เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการใช้เว็บไซต์ของเรา เมื่อดำเนินการเรียกดูเว็บไซต์นี้ต่อไปหมายความว่าคุณให้ความยินยอมในการให้ใช้คุกกี้ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงวิธีแก้ไขการตั้งค่าของคุณ โปรดอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว
รายละเอียดเพิ่มเติม ยอมรับ

QE คืออะไร? มาตรการ Quantitative Easing ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร

มีนาคม 27, 2020 09:46 UTC
Reading time: 22 minutes

วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการระบาดใหญ่ของโคโรนาไวรัส ได้นำมาถึงการอภิปรายกันในวงกว้างมากขึ้นเกี่ยวกับ "มาตรการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินในเชิงปริมาณ" หรือที่เรียกว่า QE ย่อมากจาก "Quantitative Easing" ซึ่งแม้ว่ามาตรการ QE จะเป็นหนึ่งในนโยบายทางการเงินที่สำคัญที่สุดที่ถูกใช้โดยธนาคารกลางทั่วโลก ไม่เว้นกระทั่ง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) หรือธนาคารกลางสหรัฐ (FED) เพื่อรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจ และแม้ว่ามาตรการ QE จะเป็นคำที่ถึงยกขึ้นมากล่าวถึงซ้ำๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจจริงๆ ว่า QE คืออะไร มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร หรือการจะเรียกได้ว่าเป็นมาตร Quantitative Easing นั้น จะต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

QE คืออะไร?

QE คืออะไร?

ก่อนที่เราจะลงลึกเกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของมาตรการ QE หรือ Quantitative Easing เราควรจะเข้าใจข้อเท็จจริงพื้นฐานบางอย่างที่เกี่ยวกับการทำงานของระบบเศรษฐกิจเสียก่อน โดยผู้บริหารนโยบายมีความต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตยิ่งขึ้นแล้ว โดยพื้นฐานจำเป็นจะต้องทำสิ่งเหล่านี้

  • เพิ่มกำลังและความสามารถในการผลิตสินค้าและบริหาร
  • ปรับปรุงและพัฒนาเทคโนโลยีให้มีความก้าวหน้า
  • กระตุ้นการไหลเวียนของปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ

วัตถุประสงค์ของการมาตรการ QE คือ "กระตุ้นการไหลเวียนของปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ" ซึ่งในสื่อทั่วไปอาจใช้ภาษาพูดว่า การอัดฉีดเม็ดเงิน, อัดฉีดสภาพคล่อง โดยการทำ Quantitative Easing จะประกาศใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจเกิดปัญหาการชะลอตัว ซึ่ง QE จะทำให้ต้นทุนทางการเงิน (ดอกเบี้ย) ถูกลง ส่งผลให้หน่วยย่อยในระบบเศรษฐกิจเกิดแรงจูงใจในการลงทุนมากขึ้น, เพิ่มการจ่ายใช้และการบริโภคมากยิ่งขึ้น

มาตรการ QE หรือ Quantitative Easing คือนโยบายทางการเงินในเชิงปริมาณแบบผ่อนคลาย โดยเป็นนโยบายเชิงรุกรูปแบบหนึ่งที่ธนาคารกลางของประเทศจะเข้าไปซื้อสินทรัพย์ทางการเงินในปริมาณมหาศาลเพื่อเป็นกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย โดยทั่วไปจะเป็นการซื้อสินทรัพย์ทางการเงินที่สถาบันการเงินต่างๆ ได้ฝากไว้กับธนาคารกลาง ทำให้เกิดการเปลี่ยนสภาพจากสินทรัพย์ทางการเงินทั่วไปกลายเป็น "เงิดสด" จึงทำให้มาตร QE มีลักษณะเหมือนการ "อัดฉีด" หรือ "แจกเงินสด" ตามภาษาพูดของสื่อทั่วไปนั่นเอง

การเข้าซื้อสินทรัพย์จากมาตรการ QE ดังกล่าว ธนาคารกลางสามารถเลือกซื้อสินทรัพย์ทางการเงินที่หลากหลาย ทั้งพันธบัตรรัฐบาล, ตราสารหนี้ของเอกชน หรือตราสารของบางตลาดที่กำลังเกิดวิกฤตสภาพคล่อง ทั้งนี้เพื่อให้ธนาคารกลางสามารถแก้ปัญหาทั้งในภาพกว้างหรือปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเจาะจงได้

หากธนาคารกลางเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงินของธนาคารเอกชน จะทำให้ธนาคารเอกชนดังกล่าวมีทุนสำรองและเงินสดเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ธนาคารเหล่านั้นสามารถปล่อยกู้ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งก็คือการที่ระบบเศรษฐกิจมีการไหลเวียนของปริมาณเงินในระบบเพิ่มมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ทั้งนี้ QE หรือการเข้าซื้อพันธบัตรของธนาคารกลาง จะทำให้ราคาพันธบัตรสูงขึ้น ซึ่งจะไปกด Bond Yield "อัตราผลตอบแทนพันธบัตร" ให้ลดต่ำลง หรือก็คือ การเข้าซื้อพันธบัตรดังกล่าว จะทำให้ดอกเบี้ยตราสารหนี้ลดต่ำลง ดอกเบี้ยเงินกู้ในตลาดก็จะลดต่ำลงตามไปด้วย ทำให้ธุรกิจเกิดแรงจูงใจที่จะกู้ยืมเงินไปทำธุรกิจมากยิ่งขึ้น เกิดการสร้างงานตามมา และนำไปสู่การใช้จ่ายของประชาชนในท้ายที่สุด

มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ Quantitative Easing สามารถทำได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับประเภทของสินทรัพย์ที่ธนาคารกลางซื้อมา ซื้อมาจากใครและซื้อมาในปริมาณที่มากน้อยขนาดไหน

QE คือ ยาแรงสำหรับ "เศรษฐกิจถดถอย"

จะเกิดอะไรขึ้น หากผู้คนหรือบริษัทเริ่มรู้สึกไม่มั่นคงเกี่ยวกับอนาคตของเศรษฐกิจ และเริ่มรู้สึกว่าการกู้ยืมเงินหรือการไปเป็นหนี้คนอื่นเป็นสิ่งที่อาจจะส่งผลอันตรายของสถานภาพทางการเงินของพวกเขา? คำตอบก็คือ การไหวเวียนของปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจจะเริ่มมีปัญหา การใช้จ่ายเงินของผู้คนและบริษัทในภาพรวมจะลดลง ความต้องการใช้สินค้าและบริการจะลดลง ธุรกิจจากที่เคยขยายตัวก็จะค่อยๆ ชะลอตัวลง ซึ่งสามารถนำไปสู่การลดปริมาณการผลิตและลดจำนวนคนงานลง แน่นอนว่า QE จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในสภาวะแบบนี้

จะเห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างถูกเชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจ และเมื่อใดที่เกิดปัญหาเกี่ยวกับ "การไหลเวียนของปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ" มันจะค่อยๆ ส่งผลต่อหน่วยอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจ โดยเราอาจสรุปผลลัพธ์ที่สำคัญๆ ได้ดังนี้

  • อัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น
  • รายได้ของคนในครอบครัว หรือ "ภาคครัวเรือน" ลดน้อยลง
  • และภาคเรือนก็จะใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจน้อยลง

เหตุการณ์ข้างต้นคือกรณีที่ "ผู้กู้" เกิดความไม่มั่นคงเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจ แต่จะเกิดอะไรขึ้น หากฝั่งของธนาคารเอง ก็รู้สึกไม่ปลอดภัยเช่นกันที่จะ "ปล่อยสินเชื่อ" หรือนำเงินไปให้ลูกค้ากู้ยืม ไม่ว่าจะทั้งบริษัทและบุคคลทั่วไปก็ตาม คำตอบจะเหมือนกันเลยก็คือ การไหลเวียนของปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจจะเริ่มมีปัญหาและชะลอตัวลง

ที่สถาบันการเงินกังวลเรื่องเหล่านี้ เนื่องจากหากมีลูกค้าจำนวนมากๆ ที่กู้ยืมเงินไปแล้ว และไม่สามารถชำระเงินกู้คืนได้ สถาบันการเงินก็มีความเสี่ยงที่จะล้มละลายได้เช่นกัน กรณีแบบนี้เคยเกิดขึ้นกับ Lehman Brothers โดยสถานการณ์จะยิ่งรุนแรงขึ้นหากเกิดการตื่นตระหนกว่า ธนาคารกำลังจะสูญเสียสภาพคล่อง จนประชาชนพร้อมใจกันไปถอนเงินออกจากธนาคาร สุดท้าย การล้มของธนาคารขนาดใหญ่นำไปสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจที่รุนแรง

จะเห็นว่า ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้วิกฤตรับมือได้ยากก็คืออาการ "ตื่นตะหนก" (Panic) ของประชาชน ซึ่งการบริหารการไหลเวียนของปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจที่ดี จะบรรเทาความรู้สึกที่ประชาชนมีต่อระบบเศรษฐกิจได้ ดังนั้น มาตรการ QE นอกจากจะส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยในระบบเศรษฐกิจแล้ว ยังส่งผลทางจิตวิทยาต่อประชาชนให้ยังมีความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจ และที่สำคัญเลยก็คือ มาตร QE หรือ Quantitative Easing นั้นจะเพิ่มแรงจูงใจให้สถาบันการเงินที่กำลังกังวลต่อกำลังซื้อของระบบ เพิ่มการปล่อยสินชื่อได้ ซึ่งจะทำให้การไหลเวียนของปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจกลับมาคล่องตัวอีกครั้ง

Admiral Markets ยังมีสื่อและข้อมูลต่างๆ มากมายเกี่ยวกับนโยบายการเงินอื่นๆ (Monetary policy) เตรียมไว้ให้คุณศึกษา ไม่ได้จำกัดแค่เรื่อง Quantitative Easing เท่านั้น คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อสร้างบัญชีได้ฟรี! คุณจะได้ทดลองเทรด DAX 30 Index ซึ่งมักปรับตัวสูงขึ้นเสมอเมื่อมีการทำ QE คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง!

เทรด DAX เนื่องจากได้รับผลกระทบจาก QE

ยิ่งสถานการณ์ในปี 2020 นี้ ที่ธนาคารกลางทั่วโลกลดอัตราดอกเบี้ยจนต่ำลงเข้าใกล้ 0% ไปทุกที เมื่อไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้อีก การผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ มาตรการ QE จะยิ่งเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น

ประวัติการทำ Quantitative Easing

การใช้นโยบาย Quantitative Easing เป็นแนวคิดที่ค่อนข้างใหม่ ซึ่งเป็นแนวคิดด้านนโยบายทางการเงินที่ถูกเสนอโดย Richard Werner ศาสตราจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปี 1994 - 1995 โดยในตอนนั้น Richard Werner ทำงานเป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ที่บริษัทหลักทรัพย์ Jardine สาขาโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ความมุ่งหมายของ Richard Werner ในการเสนอนโยบาย QE หรือ Quantitative Easing คือต้องการให้เกิดนโยบายทางการเงินรูปแบบใหม่ที่สามารถเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยไม่ต้อง "ลดดอกเบี้ย" หรือใช้วิธีแบบดั้งเดิมโดยการแทรกแซงปริมาณเงินของระบบ (Money Supply) เช่น กระบวนการสร้างเงินฝาก, ดึงเงินในระบบผ่านการตั้งอัตราเงินสำรองของธนาคารตามกฎหมาย ฯลฯ ซึ่ง Richard Werner เชื่อว่า วิธีการดั้งเดิมทั้งหมดนั้นไม่มีประสิทธิภาพมากพอต่อเศรษฐกิจจริงๆ แต่สิ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมาได้คือมาตรการต่างๆ ที่ทำให้ความสามารถในการปล่อยกู้ของธนาคารเพิ่มขึ้น (Credit Creation)

Richard Werner พยายามอธิบายว่า ปริมาณเงินในระบบส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากธนาคารกลาง แต่เป็น "ธนาคารเอกชน" ผ่านสิ่งที่เรียกว่าตัวทวีคูณทางการเงิน (Money Multiplier) กระบวนการดังกล่าว เช่น ธนาคารเอกชนปล่อยกู้ 100 บาท โดยตัว 100 บาทนี้ เมื่อเข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจ อาจกลายไปเป็นเงินฝากของธนาคารเอกชนอื่นๆ ซึ่งสามารถนำไปปล่อยกู้ได้ใหม่ เมื่อทำต่อไปเป็นทอดๆ จะทำให้เกิดการไหลเวียนของปริมาณเงินในระบบทบกันขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม Richard Werner อธิบายว่า สิ่งที่เรียกกันว่า Quantitative Easing หรือ QE ซึ่งทำโดยธนาคารกลางในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่เขาเสนอมาก เพราะไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อพันธบัตรรัฐบาลในปริมาณมหาศาล แต่สิ่งที่จำเป็น คือการเข้าไปซื้อสินทรัพย์ทางการเงินของธนาคารเอกชนมากกว่า

ในปี 2001 ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ประกาศใช้นโยบาย Quantitative Easing ซึ่งถือเป็นนโยบายทางการเงิน "แบบใหม่" ในสมัยนั้น แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่ QE แบบเดียวกับที่ Richard Werner เคยเสนอไว้ เพราะ QE ที่ทำโดย BOJ นั้นประกอบไปด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่อมา โมเดลนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามันไม่ประสบความเร็จ เพราะไม่สามารถหยุดยั้ง "ภาวะเงินฝืด" (Deflation) ที่ญี่ปุ่นเผชิญมาตลอดทศวรรษได้

ต่อมาในปี 2009 ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ได้เปิดตัวมาตรการ QE ในแบบฉบับของตัวเอง ซึ่งมาพร้อมกับการ "ลดอัตราดอกเบี้ย" โดยคาดหวังว่า ประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจจะเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามความพยายามนี้ก็ล้มเหลวเช่นกัน แม้สิ่งที่ BOE ทำจะเป็นการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยตรงผ่านธนาคารเอกชนตามที่ Richard Werner เคยแนะนำไว้ แต่มันก็กลับไม่ได้กระตุ้นสินเชื่อมากเท่าใดนัก เป็นเพียงแต่ส่งผลต่อกลไกราคาของพันธบัตรที่ทำให้สถาบันการเงินต้องปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนอยู่บ้าง แต่ก็นับว่า ไม่ได้เกิดผลอะไรกับเศรษฐกิจอังกฤษแบบที่ BOE คาดหวังอยากให้เป็น

ปี 2014 ธนาคารอังกฤษ หรือ BOE ก็ได้พิมพ์เงินเข้าสู่ระบบอีกกว่าจำนวน 410 ล้านล้านปอนด์ ทำให้เศรษฐกิจของอังกฤษมีสัญญาณการฟื้นตัวมาบ้าง แต่อัตราเงินเฟ้อซึ่งเป็นดัชนีบ่งชี้ถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ไม่ได้เติบโตขึ้นเลย เลยเงินเฟ้ออยู่ในระดับ 0% เท่ากับว่า มาตรการ QE ให้ไม่ได้ผลลัพธ์ได้ตามที่ต้องการไว้

ภาพแสดงสถิติของ quantitative easing ที่ทำโดย FED

ที่มา: Federal Reserve Bank of St. Louis ภาพนี้แสดงสถิติของ 'Fed Funds Rate' จนถึงมีนาคม 2020 - ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเอกชนใช้เรียกเก็บเมื่อมีการปล่อยกู้เงินทุนสำรองให้แก่ธนาคารเอกชนด้วยกัน

สำหรับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐฯ ก็มีการใช้มาตรการ QE เช่นกัน โดยเมื่อสิ้นปี 2008 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ได้เริ่มแผน Quantitative Easing ที่เรียกได้ว่าทะเยอทะยานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งก็ส่งต่อมาถึงยุคของ "โดนัลด์ ทรัมปื" ด้วย มันเป็นการพยายามที่จะเข้าไปซื้อสินทรัพย์ทางการเงินทั่วโลก รวมถึงสินเชื่อจำนองที่ไม่มีใครต้องการ เนื่องจากเพิ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์มาหมาดๆ ทั้งนี้ ความพยายามของ FED ทำให้มีเงินอัดฉีดกว่า 3.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าไปกระจายในระบบเศรษฐกิจตลอดระยะเวลา 5 ปีหลังจากนั้น

แม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์จากนักเศรษฐกิจหลายสำนัก แต่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากก็ยอมรับว่า นี้เป็นมาตรการ QE มาตการเดียวที่ประสบความสำเร็จ แน่นอนว่า มันทำให้เศรษฐกิจคืนชีพขึ้นมาได้ แต่ก็ใช่ว่า หน่วยย่อยในระบบเศรษฐกิจทุกหน่วยจะได้รับการรักษา

QE ของ FED กับ "โคโรนาไวรัส" 2020

การระบาดใหญ่ของไวรัส COVID-19 ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกกลายเป็นอัมพาต ธนาคารกลางทั่วโลก ทั้งยุโรป, สวิตเซอร์แลนด์, ญี่ปุ่น, แคนาดา, อังกฤษ ฯลฯ ตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ใกล้เข้ามา ทั้งการลดดอกเบี้ยและมาตรการทางการคลังต่างๆ จนสุดท้าย ในวันที่ 15 มีนาคม 2020 ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ "Federal Reserve" ตัดสินใจ ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการณ์ทางการเงินปี 2008 แน่นอนว่ามี QE อยู่ด้วย เพื่อลดผลกระทบที่ร้ายแรงของโคโรนาไวรัส

มาตรการ QE ในครั้งนี้ยังตามมาด้วยมาตการอื่นๆ ดังนี้

  • ลดดอกเบี้ยอย่างฉับพลันจาก 1-1.25% สู่ระดับ 0-0.25%
  • การซื้อสินทรัพย์ทางการเงินเป็นมูลค่ากว่า 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า FED มีแผนจะซื้อตั๋วเงินคลังอีก 5 แสนล้านดอลลาร์ และอีก 2 แสนล้านดอลลาร์ในตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (Mortgage-Backed Securities: MBS)
  • FED และธนาคารกลางอื่นๆ ได้มีการตกลงกันที่จะลดค่าธรรมเนียมในการแลกเปลี่ยนธุรกรรมอัตราดอกเบี้ย (Swap) เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดหาเงินดอลลาร์สหรัฐให้กับสถาบันการเงิน

อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ไม่ได้มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นดังที่คาดหวังกันไว้ ตลาดหุ้นยังคงไม่มีเสถียรภาพและปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปียังคงลดลง ซึ่งสะท้อนว่า สถาบันการเงินยังเลือกที่จะเก็บเงินไว้กับพันธบัตรเพื่อความปลอดภัยมากกว่า

สำหรับตลาด Forex หรือตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา เกิดความผันผวนอย่างหนักเช่นกัน ลองสังเกตกราฟราคา EUR/USD ด้านล่างนี้

ภาพกราฟ EURUSD ที่ได้รับผลกระทบจาก quantitative easing

ที่มา: Admiral Markets MT5 : Supreme Edition. H1 EUR/USD chart. Data range March 13, 2020 - March 16, 2020. เข้าถึงเมื่อ March 16, 2020. คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer) : กราฟของสินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงในบทความนี้ ใช้ในจุดประสงค์เพื่อการอธิบาย ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือชักชวนให้ซื้อขายเครื่องมือการทางเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวนอนาคตได้

ดังที่เราจะเห็นได้จากกราฟ ระหว่างราคาปิดของวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม และราคาเปิดของวันจันทร์ที่ 16 มีนาคมนั้น มีการเกิดช่องว่างขนาดใหญ่ของราคา หรือที่นักเทรดเรียกกันว่า Gap ซึ่งเกิดจากความผันผวนของตลาด ซึ่งโดยทั่วไปมักจะต้องรอให้ตลาดกลับสู่สภาวะปกติหรือมีการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนก่อน การเกิด Gap จึงเป็นเหมือนสัญญาณเกิดถึงสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ

ถึงกระนั้น หากคุณทำความเข้าใจเกี่ยวกับผันผวนในตลาดได้เป็นอย่างดี คุณก็จะยิ่งได้ประโยชน์จากความผันผวนของตลาด Forex ที่เพิ่มมากขึ้น เริ่มทำการเทรดได้แล้ววันนี้กับแพลตฟอร์มการเทรดที่ทันสมัยที่สุดจาก MetaTrader ฟรี! เพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างนี้

เทรด QE ผ่านแพลตฟอร์ม MT5 ได้ที่นี่

QE ของธนาคารกลางยุโรป : ECB 2015

ในปี 2015 ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ได้เริ่มมาตการ QE ในแบบของตัวเองอีกเช่นกัน เป้าหมายในครั้งนี้เพื่อทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปเหมือนที่ประเทศอื่นๆ ทำ แต่ปริมาณเงินในการทำ QE ของ ECB ถือว่า "ปานกลาง" แม้จะเป็นเงินในระดับล้านล้านดอลลาร์ แต่ก็ยังถือว่า เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจตัวเอง

วิธีคิดของ ECB ค่อนข้างคล้ายกับธนาคารกลางสหรัฐ (FED) โดยมาตรการ QE ของ ECB จะเข้าไปซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน, หนี้สาธารณะ (พันธบัตรรัฐบาล) ของประเทศสมาชิกในกลุ่มยูโรโซน รวมถึงสินทรัพย์ของหน่วยงานและสถาบันการเงินต่างๆ

มาตรการ QE กับการเทรด Forex : ผลกระทบต่อค่าเงิน

มาตรการ QE มักจะให้ผลลัพธ์ที่น่าสังเกตได้ 2 ประการในตลาด Forex ดังนี้ คือ

  • ค่าเงินอ่อนค่าลงทันที ซึ่งมักจะรวดเร็วและรุนแรง
  • อย่างไรก็ตาม เมื่อผ่านไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง ราคาจะย้อนกลับมาที่เดิม

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อประกาศมาตรการ QE? ทั้งนี้ ในทางทฤษฎีจะทำให้เกิดการไหลเวียนของปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น ทำให้สกุลเงินของประเทศที่ทำมาตรการ QE อ่อนค่าลง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นจริงอาจคาดการณ์ได้ยากยิ่ง ยกตัวอย่างจากกรณีของ ECB ที่ประกาศทำให้ EUR/USD ร่วงลงมากกว่า 500 pips ภายในเวลา 2 วัน แต่หลังจากนั้น อยากให้ลองสังเกตกราฟที่เกิดขึ้นจริงๆ ดังภาพด้านล่าง

EUR/USD รายวันชุดนี้ แสดงการทำ QE และผลกระทบต่อ Forex

ที่มา: MetaTrader 5. กราฟ EUR/USD รายวันชุดนี้ แสดงการทำ QE ในช่วงเดือน January 2015. คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer) : กราฟของสินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงในบทความนี้ ใช้ในจุดประสงค์เพื่อการอธิบาย ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือชักชวนให้ซื้อขายเครื่องมือการทางเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวนอนาคต

BOE ประกาศมาตรการ QE ในเดือนมีนาคม 2009 คู่สกุลเงิน GBP/USD ปรับตัวลดลงกว่า 600 Pips ใน 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นไม่นาน ราคาก็กลับมาบริเวณเดิม ณ ราคาที่มีการประกาศมาตรการ QE

GBP/USD รายวันชุดนี้ แสดงการทำ QE และผลกระทบต่อ Forex

ที่มา: MetaTrader 5. W1 กราฟ GBP/USD ได้รับผลกระทบจากการทำ QE ในเดือน March 2009 คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer) : กราฟของสินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงในบทความนี้ ใช้ในจุดประสงค์เพื่อการอธิบาย ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือชักชวนให้ซื้อขายเครื่องมือการทางเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวนอนาคต

กรณีของสหรัฐฯ ที่ประกาศ Quantitative Easing ในเดือนธันวาคม 2008 ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ทำให้ EUR/USD ปรับตัวขึ้นกว่า 2,000 Pips แต่สุดท้ายแล้ว ราคาก็กลับมาที่เดิมใน และเคลื่อนเป็นกรอบอยู่บริเวณเป็นเดือนๆ

กราฟ EUR/USD กับ Quantitative Easing ในปี 2008

ที่มา: MetaTrader 5. D1 กราฟ EUR/USD ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการทำ QE ในเดือน December 2008 คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer) : กราฟของสินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงในบทความนี้ ใช้ในจุดประสงค์เพื่อการอธิบาย ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือชักชวนให้ซื้อขายเครื่องมือการทางเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวนอนาคต

หากคุณต้องการทดลองทำการเทรดในตลาดสกุลเงินต่างประเทศหรือ Forex ในช่วงเวลาที่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา (QE) คุณสามารถเปิดบัญชีทดลองเทรดได้ฟรีโดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ คลิกเปิดบัญชีทดลองได้ที่แบนเนอร์ข้างล่างนี้

คุณสามารถเปิดบัญชี Forex และเทรดคู่เงินที่ได้รับผลจาก QE ได้ที่นี่

มาตรการ QE ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร?

เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ มักแบ่งได้เป็น 2 ระดับ

  • กำลังพัฒนา (Developing)
  • พัฒนาแล้ว (Developed)

QE เป็นเครื่องมือที่ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศแบบไหน เราก็วัดการเจริญเติบโตผ่าน GDP ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐาน โดย GDP จะแสดงออกมาเป็น % ด้วยค่าคงที่หนึ่งๆ โดยทั่วไปนักเศรษฐศาสตร์มอง GDP ของเดือนก่อนๆ เป็นเกณฑ์ว่า การเติบโตมากขึ้นหรือลดลงเท่าใด หาก GDP ลดลงติดต่อกัน 2 ไตรมาส บ่อยครั้งก็เรียกว่า จึงเรียกว่าสภาวะ Technical Recession

ความแตกต่างที่สำคัญที่ทำให้แยกระหว่างประเทศกำลังพัฒนากับประเทศที่พัฒนาแล้ว ได้ชัดเจนมากๆ ก็คือ GDP หรือการเติบโตนี่เอง เพราะประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ, อังกฤษ, ญี่ปุ่น หรือประเทศเยอรมนี จะไม่ได้มีอัตราการเติบโตที่สูงมากนัก การที่ GDP โตได้ระดับ 2% ต่อปีก็ถือว่า "ดีมากๆ" แล้ว เป็นอะไรที่ยอมรับได้ และไม่มีความจำเป็นต้องใช้ QE

ในทางตรงกันข้ามประเทศกำลังพัฒนา เช่น ประเทศกลุ่ม BRIC (บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน) คำว่าดีหรือเป็นอะไรที่ยอมรับได้ นั้นควรเติบโตอยู่ที่ประมาณ 6-8% ของ GDP ต่อปี

ลองนึกภาพว่า ถ้าหากคุณเป็นรัฐบาลในประเทศกำลังพัฒนา คุณจะทำอะไร?

ประเทศกำลังพัฒนานั้น ต้องการการผลิตที่มากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของประชากร ซึ่งการเพิ่มผลผลิตดังกล่าว สามารถทำได้ในทางทฤษฎีอย่างง่ายๆ 2 อย่าง คือหนึ่ง เพิ่มจำนวนแรงงาน และอย่างที่สอง คือ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่ง (ทำเท่าเดิม แต่ได้ผลผลิตมากขึ้น)

ตัวอย่างเช่น ชาวนาคนเดียวทำงานปรับปรุงที่ดินด้วยคันไถ มันก็ดีสำหรับพวกเขา เขาอาจจะมีความสุขอย่างพอเพียง แต่เศรษฐกิจอาจจะสามารถทำได้ดีนั้นมาก ในฐานะรัฐบาล คุณจะสามารถลงทุนในด้านเกษตรกรรมและสามารถสร้างผลผลิตได้มากกว่าชาวนาคนเดียวได้ 100 เท่า! แต่คุณจะทำอย่างไรล่ะ? ต้องจ้างชาวนาเพิ่มอีก 99 คนอย่างนั้นหรอ คำถามอาจจะใช่ถ้าคุณเลือกที่จะใช้วิธี เพิ่มจำนวนแรงงาน อย่างไรก็ตาม คุณสามารถใช้วิธี เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ด้วยการซื้อรถไถให้ชาวนา ชาวนาแต่ละคนจะสร้างผลผลิตได้มากยิ่งขึ้น คุณเพียงต้องลงทุนรถไถและฝึกฝนชาวนาให้สามารถใช้เครื่องจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้นเอง

ในเรื่องนี้มีบางสิ่งที่ต้องจำไว้ คือ

  1. การผลิตในหน่วยเศรษฐกิจขนาดเล็กที่ยกตัวอย่างไป หากมันกำลังเติบโตด้วยอัตราการเติบโตหนึ่งๆ การที่คุณจะรักษาอัตราการเติบโตเท่านี้ได้ คุณต้องลงทุนเครื่องจักรหรือเพิ่มคนในอัตราที่สม่ำเสมอด้วยเช่นกัน การเพิ่มคนงานมีค่าใช้จ่ายน้อย ในขณะที่ลงทุนเครื่องจักรเป็นค่าใช้จ่ายมหาศาล
  2. การเพิ่มคนงาน มักเป็นตัวเลือกหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังพัฒนา เนื่องจากยังมีแรงงานที่ขาดการพัฒนาฝีมือ (low-skilled) เป็นจำนวนมาก ทำให้รายได้ของพวกเขาค่อนข้างต่ำด้วยเช่นกัน สิ่งนี้เกิดขึ้นในประเทศ เช่น อินเดีย, จีน เป็นต้น

ในทางตรงกันข้าม ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ หรือเยอรมนี ซึ่งมีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรที่น้อย เมื่อได้ชื่อว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ย่อมหมายถึงมีการพัฒนาของเทคโนโลยีขั้นสูง และมีการพัฒนาบุคลากร มีต้นทุนในการจัดหาเครื่องจักรที่ไม่สูงแล้ว (พัฒนามานาน) จะเห็นว่าไม่ได้เน้นที่การเพิ่มแรงงาน แต่การรักษาอัตราการเติบโตสามารถทำได้ด้วยการลงทุนกับเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ธุรกิจสร้างผลผลิตได้เทียบเท่ากับการเพิ่มแรงงาน ซึ่งอย่างกรณีของผลผลิตทางการเกษตร เทคโนโลยีต่างๆ หมายความรวมถึง เครื่องจักร, ปุ๋ย, พืชดัดแปลงพันธุกรรม ฯลฯ

มาตรการ QE กับธนาคารกลาง

หากเศรษฐกิจกำลังเติบโต ความต้องการเงินเพื่อไปทำธุรกิจก็จะเพิ่มขึ้นมาก เพราะไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ได้ รัฐบาลจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ไว้รองรับ แต่ธุรกิจก็ต้องเดินหน้าด้วยเงิน ซึ่งเป็นสื่อกลางในการลงทุน การเริ่มจ้างคนมาทำงานให้ธุรกิจ

ซึ่งหมายความว่า การจัดหาเงินทุนให้กับหน่วยธุรกิจในระบบเศรษฐกิจจะต้องเติบโตในอัตราที่เพิ่มขึ้นหรือสอดรับกับความต้องการ และตอนนี้แหละที่มันจะเกิดปัญหา เราหรือนักธุรกิจจะหาเงินมากมายในระยะสั้นๆ จากที่ไหน คำตอบง่ายๆ ก็คือ QE แต่ก่อนจะไปถึงจุด QE ได้ ระบบการเงินต้องได้รับการพัฒนาเป็นเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพก่อน โดยจะเป็นที่มีธนาคารกลางแห่งชาติ ที่เสมือนเป็นศูนย์กลางเครือข่ายและมีธนาคารเอกชนขนาดเล็กอยู่ในเครือข่าย หลังจากนั้นจึงเป็นกระบวนสร้างเงินผ่านการทำ QE โดยมีธนาคารเอกชนรับลูก และตัวผู้เล่นสำหรับในการกระจายเม็ดเงินไปสู่ภาคธุรกิจ

ด้วยวิธีนี้ เงินและหนี้จะถูกสร้างขึ้นพร้อมกัน แถมยังสามารถทำได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ผลต่อมาก็คือ ธุรกิจจะได้สินเชื่อที่มีต้นทุนไม่สูงนัก นำเงินกู้เหล่านั้นไปจ้างคน ไปลงทุนเครื่องจักร พัฒนาธุรกิจของตัวเองให้ได้ผลตอบแทน และนี่คือเป้าหมายสูงสุดของมาตรการ QE

คุณสามารถแลกเปลี่ยนสกุลเงินจากหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้วหรือประเทศกำลังพัฒนาด้วย Admiral Markers เพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อเปิดบัญชีเทรดของคุณ ทั้งหมดฟรี!

คุณสามารถเทรด Forex ผ่านแนวโน้มของ QE ด้วยบัญชี Admiral Markets!

Quantitative Easing กับเรื่องเงินเฟ้อและกลไกดอกเบี้ย

แน่นอนว่า ผลกระทบของมูลค่าเงินหลังจากทำ QE เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การทำ QE ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบมากยิ่งขึ้น ตามหลักการของอุปสงค์และอุปทาน ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลให้มูลค่าที่แท้จริงของเงินลดลง ซึ่งมันจะแสดงออกผ่านสิ่งที่เรียกว่า "เงินเฟ้อ" (Inflation)

หากคุณต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตต่อไป ธนาคารกลางควรพิมพ์เงินหรือรักษามาตรการ QE ไว้ต่อไปอีก แต่ต้องทำ QE ในอัตราที่ไม่เร็วเกินไปหรือช้าเกินไป โดยทั่วไปแล้ว ประเทศต่างๆ จะพยายามรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมสำหรับการเติบโต มันคือตัวชี้วัดสำคัญที่จะบอกว่า ควรจะทำ QE ต่อไปดีหรือไม่ ควรจะทำในปริมาณเท่าใด ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อที่แต่ละกำหนดไว้เป็นกรอบ มักจะอยู่ระหว่าง 2% ถึง 5% ต่อปี อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่า 2% อาจหมายถึง "สภาวะเงินฝืด" ซึ่งเป็นอันตรายต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ เมื่อเป็นเช่นนี้ ธนาคารกลางก็จะอัด QE เพิ่มเข้าไปอีก

นี่เป็นจุดสำคัญที่ต้องจำไว้ เพราะหากไม่มีเงินหมุนเวียนไปอย่างเพียงพอสำหรับประชาชนที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการ รายได้ของธุรกิจต่างๆ ก็ย่อมลดลง และเป็นเหตุให้จำเป็นต้องลดการผลิตลง ซึ่งอาจนำไปสู่การลดจำนวนคนงานลงในอนาคต เพราะไม่สามารถจ่ายเงินเดือนได้ไหว ต้องปลดคนออก

ดังนั้น จะเป็นว่า เงินเฟ้อต่ำๆ ไม่ใช่สิ่งที่น่าดีใจ แต่เงินเฟ้อที่สูงเกินไปจากการทำ QE ก็น่ากลัวเหมือนกัน เช่นหากอัตราเงินเฟ้อที่สูง 7 - 10% หรือมากกว่านี้ เรามักจะเรียกกันว่า เป็นสภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงแล้ว และเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจเช่นกัน มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จากการสร้างเงินที่เร็วเกินไป (จากมาตรการ QE นั่นแหละ) จึงเรียกได้ว่า QE ก็เปรียบเสมือนเป็นกับดักของการสร้างเงิน มีจำนวนเงินมาก แต่มูลค่าแท้จริงนั้นไร้ค่า สภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงมากๆ เราจะเรียกมันว่า Hyperinflation ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วในสาธารณรัฐไวมาร์ (เยอรมนีเก่า) ในปี 1921 เงินกลายเป็นเศษกระดาษไร้ค่าจนชาวเยอรมันลงเอยด้วยการเผาธนบัตรบนเตาเพื่อให้ความอบอุ่นในฤดูหนาวที่โหดร้าย

จะเห็นว่า เงินเฟ้อที่น้อยไปก็ไม่ดี เงินเฟ้อที่สูงไปก็อันตราย คุณต้องคำนวณอัตราเงินเฟ้อที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเศรษฐกิจของประเทศคุณ หลังจากนั้นจะเป็นหน้าที่ของธนาคารกลางที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งอาจจะทำได้หลายอย่างดังต่อไปนี้

  • ธนาคารกลางจะให้เงินกับรัฐบาลเพื่อใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สร้างถนน ไฟฟ้า ฯลฯ โครงการแบบนี้จะมีเม็ดเงินลงทุนมหาศาล ทำให้เกิดการจ้างงาน กระจายความมั่งคั่ง
  • ธนาคารกลางให้ธนาคารพาณิชย์ยืมเงินเพื่อนำเงินดังกล่าว ไปให้ลูกค้ากู้ยืมอีกทีหนึ่ง ลูกค้าดังกล่าวอาจจะเป็นลูกค้าธรรมดา ธุรกิจ บรรษัทขนาดใหญ่ เมื่อกลุ่มเหล่านี้มีเงิน ก็จะนำเงินไปลงทุนทำให้เศรษฐกิจขยายตัว

แต่ถ้านึกภาพตามดีๆ จะเห็นว่า ทางเลือกที่สองนั้นยากต่อการควบคุม เพราะธนาคารเอกชนก็ย่อมมีผลประโยชน์ทางธุรกิจของตัวเอง เพราะถ้าธนาคารเอกชนไม่พบลูกค้าสินเชื่อที่จะสามารถสร้างดอกเบี้ยให้กับธนาคารได้ ตัวธนาคารเอกชนเองก็อาจจะไม่อยากปล่อยสินเชื่อ ทำให้การกระจายเงินเข้าไปในระบบผ่านการทำ QE อาจไม่ประสบความสำเร็จดังที่ธนาคารกลางหวังไว้

เมื่อเผชิญกับภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ ธนาคารกลางสามารถจะทำอะไรเพื่อกระตุ้นให้ธนาคารเอกชนมารับเงิน QE จากธนาคารกลาง? (หมายถึง กระตุ้นให้มาขอกู้จากธนาคารกลาง) คำตอบนั้นง่ายมาก คือใช้กลไกดอกเบี้ยเข้ามากระตุ้น โดยการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การลดอัตราดอกเบี้ยหมายถึงเงินสินเชื่อจะมีต้นทุนถูกลง สรุปง่ายๆ ดังต่อไปนี้

  • อัตราดอกเบี้ยต่ำ === > ต้นทุนการกู้ยืมต่ำลง (จ่ายดอกถูกลง) === > กู้ยืมเพิ่มขึ้น!
  • อัตราดอกเบี้ยสูง === > ต้นทุนการกู้ยืมสูง (จ่ายดอกแพงขึ้น) === > คนไม่อยากกู้

ดังนั้นธนาคารเอกชนจึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดหาหรือกระจายเงินเข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยหากธนาคารกลางสามารถเพิ่มเงินและกระตุ้นให้ธนาคารเอกชนเข้ามากู้ยืม และธนาคารเอกชนถึงจะไปปล่อยกู้อีกที นี่คือกลไกของมาตรการ QE ที่ยังสามารถพยุงเศรษฐกิจได้มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

บทสรุป : ผลกระทบของมาตรการ QE

ผลกระทบจากนโยบาย QE หรือ Quantitative Easing นั้น นับว่ายังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันต่อไป และไม่ถึงกับว่า จะสามารถมีข้อสรุปที่ชัดเจนได้ว่า มาตรการ QE นั้นส่งผลอย่างไรต่อระบบเศรษฐกิจจริงๆ เพราะเนื่องจาก การทำ QE ที่ผ่านๆ มาของแต่ละประเทศนั้น ให้ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างแตกต่างกัน

ในประเทศส่วนใหญ่ที่พยายามออกมาตรการ QE ออกมา ทำให้อัตราเงินเฟ้อได้รับการกระตุ้นบ้าง แต่ในที่สุดก็นำไปสู่ปัญหาภาวะเงินฝืด หรือกรณีที่ทำ QE ออกมาแล้ว ประเทศที่สร้างเงินเหล่านั้นก็มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้จริง แต่เงินส่วนจาก QE มีการเดินทางข้ามพรมแดนและสร้างฟองสบู่ทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ให้กับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ก็มี

เทรดเดอร์มืออาชีพที่เลือกเทรดกับ Admiral Markets จะทราบกันดีอยู่แล้วว่า พวกเขาสามารถเทรดในตลาดโดยปราศจากความเสี่ยงใดๆ ได้จากระบบบัญชีทดลอง (Demo Account) คุณสามารถทดลองกลยุทธิ์ใหม่ๆ เทรดได้เหมือนตลาดจริงทุกประการ บนสภาพแวดล้อมจริงทุกประการ คำนวณเงินและราคาได้ตามตลาดจริง เพียงแต่เป็นการเทรดด้วยเงินที่จำลองขึ้นมาเท่านั้นเอง คุณสามารถฝึดเทรดได้เรื่อยๆ โดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อเปิดบัญชีทดลองได้แล้ววันนี้ ฟรี!

QE ส่งผลกระทบต่อการเทรด Forex อย่างมาก ทดลองบัญชี Demo ก่อนจะปลอดภัยกว่า

เรียนรู้เรื่องการเทรดเพิ่มเติมได้ที่นี่

เกี่ยวกับ Admiral Markets

Admiral Markets เป็นโบรกเกอร์ Forex และ CFD ที่ชนะรางวัลมากมาย อีกทั้งได้รับใบอนุญาตและกำกับดูแลจากหลายประเทศทั่วโลก โดยให้บริการซื้อขายตราสารการเงินมากกว่า 8,000 รายการผ่านแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกอย่าง MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 เริ่มเทรดเลยวันนี้

คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer) : สารสนเทศที่ได้นำเสนอ มีรายละเอียดเพิ่มเติมที่เชื่อมโยงกับการวิเคราะห์ การประเมินผลลัพธ์ การคาดการณ์และการพยากรณ์ รวมถึงข้อมูลอื่นใดที่มีลักษณะของการให้ข้อมูลในรูปแบบเดียวกัน (ต่อไปจะเรียกว่า "การวิเคราะห์") ซึ่งได้เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ Admiral Markets ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน โปรดศึกษาและพิจารณาข้อควรระวังดังต่อไปนี้

  1. นี่คือการสื่อสารทางการตลาด การวิเคราะห์ที่ถูกเผยแพร่ไปนั้น มีวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่สามารถตีความได้ว่าเป็นข้อเสนอแนะหรือคำแนะนำทางด้านการลงทุน ไม่ได้จัดทำขึ้นตามข้อกำหนดทางกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความเป็นอิสระของการวิจัยการลงทุน (Independence of Investment Research) และไม่อยู่ภายใต้ข้อห้ามใดๆ เกี่ยวกับการจัดการล่วงหน้าในการเผยแพร่การวิจัยการลงทุน
  2. การตัดสินใจลงทุนใดๆ ของลูกค้า เป็นการตัดสินใจแต่โดยลำพังของลูกค้าเอง Admiral Markets จะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการตัดสินใจดังกล่าว ไม่ว่าการตัดสินใจนั้นจะเป็นผลจาก "การวิเคราะห์" หรือไม่ก็ตาม
  3. การวิเคราะห์นี้ จัดทำขึ้นโดยนักวิเคราะห์อิสระ (Jens Klatt, นักวิเคราะห์ ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า "ผู้แต่ง")
  4. เพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ของลูกค้าจะได้รับการคุ้มครอง ในขณะที่เป้าหมายในการจัดทำการวิเคราะห์ที่ดีก็ยังสามารถดำเนินต่อไปได้ Admiral Markets จึงได้กำหนดกระบวนเป็นการภายในเพื่อป้องกันและจัดการกับความขัดแย้งกันทางผลประโยชน์ (Conflicts of Interest)
  5. เราได้พยายามอย่างหนักเพื่อให้แน่ใจว่า แหล่งที่มาทั้งหมดของการวิเคราะห์ มีความน่าเชื่อถือและได้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดเท่าที่จะเป็นไปได้ เข้าใจได้ง่าย แม่นยำ ทันเวลาหรือไม่ล้าสมัย อย่างไรก็ตาม Admiral Markets ไม่รับประกันความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลที่อยู่ในการวิเคราะห์ ตัวเลขที่นำเสนอหรืออ้างถึงผลลัพธ์ในอดีต ไม่สามารถเป็นตัวบ่งชี้ที่น่าเชื่อถือถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
  6. ข้อมูลที่นำเสนอในการวิเคราะห์ ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นคำแนะนำการลงทุน คำให้สัญญา หรือการรับประกันจาก Admiral Markets ว่า ลูกค้าจะได้กำไรจากกลยุทธิ์หนึ่งๆ อย่างแน่นอน หรือสามารถจำกัดการขาดทุนได้
  7. การใช้เครื่องมือทางการเงินก่อนหน้านี้หรือแบบจำลองใดๆ ที่ระบุไว้ในเอกสารเผยแพร่ไม่ควรตีความว่าเป็นคำมั่นสัญญาที่จะรับประกันอย่างแน่นอน หรือโดยพฤตินัย จาก Admiral Markets เกี่ยวกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะไม่มีการรับประกันมูลค่าของเครื่องมือทางการเงินอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง
  8. ผลิตภัณฑ์เลเวอเรจ (Leveraged products) รวมถึงสัญญาเพื่อส่วนต่าง "CFD" โดยธรรมชาติถือเป็นเครื่องมือในการเก็งกำไร ซึ่งอาจทำให้เกิดการขาดทุนหรือกำไร ก่อนที่คุณจะเริ่มลงทุน โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่า คุณได้เข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงเป็นอย่างดีแล้ว

CFD เป็นตราสารที่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินอย่างรวดเร็วจากเลเวอเรจ