริ่มเทรด เพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง


เทรดดัชนีตลาดหลักทรัพย์

การลงทุนใน ETF (Exchange Traded Funds)

อีกหนึ่งทางเลือกในการลงทุนทางการเงินก็คือการลงทุนใน ETF หรือ Exchange Traded Funds ซึ่งหมายถึงกองทุนรวมอ้างอิงดัชนีในภาคอุตสาหกรรมหนึ่ง ๆ ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ตัวอย่างเช่น กองทุนรวมที่อ้างอิงดัชนีภาคการเงิน, กองทุนรวมที่อ้างอิงดัชนีตลาดเกิดใหม่ เป็นต้น

ETF เป็นการลงทุนแบบอ้างอิงดัชนี ดังนั้นผลตอบแทนที่จะได้รับก็จะต้องอ้างอิงดัชนีที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนให้เหมือนหรือใกล้เคียงกับดัชนีที่อ้างอิง การลงทุนใน ETF ก็คล้ายกับการเทรดดัชนีตลาดหุ้น ซึ่งคุณสามารถลงทุนโดยรอให้มูลค่าราคาตลาดของมันเพิ่มขึ้นเพื่อผลกำไรในระยะยาว

สำหรับการเทรดในระยะสั้นอาจจะยากอยู่สักหน่อย เพราะคุณจะต้องคาดการณ์ผลประกอบการของกลุ่มบริษัทหนึ่ง ๆ ให้ได้อย่างแม่นยำจึงจะตัดสินใจลงทุนได้ นอกจากนี้ยังต้องคาดการณ์จังหวะเวลาที่เหมาะสมที่ตลาดจะปรับตัวขึ้นหรือลงด้วย

ETF ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อาทิเช่น

  • iShares Core DAX UCITS ETF (EXS1)
  • iShares Core FTSE 100 UCITS ETF (ISF)
  • LYXOR EURO STOXX BANKS DR UCITS ETF (BNKE)
  • Xtrackers DAX UCITS ETF (DBXD)

ETF ก็เหมือนกับหุ้น ที่สามารถซื้อและถือครองไว้เพื่อรอขายทำกำไรในอนาคตได้ ETF บางตัวยังมีการจ่ายเงินปันผลด้วยซึ่งได้มาจากเงินปันผลของหุ้นที่รวมอยู่ใน ETF

การลงทุนในตลาด Forex

ตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตรา (หรือที่รู้จักกันว่าตลาด Forex หรือ FX) คือที่ที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราเกิดขึ้น ตลาด Forex นั้นถือเป็นตลาดที่มีสภาพคล่องมากที่สุดในโลก โดยมีมูลค่าการซื้อขายโดยเฉลี่ยต่อวันมากถึงประมาณ 5.3 ล้านล้านดอลลาร์เลยทีเดียว ตลาด Forex นั้นจะเปิดทำการ 24 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ทำให้เทรดเดอร์แบบพาร์ทไทม์ (ที่เทรดเป็นงานอดิเรก) มากมายเข้าเทรดในตลาดนี้ได้ด้วยเช่นกัน ตลาด Forex มีค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมที่ค่อนข้างต่ำและมักจะรวมอยู่ในการเทรด Forex อยู่แล้ว ซึ่งเรียกว่า 'สเปรด' เป็นค่าส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย

แต่ตลาด Forex จะไม่เหมือนกับตลาดตราสารทุน เพราะในตลาด Forex เราสามารถทำกำไรได้ทั้งจากภาวะราคาขาขึ้นและขาลง เนื่องจากเมื่อมูลค่าราคาของสกุลเงินหนึ่งตกลง ก็จะต้องนำไปผูกกับมูลค่าราคาของสกุลเงินอีกสกุลหนึ่ง หมายความว่าราคาของสกุลเงินตัวหลังแข็งค่าสูงขึ้นกว่าสกุลเงินตัวแรกนั่นเอง ในกรณีนี้คุณอาจจะเปิดคำสั่ง 'long' ในคู่สกุลเงินที่คุณเชื่อว่าจะมีมูลค่าสูงขึ้น และเปิดคำสั่ง 'short' ในคู่สกุลเงินที่คุณคาดว่าจะมีมูลค่าตกลง

หากคุณคิดจะเป็นเทรดเดอร์สกุลเงินแล้วละก็ คุณจะต้องติดตามอัพเดตข้อมูลข่าวสารของปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาอยู่ตลอด อาทิเช่น ภาวะทางการเมืองและเศรษฐกิจ, นโยบายการเงิน และปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เป็นต้น ดังนั้นคุณจะต้องติดตามข่าว Forex อยู่เป็นประจำโดยจำเป็นต้องมีเครื่องมือสำคัญในการติดตามข่าว อย่างเช่น ปฏิทิน Forex นอกจากนี้คุณยังต้องสามารถเข้าถึงเครื่องมือสัญญาณ Forex และกราฟ Forex ได้ด้วย ทั้งหมดนี้จะช่วยให้คุณสามารถเทรด FX หรือคู่สกุลเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือในตลาด Forex จะมีคู่สกุลเงินประเภทต่าง ๆ อยู่ ได้แก่ 'คู่สกุลเงินหลัก' (Forex Majors), 'คู่สกุลเงินรอง' (Forex Minors) และคู่สกุลเงินแปลกใหม่ (Exotic Pairs)

คู่สกุลเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดในตลาด ได้แก่

  • GBPUSD
  • EURUSD

คู่สกุลเงินที่สำคัญคู่อื่น ๆ อาทิเช่น

  • USDCHF
  • USDJPY
เริ่มเทรด Forex และ CFD กับ Admiral Markets ได้เลยวันนี้ เพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อเปิดบัญชีเทรดกับเรา

เทรด Forex & CFD

การลงทุนในคริปโตเคอเรนซี่

การลงทุนในคริปโตเคอเรนซี่เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นไม่น้อย การเทรดคริปโตเคอเรนซี่ได้กลายมาเป็นตัวเลือกหลักในการลงทุนในปัจจุบัน หลังจากที่มีการเติบโตของตลาดคริปโตเคอเรนซี่แบบเกินคาดเมื่อปีพ.ศ. 2560 อย่างไรก็ตาม เราได้เห็นความผันผวนของตลาดคริปโตเคอเรนซี่อย่างรุนแรงในปีพ.ศ. 2561-2562 ทำให้นักลงทุนบางรายเริ่มมีความระมัดระวังเมื่อลงทุนในตลาดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนมือใหม่

บิตคอยน์ (Bitcoin) ถือเป็นสกุลเงินหลัก ส่วนคริปโตอื่น ๆ จะถูกเรียกกันว่า Altcoin ในปัจจุบันมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของคริปโตเคอเรนซี่นั้นสูงกว่า 2 แสน 5 หมื่นล้านดอลลาร์เลยทีเดียว โดยมูลค่าของ Bitcoin อยู่ที่ราว ๆ 1 แสน 4 หมื่น 5 พันล้านดอลลาร์ และด้วยมูลค่าการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิตอลประเภทนี้ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงมีแนวโน้มที่มูลค่าของตลาดคริปโตจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต

สำหรับโอกาสในการลงทุนในตลาดนี้ คุณสามารถลงทุนด้วยการซื้อเหรียญคริปโต โดยตั้งเป้าในการขายเพื่อทำกำไรเมื่อราคาสูงขึ้นจากตลาดที่เติบโตขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้เมื่อลงทุนด้วยอนุพันธ์อย่าง CFD ด้วยแล้ว คุณยังจะทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาในระยะสั้นได้ด้วย แทนที่จะซื้อสินทรัพย์เพื่อลงทุนในระยะยาว คุณอาจจะดูว่ามีสินทรัพย์ตัวไหนที่อาจจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง จากนั้นก็ทำการเปิดเทรดสินทรัพย์ตัวนั้น โดยเปิดคำสั่งเทรด long ถ้าคิดว่ามูลค่าสินทรัพย์จะเพิ่มขึ้น หรือเปิดคำสั่งเทรด short หากคิดว่ามูลค่าสินทรัพย์นั้นจะลดลง

เมื่อคุณทำการปิดคำสั่งเทรด คุณก็จะทำกำไรหรือขาดทุนจากการเทรดนั้นโดยอ้างอิงจากส่วนต่างของราคาสินทรัพย์เมื่อคุณเปิดคำสั่งเทรดกับราคาสินทรัพย์ทเมื่อคุณปิดคำสั่งเทรด

CFD (Contract for Difference) หรือสัญญาซื้อขายส่วนต่างเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเปิดเทรดระยะสั้นดังเช่นกรณีข้างต้น โดยไม่จำเป็นต้องซื้อสินทรัพย์อ้างอิงนั้นจริง ๆ หมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนจริงจำนวนมากเพื่อทำการเทรด แต่การลงทุนประเภทนี้มักจะใช้ในการซื้อมาขายไปในระยะสั้น ๆ มากกว่าการซื้อและถือไว้ในระยะยาว

คู่เงินคริปโตที่มีการเทรดกันอย่างแพร่หลาย ได้แก่

  • BTC/USD (Bitcoin vs USD)
  • BCH/USD (Bitcoin Cash vs USD)
  • ETH/USD (Ethereum vs USD)
  • LTC/USD (Litecoin vs USD)
  • XRP/USD (Ripple vs USD)

โปรดพึงระวังไว้ว่าการเทรดคริปโตในตลาดซื้อขายออนไลน์นั้นมีความเสี่ยงสูง หากคุณต้องการเทรดสินทรัพย์จำลองประเภทนี้ เราขอแนะนำให้คุณเทรดด้วย CFD คริปโตดีกว่า ซึ่งคุณสามารถเปิดสถานะได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและตลาดขาลง โดยไม่จำเป็นต้องครอบครองสินทรัพย์นั้นจริง ๆ ที่ Admiral Markets เทรดเดอร์สามารถเทรด CFD คริปโตเคอเรนซี่ได้หลายชนิดด้วยกัน รวมถึงสกุลคริปโตที่กล่าวถึงในข้างต้นด้วย

การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์

สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) เป็นวัตถุดิบในการผลิต ซึ่งได้แก่ ประเภทสินค้าภาคเกษตรกรรม เช่น เมล็ดพืช, ข้าวโพด และคอตต้อน เป็นต้น ประเภทสินค้าโลหะ เช่น ทองคำ, เงิน, ทองแดง และสังกะสี เป็นต้น ประเภทสินค้าพลังงาน เช่น น้ำมันดิบ, ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซหุงต้ม เป็นต้น สินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้จะถูกเทรดในตลาดอื่น ๆ แยกกันไป และอาจมีตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะด้วย เช่น London Metal Exchange จะเป็นตลาดสำหรับซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทโลหะเท่านั้น

สินค้าโภคภัณฑ์ที่มีการเทรดกันอย่างแพร่หลาย ได้แก่

  • ทองคำ
  • เงิน
  • น้ำมันดิบ WTI
  • ก๊าซธรรมชาติ

สินค้าโภคภัณฑ์เป็นกลุ่มสินทรัพย์ที่เหมาะกับการสร้างพอร์ตกระจายการลงทุน เพราะผลตอบแทนที่ได้จากตลาดสินค้าโภคภัณฑ์มักจะไม่ค่อยได้รับผลกระทบเชิงลบจากผลตอบแทนที่ได้จากกลุ่มสินทรัพย์หลักประเภทอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อตราสารทุนและพันธบัตรมีมูลค่าลดลง ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์กลับเพิ่มสูงขึ้น ปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นและพันธบัตรอาจไม่ส่งผลกระทบอะไรเลยต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ดังนั้นพอร์ตที่มีการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ด้วยนั้นมักจะไม่ได้อ้างอิงผลตอบแทนจากการผันผวนของราคา

สินค้าโภคภัณฑ์ยังใช้เป็นเครื่องมือคุ้มครองภาวะเงินเฟ้อด้วย ภาวะเงินเฟ้อนั้นจะทำให้ค่าเงินตกลง ส่งผลให้มูลค่าจริงของสินทรัพย์ทางการเงินเพิ่มสูงขึ้น เช่น หุ้นและพันธบัตร แต่ภาวะเงินเฟ้อกลับทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งสูงขึ้น สินค้าโภคภัณฑ์บางประเภท เช่น ทองคำและเงิน ยังถูกจัดให้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยด้วย ความไม่แน่นอนทางภูมิศาสตร์การเมือง, การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ และวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจมักจะส่งผลกระทบในทางลบกับสินทรัพย์ทางการเงินส่วนใหญ่ ในช่วงเวลาเช่นนี้ นักลงทุนจะหันไปลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์อย่างเช่นทองคำและเงินมากกว่า ส่งผลให้ราคาของมันพุ่งสูงขึ้นนั่นเอง

สินค้าโภคภัณฑ์ก็เหมือนกับคริปโตเคอเรนซี่ คือคุณสามารถลงทุนได้ด้วยการซื้อสินทรัพย์นั้นมาเก็บไว้จริง ๆ แต่นี่ไม่ใช่ทางเลือกในการลงทุนที่ดีสักเท่าไหร่นัก เพราะสินค้าโภคภัณฑ์มีราคาสูง แถมยังต้องคำนึงถึงการจัดเก็บสินค้านั้น ๆ อีก ดังนั้นนักลงทุนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ด้วยอนุพันธ์อย่าง CFD แทน

เทรดสินค้าโภคภัณฑ์

การลงทุนในพันธบัตรสำหรับนักลงทุนมือใหม่

พันธบัตรคืออะไร พันธบัตรก็เหมือนกับหุ้น ที่บริษัท, รัฐบาล และตัวแทนของมันนำมาจำหน่ายเพื่อระดมเงินทุน

แต่ก็มีข้อแตกต่างเล็กน้อยระหว่างหุ้นกับพันธบัตร ดังนี้

  • ราคาพาร์ (Par value): เป็นมูลค่าของพันธบัตรที่ระบุไว้บนใบตราสาร และเป็นอัตราคงที่ โดยอาจจะแตกต่างจากราคาตลาดของพันธบัตรนั้น ๆ ซึ่งอาจจะสูงกว่าหรือต่ำกว่าราคาพาร์ก็ได้ โดยอ้างอิงจากปัจจัย อาทิเช่น อัตราดอกเบี้ย และความน่าเชื่อถือของพันธบัตรนั้น ๆ
  • อัตราดอกเบี้ย (Interest rate): พันธบัตรนั้นมีอัตราดอกเบี้ยด้วยซึ่งจะจ่ายให้กับผู้ถือครองพันธบัตรนั้น ๆ
  • วันครบกำหนด (Maturity date): เป็นวันที่ที่พันธบัตรนั้น ๆ จะครบกำหนด หมายความว่าจะมีการจ่ายเงินลงทุนขั้นต้นคืนให้กับนักลงทุนนั่นเอง

พันธบัตรจะถูกซื้อที่ราคาพาร์จากผู้ออกพันธบัตร และผู้ออกพันธบัตรจะจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวด ๆ ให้กับผู้ที่ลงทุนในพันธบัตรนั้น ๆ เมื่อถึงวันครบกำหนด พันธบัตรก็จะส่งคืนให้กับผู้ออกพันธบัตรโดยผู้ออกพันธบัตรจะต้องจ่ายเป็นราคาพาร์ให้กับนักลงทุน

ข้อดีของการลงทุนในพันธบัตรก็คือนักลงทุนจะมีรายได้แบบคงที่ (จากการจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตร) พันธบัตรรัฐบาลหลาย ๆ ชนิดยังไม่มีการเรียกเก็บภาษีด้วย ทำให้รายได้จากดอกเบี้ยนั้นไม่ต้องเสียภาษี จึงสามารถรับประโยชน์จากการลงทุนได้อย่างเต็มที่

นักลงทุนมักจะเลือกเอาพันธบัตรมาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการกระจายการลงทุนในพอร์ตของตน เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน โดยพันธบัตรนั้นมีสภาพคล่องสูงพอ ๆ กับหุ้นเลยทีเดียว

เทรดเดอร์สามารถลงทุนด้วย CFD พันธบัตรได้เช่นกัน โดยสามารถใช้เลเวอเรจในการเปลี่ยนแปลงราคาเพียงเล็กน้อยได้ เนื่องจากมีมาร์จิ้น (เงินหลักประกัน) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เมื่อเทรดด้วย CFD เทรดเดอร์ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันครบกำหนดของพันธบัตร เพราะจะอ้างอิงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาเป็นหลัก

ประเภทของ CFD พันธบัตรที่ได้รับความนิยม อาทิเช่น

  • 10-year Germany Bund Futures CFD (Bund)
  • 10-year US Treasury Note Futures CFD (US T-Note)

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการลงทุนที่ได้รับความนิยมไม่น้อยเลยก็คือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ อันที่จริงแล้วมูลค่าสินทรัพย์ของคนส่วนใหญ่มักจะกองอยู่ในอสังหาริมทรัพย์นี่แหละ โดยทั่วไปแล้วก็จะเป็นบ้านที่อยู่อาศัยของตนนั่นเอง

อสังหาริมทรัพย์เป็นตัวเลือกในการลงทุนที่ได้รับความนิยมมากเพราะคุณรู้ได้เลยว่าคุณได้อะไรจากการจ่ายเงินลงทุนของตัวเองไป - ที่ดินหนึ่งผืน, บ้านหนึ่งหลัง หรืออพาร์ตเมนต์หนึ่งห้อง ซึ่งไม่เหมือนกับหุ้นหรืออนุพันธ์อื่น ๆ ที่ไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่จ่ายเงินซื้อไปได้จริง ๆ

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อาจจะเป็นการซื้อเพื่อสร้างรายได้จากการปล่อยเช่าหรือซื้อเพื่อขายต่อทำกำไรก็ได้ อสังหาริมทรัพย์ก็เป็นการลงทุนแบบเลเวอเรจด้วยเช่นกัน คือคุณสามารถลงทุนในสินทรัพย์ขนาดใหญ่ด้วยเงินลงทุนเพียงนิดเดียวได้ โดยปกติแล้วจะใช้เงินลงทุนประมาณ 10%-20% บวกกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้ออสังหาริมทรัพย์

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะต้องจ่ายเงินจริง ๆ แค่เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด แต่เนื่องจากราคาอสังหาริมทรัพย์ในหลาย ๆ พื้นที่มีราคาสูงขึ้นมากจนทำให้เป็นเรื่องยากที่นักลงทุนจะเข้าไปลงทุนในตลาดประเภทนี้ได้

ทางเลือหนึ่งที่จะทำให้นักลงทุนอย่างเราสามารถเข้าไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้ก็คือ REITs (Real Estate Investment Trusts) หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งให้คุณสามารถลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้เหมือนกับการลงทุนในหุ้น

REIT จะเป็นบริษัทที่เข้าลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และจัดการพอร์ตลงทุนประเภทนี้ โดยนักลงทุนจะซื้อหุ้นของ REIT แล้ว REIT ก็จะจ่ายเงินรายได้ให้กับผู้ถือหุ้น รายได้ดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับประเภทของอสังหาริมทรัพย์ เช่น

  • Retail REIT: ค่าเช่าจากผู้เช่าในห้างสรรพสินค้า
  • Office REIT: ค่าเช่าจากตึกสำนักงาน
  • Residential REIT: ค่าเช่าจากผู้อยู่อาศัยในอพาร์ตเมนต์หรือที่อยู่อาศัยอื่น ๆ

ข้อควรพิจารณาในการเลือกโบรกเกอร์สำหรับการลงทุน

แม้ว่าคุณจะสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่กล่าวมาข้างต้นได้โดยตรง (เช่น ซื้อหุ้นของบริษัทที่ชอบ, ซื้ออสังหาริมทรัพย์, ซื้อคริปโตเคอเรนซี่ เป็นต้น) แต่สำหรับนักลงทุนมือใหม่อย่างคุณ การซื้อขายผ่านโบรกเกอร์น่าจะง่ายกว่า เพราะโบรกเกอร์จะมีบริการให้คุณเข้าถึงตลาดการเงินทั้งหมดที่คุณต้องการลงทุนได้

นี่หมายความว่าการเลือกโบรกเกอร์ที่ดีจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยสำหรับการลงทุน ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับในการเลือกโบรกเกอร์ที่ใช่สำหรับคุณ

  • เลือกใช้โบรกเกอร์ที่มีการกำกับดูแลอย่างถูกต้องเสมอ: โบรกเกอร์ควรจะมีใบอนุญาตจากองค์กรกำกับดูแลในประเทศของคุณ เช่น ในสหราชอาณาจักร ควรเลือกใช้โบรกเกอร์ที่ได้รับการกำกับดูแลจาก FCA (Financial Conduct Authority) และได้รับการรับรองให้จัดเก็บเงินรวมถึงจัดการการลงทุนของลูกค้าภายใต้กฎ FCA Client Money and Assets (CASS)
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าโบรกเกอร์นั้น ๆ ให้บริการเทรดในตลาดหลากประเภท: นี่จะช่วยให้คุณมีตัวเลือกมากพอสำหรับการตัดสินใจลงทุน ที่ Admiral Markets คุณสามารถเข้าเทรดและลงทุนในตลาดต่าง ๆ หลายพันแห่ง
  • ตรวจสอบการบริการสนับสนุนลูกค้า: เนื่องจากคุณยังเพิ่งเริ่มลงทุน อาจทำให้ต้องการความช่วยเหลือในช่วงแรก ๆ ดังนั้นคุณจึงควรเลือกโบรกเกอร์ที่มีทีมงานที่มีประสบการณ์พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที และเป็นมิตรด้วย โบรกเกอร์ที่คุณเลือกใช้ควรจะมีช่องทางให้คุณสามารถติดต่อได้ทั้งทางอีเมล, โทรศัพท์ และแชตออนไลน์
  • ดูคลังข้อมูลความรู้การศึกษาบนเว็บไซต์ของโบรกเกอร์: นอกจากบทความและบล็อกแล้ว ต้องดูด้วยว่าโบรกเกอร์มีการจัดสัมมนาและ สัมมนาออนไลน์เพื่อเพิ่มเติมความรู้ให้กับคุณหรือไม่ เพราะนี่ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณได้ความรู้เรื่องการลงทุนเพิ่มเติมเท่านั้น แต่ยังบ่งบอกด้วยว่าโบรกเกอร์นั้น ๆ ให้ความสำคัญกับการช่วยให้คุณเทรดและลงทุนอย่างประสบความสำเร็จในระยะยาวด้วยหรือไม่
  • ตรวจสอบค่าคอมมิชชั่นและค่าธรรมเนียมด้านบัญชี: ผลกำไรจากการลงทุนที่คุณจะได้นั้นไม่ได้มาจากแค่การเอาราคาขายมาลบออกด้วยราคาซื้อเท่านั้น แต่มันมาจากการเอาราคาขายตั้งต้น ลบด้วยราคาซื้อ และลบด้วยค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่เรียกเก็บโดยโบรกเกอร์ หากคุณลงทุนด้วยเงินจำนวนมาก นี่อาจไปตัดผลกำไรของคุณออกไปด้วย ที่ Admiral Markets เราคิดค่าคอมมิชชั่นจากการลงทุนในหุ้นและ ETF เริ่มต้นเพียงแค่ $0.01 ต่อหุ้นเท่านั้น
  • อ่านนโยบายการคุ้มครองทางการเงินของโบรกเกอร์: เลือกโบรกเกอร์ที่แบ่งเงินทุนของลูกค้าออกจากเงินทุนของบริษัท (แยกเงินของคุณออกจากสินทรัพย์ของบริษัทโดยสิ้นเชิง) และมีนโยบายคุ้มครองวงเงินติดลบในบัญชี

หากคุณพร้อมที่จะหาโบรกเกอร์สักรายแล้วละก็ คุณมาถูกที่แล้วละ เพราะ Admiral Markets มีคุณสมบัติครบตรงตามที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด เราได้รับใบอนุญาตจากองค์กรกำกับดูแลด้านการเงินระดับโลกหลากหลายองค์กร ไม่ว่าจะเป็น FCA, EFSA, ASIC และ CySEC นอกจากนี้เรายังให้บริการเทรดและลงทุนในตราสารทางการเงินหลายพันรายการ เรามีทีมสนับสนุนลูกค้าในกว่า 35 ประเทศทั้งทางโทรศัพท์, อีเมล และแชตออนไลน์ เรามีคลังข้อมูลความรู้และการศึกษามากมายให้บริการ เราคิดค่าบริการด้านการลงทุนและการเทรดที่ต่ำ และยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยด้านการเงินเป็นหลักด้วย

พร้อมที่จะเริ่มเทรดกับเรารึยัง คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อเปิดบัญชีสำหรับลงทุนได้เลย

ลงทุนในหุ้น

เคล็ดลับสำหรับมือใหม่หัดลงทุน

คุณคงพอเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณถึงควรเริ่มลงทุน ควรลงทุนด้วยเงินเท่าไหร่ จะเริ่มลงทุนอย่างไร และตลาดอะไรบ้างที่คุณจะลงทุนได้ ทีนี้เรามาดูเคล็ดลับเด็ด ๆ อีกสักนิดเพื่อให้คุณออกสตาร์ทเริ่มการลงทุนได้อย่างราบรื่นที่สุด

1. การลงทุนในระยะยาว

หนึ่งในข้อแตกต่างระหว่างการเทรดและการลงทุนก็คือกรอบระยะเวลานั่นเอง โดยปกติแล้ว เทรดเดอร์มักจะเน้นทำกำไรในระยะสั้น บางครั้งอาจจะรวดเร็วภายในเวลาเพียงนาทีเดียวเท่านั้น นี่หมายความว่าพวกเขาจะต้องคอยเฝ้าหน้าจอเพื่อติดตามตลาดอยู่ตลอดเวลา หรืออาจจะต้องใช้โปรแกรมช่วยเทรดอัตโนมัติ

แต่นักลงทุนนั้นจะต่างออกไป พวกเขาจะลงทุนในสินทรัพย์โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่ามูลค่าของสินทรัพย์นั้นจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อกาลเวลาผ่านไป ทำให้ไม่ต้องรู้สึกกดดัน ไม่ต้องกังวลเมื่อต้องเจอกับภาวะตลาดขาลงในระยะสั้น ๆ เพราะพวกเขารู้อยู่แล้วว่าราคามันจะต้องพลิกกลับขึ้นมาเมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่งอยู่แล้ว

2. เพิ่มปริมาณการลงทุนขึ้นเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา

ต่อเนื่องจากข้อ 1 ถือเป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรจะเพิ่มปริมาณการลงทุนเข้าไปเรื่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอตามกาลเวลา แม้ว่าอำนาจแห่งผลตอบแทนแบบทบต้นจะทำให้คุณเห็นเงินทุนขั้นต้นของคุณเติบโตขึ้น แต่มันจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วขึ้นไปอีกถ้าคุณคอยเพิ่มปริมาณเงินที่ลงทุนเข้าไปเรื่อย ๆ

นี่จะช่วยให้คุณรอดจากภาวะตลาดที่ขึ้น ๆ ลง ๆ เมื่อตลาดอยู่ในภาวะขาขึ้น คุณก็ตามน้ำไปด้วยการซื้อสินทรัพย์เพิ่มไปเรื่อย ๆ เมื่อตลาดอยู่ในภาวะขาลง คุณก็จะซื้อสินทรัพย์ได้ในราคาที่ต่ำลง และเมื่อตลาดพลิกกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง มูลค่าสินทรัพย์โดยรวมทั้งสิ้นของคุณก็จะเพิ่มมากขึ้นอย่างมากเลยทีเดียว

3. บริหารความเสี่ยงจากการลงทุน

ไม่ว่าคุณจะลงทุนในหุ้น, กำลังคิดจะเทรด Forex หรือกำลังมองหาวิธีการลงทุนใน CFD บิตคอยน์ก็ตาม สิ่งสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมเพื่อจำกัดการสูญเสียหรือขาดทุนให้น้อยที่สุด หากคุณลงทุนในตลาดของสหราชอาณาจักร ควรทราบว่า 70% ของตลาดในสหราชอาณาจักรนั้นเน้นการบริการเป็นหลัก ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงในด้านความเชื่อถือของผู้บริโภคหรือราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาจส่งผลกระทบต่อการซื้อขายของคุณได้ ตลาดสหราชอาณาจักรนั้นถือเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในโลก และยังคงเป็นเป้าหมายการลงทุนที่ดึงดูดนักลงทุนมากที่สุดแห่งหนึ่งอีกด้วย

ต่อไปนี้เป็นหลากหลายวิธีการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนและการเทรด

  • ลงทุนตามเทรนด์: มักมีคำกล่าวที่ว่าเทรนด์เป็นเพื่อนแท้ของคุณ ดังนั้นเทคนิคการบริหารความเสี่ยงหลัก ๆ ที่เทรดเดอร์ควรนำไปใช้ก็คือการซื้อสินทรัพย์ที่กำลังอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น จากนั้นก็ขายสินทรัพย์นั้นเมื่อราคาพุ่งสูงขึ้นมากเกินไป (ทะลุเส้นแนวรับของเทรนด์)
  • มีความสม่ำเสมอ: ทางที่ดีที่สุดก็คือการลงทุนด้วยเงินจำนวนเท่าเดิมเป็นประจำ ซึ่งนี่จะช่วยให้คุณได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นตามกาลเวลา
  • มีความอดทน: หลีกเลี่ยงการเทขายสินทรัพย์ในตอนที่ราคาเพิ่งเริ่มตกเพียงเล็กน้อย เพราะอาจมีการผันผวนของราคาเกิดขึ้นได้ คุณอาจต้องรอไปก่อนสักพักเพื่อให้กลยุทธ์การลงทุนของคุณเริ่มแสดงผล อย่าตื่นเต้นตกใจรีบขายไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม
  • ใช้จุดหยุดขาดทุน: นี่ถือเป็นเทคนิคการบริหารความเสี่ยงที่สำคัญมากอย่างหนึ่งเมื่อทำการเทรด คำสั่งหยุดขาดทุนจะเป็นการดำเนินการขายสินทรัพย์โดยอัตโนมัติเมื่อราคาตกลงต่ำกว่าระดับราคาที่กำหนดไว้

4. กระจายการลงทุน

การบริหารความเสี่ยงจากการลงทุนที่สำคัญที่สุดเลยก็คือกระจายการลงทุนในพอร์ตของคุณ

นี่รวมถึงการซื้อสินทรัพย์หลากหลายประเภท, หลายกลุ่มสินทรัพย์ และหลาย ๆ ประเภทตราสาร ตัวอย่างเช่น การลงทุนแต่ในหุ้นเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก เพราะถ้าหากเกิดภาวะตลาดหุ้นตก คุณอาจจะต้องเสี่ยงสูญเสียเงินทุนทั้งหมดที่มีอยู่ก็ได้ แต่ถ้าคุณมีการลงทุนในสินทรัพย์แบบผสมหลาย ๆ ประเภท ทั้งหุ้น, สินค้าโภคภัณฑ์, พันธบัตร, Forex เป็นต้น คุณก็จะรอดจากการผันผวนของตลาดใดตลาดหนึ่ง นอกจากนี้คุณยังสามารถเลือกลงทุนทั้งในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมาก และสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ (เช่น หุ้นและพันธบัตร) เพื่อกระจายการลงทุนในพอร์ตของคุณด้วยก็ได้

นี่อาจเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการลดความเสี่ยง เพราะมันช่วยลดการเสี่ยงเข้าลงทุนในสินทรัพย์หรือกลุ่มสินทรัพย์อย่างใดเพียงอย่างเดียว และยังช่วยคุ้มครองมูลค่าโดยรวมของพอร์ตลงทุนของคุณด้วย วิธีการนี้ยังช่วยระบุสินทรัพย์หรือกลุ่มสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์เชิงลบได้ด้วย (เช่น คู่สกุลเงินสองคู่ หรือหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์)

5. ความเสี่ยงจากการลงทุนและผลตอบแทนการลงทุนต้องมีความสมดุลกัน

โดยปกติแล้ว สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงจะมีความเสี่ยงสูงด้วยเช่นกัน เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว ความเสี่ยงจากการลงทุนและผลตอบแทนที่จะได้รับจะต้องมีความสมดุลกันโดยอ้างอิงจากเป้าหมายทางการเงินและกรอบระยะเวลาในการลงทุน

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น นักลงทุนที่เน้นการลงทุนในระยะยาว (เช่น การลงทุนในกรอบระยะเวลา 35 ปีเพื่อวัยเกษียณ) อาจจะมีความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนแบบระยะสั้น เพราะราคาที่พุ่งสูงขึ้นและตกลงตามกาลเวลาอาจจะจบลงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ของราคาเลย แต่ยังไงก็ยังดีกว่าการต้องเสี่ยงเจอกับภาวะตลาดแย่ ๆ ในหนึ่งปีหรือหนึ่งเดือน ดังนั้นคุณอาจจะเลือกลงทุนในเทรนด์ที่มีระยะยาวเป็นทศวรรษก็ได้

ในทางตรงกันข้าม คนที่เลือกลงทุนในกรอบระยะเวลาสั้น ๆ อย่างเช่น ต้องการจะเก็บเงินไปอีก 5 ปีเพื่อนำเงินไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ ในกรณีนี้คุณไม่อาจจะเลือกความเสี่ยงในระดับเดียวกันได้ ทางที่ดีก็คือให้เลือกลงทุนในตลาดที่แม้จะไม่ได้ให้ผลตอบแทนการลงทุนสูงนัก แต่ก็มีความมั่นคงสำหรับการลงทุนในกรอบระยะเวลาสั้น ๆ

6. ติดตามการลงทุนของคุณเป็นประจำ

แม้ว่าเป้าหมายของการลงทุนในระยะยาวก็คือการเอาเงินไปลงทุนและปล่อยให้เงินนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามกาลเวลาโดยที่ไม่ต้องไปจัดการอะไรกับมันมากนัก แต่ก็ยังเป็นเรื่องจำเป็นที่คุณควรจะต้องติดตามการลงทุนของคุณอยู่เรื่อย ๆ

บางครั้งการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ๆ อาจเกิดขึ้นในตลาดใดตลาดหนึ่งซึ่งอาจก่อให้เกิดการผันผวนของราคาอย่างรุนแรง อย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงกฎข้อบังคับ, การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เป็นต้น เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น บางครั้งอาจเป็นการดีกว่าที่จะปรับวิธีบริหารความเสี่ยงของคุณ การเฝ้าติดตามดูว่าการลงทุนของคุณมีผลเป็นอย่างไรบ้างแล้วนั้นจะช่วยให้คุณเลือกทิศทางการลงทุนได้ตามที่คาดการณ์ไว้ได้

7. ตัดสินใจทำการลงทุนด้วยสมอง ไม่ใช่ด้วยอารมณ์

ต้องรู้จักตัดสินใจลงทุนโดยใช้เหตุผล ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ บางครั้งเราอาจเห็นว่าตลาดมีความผันผวนมาก บางครั้งก็เกิดเทรนด์ใหม่ที่น่าตื่นเต้นที่ดึงดูดให้หลาย ๆ คนอยากเอาเงินไปลงทุน

แต่ส่วนใหญ่แล้วเทรนด์ที่เกิดขึ้นหรือความผันผวนของราคาในช่วงสั้น ๆ เหล่านี้ สุดท้ายแล้วก็จะซาไป ดังนั้นอย่าหลงกลเข้าไปทำการซื้อหรือขายเพียงแค่เพราะว่าทุกคนกำลังทำเช่นนั้น เมื่อจะทำการตัดสินใจลงทุน คุณควรจะต้องอ้างอิงจากข้อมูลที่เชื่อถือได้ และต้องสอดคล้องกับกลยุทธ์การลงทุนและเป้าหมายการลงทุนของคุณด้วย

วิธีที่ดีที่สุดก็คือเอาเคล็ดลับเหล่านี้ทั้งหมดไปปฏิบัติจริงเมื่อจะเริ่มลงทุน แต่ถ้าคุณยังเป็นนักลงทุนมือใหม่อยู่ และยังไม่พร้อมที่จะเริ่มลงทุนด้วยเงินจริง ๆ ในบัญชีเทรดจริง ก็สามารถเข้าไปฝึกเทรดก่อนได้ด้วยบัญชีทดลอง

ด้วยบัญชีทดลอง คุณจะสามารถเข้าถึงตราสารได้หลายพันรายการ รวมถึงคู่สกุลเงิน Forex, ดัชนีตลาดหุ้น, สินค้าโภคภัณฑ์, คริปโตเคอเรนซี่ และอื่น ๆ ด้วย CFD ซึ่งเปิดโอกาสให้คุณได้เรียนรู้กลไกการทำงานของตลาด และให้คุณได้ลองสัมผัสประสบการณ์การใช้งานแพลตฟอร์มการลงทุน MetaTrader 5 แบบไร้ความเสี่ยง

เริ่มเลยวันนี้เพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเทรดด้วยบัญชีทดลองฟรี

เรียนรู้เรื่องการเทรดเพิ่มเติมได้ที่นี่

เกี่ยวกับ Admiral Markets

Admiral Markets เป็นโบรกเกอร์ Forex และ CFD ที่ชนะรางวัลมากมาย อีกทั้งได้รับใบอนุญาตและกำกับดูแลจากหลายประเทศทั่วโลก โดยให้บริการซื้อขายตราสารการเงินมากกว่า 8,000 รายการผ่านแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกอย่าง MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 เริ่มเทรดเลยวันนี้

คำสงวนสิทธิ์

ข้อมูลนี้ไม่ใช่และและไม่ควรถือเป็นการแทนคำปรึกษาด้านการลงทุน คำชี้แนะด้านการลงทุน ข้อเสนอหรือคำชักชวนในการทำธุรกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวกับตราสารทางการเงินทั้งสิ้น โปรดทราบว่าบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการเทรดดังกล่าวไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ถึงสภาวะของตลาดในปัจจุบันหรือในอนาคต เนื่องจากสภาวะตลาดมีการเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ ก่อนตัดสินใจลงทุนใด ๆ คุณควรขอคำแนะนำจากผู้ให้คำปรึกษาด้านการเงินเสียก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจในความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

CFD เป็นตราสารที่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินอย่างรวดเร็วจากเลเวอเรจ