กลยุทธ์เทคนิคการเทรดสำหรับปี 2019

Reading time: 44 minutes

ม่ว่าการที่มีกลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่มีประสิทธิภาพมาช่วยในการนำทางการเทรดในตลาดการเงินนั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเทรด รวมไปถึงการตัดสินใจลงทุนให้กับคุณได้มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่อะไรละที่ถือเป็นเทคนิคการเทรดที่มีประสิทธิภาพ และยิ่งไปกว่านั้นคือคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือเทคนิคการเทรดยอดเยี่ยมที่สุดแห่งปีที่สามารถนำมาใช้ช่วยเทรดได้อย่างไร้ความเสี่ยงโดยสิ้นเชิง

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดปี 2019

คู่มือแนะนำกลยุทธ์เทคนิคการเทรดนี้จะประกอบไปด้วยเทคนิคการเทรด 6 วิธีด้วยกัน พร้อมทั้งตัวอย่างกลยุทธ์การเทรด 11 ตัวอย่าง รวมไปถึงข้อมูลสำคัญที่มีประโยชน์อย่างมากอย่างวิธีใช้และทดสอบกลยุทธ์การเทรดออนไลน์อีกด้วย

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดคืออะไร

เมื่อทำการเทรดในตลาดการเงินของโลก เป็นหน้าที่ของเทรดเดอร์ที่จะต้องตัดสินใจว่าจะซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือว่าจะยังไม่เข้าเทรด ซึ่งเครื่องมือที่ช่วยเทรดเดอร์ในการตัดสินใจด้านการเทรดเหล่านี้ก็มีมากมายหลากหลายประเภทด้วยกัน โดยจะมีข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็น ตั้งแต่การวิเคราะห์ข่าวประกาศหรือข้อมูลพื้นฐานบริษัท, การแจ้งเตือนความผิดปกติทางสถิติโดยใช้คลังข้อมูลย้อนหลัง หรือแค่เพียงใช้การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคในการศึกษาพฤติกรรมที่ผ่านมาของผู้ซื้อขายในตลาดโดยใช้กราฟราคา

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดจะถูกใช้เพื่อรวบรัดขั้นตอนในการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ให้ตรงจุดขึ้นด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์หรือหลักการหนึ่ง ๆ ขึ้นมาใช้ทำการตัดสินใจเทรด อย่างไรก็ตามกลยุทธ์และเทคนิคการเทรดจำนวนละลานตาที่มีอยู่นั้นอาจจะมากมายเกินไปสำหรับเทรดเดอร์ แม้ว่าจะเป็นเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์โชกโชนแค่ไหนก็ตามก็สับสนได้เช่นกัน

องค์ประกอบของกลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่มีประสิทธิภาพนั้นควรจะประกอบไปด้วยขั้นตอนในการตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานของข่าวประกาศ, ภาพรวม ๆ และการทำนายแนวโน้มตลาด (เทรนด์) ที่กำลังจะเกิดขึ้น, อินดิเคเตอร์สำหรับการเทรดที่ช่วยในการตัดสินใจซื้อและขายหุ้น, หลักเกณฑ์ในการกำหนดขนาดการเทรด หรือการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตทั้งหมด องค์ประกอบแต่ละตัวจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภทของกลยุทธ์เทคนิคการเทรดและสไตล์การเทรดที่เทรดเดอร์เลือกใช้ ซึ่งคุณจะได้เรียนรู้ในตัวอย่างกลยุทธ์เทคนิคการเทรดต่อไปในเนื้อหาด้านล่างนี้

ตลาดการเงินแบบไหนที่ดีที่สุดในการใช้กลยุทธ์เทคนิคการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ก่อนที่เราจะไปเรียนรู้กลยุทธ์เทคนิคการเทรดประเภทต่าง ๆ ที่คุณเลือกใช้ได้ คุณควรจะต้องรู้ก่อนว่าตลาดแบบไหนที่ดีที่สุดสำหรับการใช้กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแต่ละแบบ เนื่องจากกลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่มีประสิทธิภาพนั้นเป็นการรวบรวมเอาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่าง ๆ มาช่วยในการตัดสินใจเทรด ดังนั้นกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแต่ละแบบก็สามารถปรับแต่งได้ตามลักษณะของตลาดที่ทำการเทรดนั่นเอง

นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ถึงเลือกใช้กลยุทธ์เทคนิคการเทรดหลาย ๆ แบบในการเทรดตราสารในตลาดการเงินที่ต่างกันไป อาทิเช่น

  • Forex
  • หุ้น
  • สินค้าโภคภัณฑ์
  • ดัชนี
  • คริปโตเคอเรนซี่

แม้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลากหลายประเภทที่สามารถใช้เทรดตราสารต่าง ๆ ในตลาดได้ แต่วิธีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากก็คือการเทรด CFD หรือ Contracts for Difference (สัญญาซื้อขายส่วนต่าง) เมื่อเทรด CFD เทรดเดอร์จะสามารถเก็งกำไรจากการขึ้นลงของราคาได้โดยไม่ต้องครอบครองหลักทรัพย์นั้นจริง ๆ และยังมีข้อดีอีกหลายประการจากการเทรดด้วยวิธีนี้ อาทิเช่น

  • เลเวอเรจ - ลูกค้ารายย่อยสามารถเทรดได้มากถึง 30 เท่าของวงเงินลงทุน และเทรดเดอร์ที่ถูกจัดประเภทเป็นลูกค้ามืออาชีพจะสามารถเทรดได้มากถึง 500 เท่าของวงเงินในบัญชี
  • เทรดในทิศทางใดก็ได้ - สามารถเทรด long (ซื้อ) หรือ short (ขาย) ก็ได้เพื่อทำกำไรในสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
  • เข้าถึงตลาดการเงินของโลกได้ - เทรดได้ทั้งตลาด Forex, ตลาดหุ้นหลัก ๆ ของโลก, ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดดัชนีหุ้นหลัก ๆ ของโลก
การเทรด CFD นั้นมีประโยชน์ต่อรูปแบบการเทรดและกลยุทธ์เทคนิคการเทรดส่วนใหญ่ ซึ่งคุณจะได้เรียนรู้ในบทต่อไป และยังสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทบัญชี CFD ต่าง ๆ ได้ที่นี่ แต่ตอนนี้เรามาดูประเภทกลยุทธ์เทคนิคการเทรดประเภทต่าง ๆ กันก่อนดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง


6 ประเภทหลัก ๆ ของกลยุทธ์เทคนิคการเทรด

เทคนิคการเทรดและกลยุทธ์การเทรดนั้นมีหลากหลายประเภทให้เลือกใช้ ถึงแม้ว่าจำนวนของกลยุทธ์เทคนิคการเทรดเหล่านี้จะมีมากมายจนทำให้สับสน แต่นี่ก็ยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนจากทุกพื้นเพและชนชั้นเข้าไปทำการซื้อขายเก็งกำไรในตลาดการเงินนั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็นการเทรดระยะสั้น การเทรดระยะยาว หรือการลงทุนทั่วไปก็ตาม เทคนิคและวิธีที่เห็นส่วนใหญ่ก็มักจะถูกจัดประเภทเป็นกลยุทธ์เทคนิคการเทรดหลัก ๆ ได้ดังนี้

1. กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบเดย์เทรด (Day Trading Strategies)

เดย์เทรดนั้นเป็นรูปแบบการเทรดที่เทรดเดอร์ทำการซื้อและขายหลักทรัพย์หลาย ๆ ครั้งภายในวันเดียว และมักจะทำการปิดสัญญาซื้อขายเพื่อออกจากตลาดภายในวันนั้น อันที่จริงแล้วถือว่ามีโอกาสน้อยมากที่เดย์เทรดเดอร์จะถือสถานะสัญญาแบบข้ามคืนหรือหลาย ๆ วัน กรอบเวลาของกราฟราคาที่นิยมใช้กันมากที่สุดในกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบเดย์เทรดคือ 4-ชั่วโมง, 1-ชั่วโมง, 30-นาที และ 15-นาที

เทรดเดอร์มือใหม่มักเลือกที่จะเทรดแบบเดย์เทรดกันเสียเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเห็นโอกาสที่จะทำกำไรได้หลาย ๆ ครั้งภายในหนึ่งวัน แม้ว่าการเทรดแบบเดย์เทรดดูเหมือนจะทำกำไรได้ไม่น้อย แต่ก็เป็นกลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่ฝึกให้เก่งได้ยาก และยังเสี่ยงที่จะขาดทุนก้อนใหญ่หากยังฝึกฝนไม่มากพออีกด้วย จริง ๆ แล้วการตัดสินใจลงทุนทางการเงินที่มีความเสี่ยงสูงหลาย ๆ รายการภายในระยะเวลาสั้นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ นอกเสียจากว่าเทรดเดอร์คนนั้น ๆ จะผ่านการฝึกฝนและเตรียมตัวมาอย่างดีแล้วเท่านั้น

วิธีสร้างกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบเดย์เทรด

แม้ว่าการเทรดแบบเดย์เทรดจะไม่ง่ายนัก แต่ก็สามารถเรียนรู้เทคนิคการเทรดและฝึกฝนกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบเดย์เทรดจนเก่งกาจได้ ไม่ว่าจะเป็นการเทรดหุ้นแบบเดย์เทรดหรือการเทรด Forex แบบเดย์เทรดก็ตามต่างก็มีปัจจัยหลัก ๆ ในการสร้างกลยุทธ์การเทรดแบบเดย์เทรด อาทิเช่น

  1. คุณจะเทรดในตลาดแบบไหน หลาย ๆ คนมักจะเน้นไปที่การเทรดหุ้นแบบเดย์เทรด แต่เทคนิคการเทรดแบบเดย์เทรดนั้นสามารถใช้ได้ในตลาดหลักไหนก็ได้ เนื่องจากเดย์เทรดเดอร์จะต้องทำการเทรดหลาย ๆ รายการซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงของราคาในระยะเวลาสั้น ๆ ดังนั้นการเลือกเทรดในตลาดที่มีค่าคอมมิชชั่นและค่าสเปรดต่ำจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
  2. กรอบเวลาที่จะเทรดเป็นแบบใด ในการเทรดแบบเดย์เทรดนั้นมีกรอบระยะเวลาให้เลือกหลายแบบ การเลือกกรอบเวลาที่เหมาะกับตัวคุณมากที่สุด จะทำให้คุณคุ้นเคยกับรูปแบบการเคลื่อนที่ของราคาได้ดีขึ้น
  3. จะใช้เครื่องมือใดในการเข้าเทรดและออกจากการเทรด ในการเรียนรู้การเทรดแบบเดย์เทรดนั้น จะมีอินดิเคเตอร์ช่วยในการเทรดหลากหลายตัวให้คุณได้เลือกใช้ ให้เลือกแค่ 1 หรือ 2 ตัวที่คุณรู้วิธีใช้งานจริง ๆ เท่านั้น
  4. วงเงินที่จะยอมเสี่ยงต่อหนึ่งเทรดมากเท่าไหร่ ขนาดการเทรดและการบริหารความเสี่ยงถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการเทรด เพราะคุณคงไม่อยากเอาเงินไปเสี่ยงกับการเทรดมากเกินไปเมื่อมีแนวโน้มว่าจะเกิดการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบเดย์เทรด

กราฟเดย์เทรดคู่สกุลเงิน aud/usd

คำสงวนสิทธิ์: กราฟราคาของตราสารการเงินที่ปรากฏในบทความนี้ถูกใช้เพื่อแสดงตัวอย่างและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือคำชักชวนให้ซื้อหรือขายตราสารการเงินใด ๆ โดย Admiral Markets (CFD, ETF, หุ้น) ผลตอบแทนการลงทุนในอดีตไม่ใช่ตัวบ่งชี้ผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

กราฟตัวอย่างด้านบนมีการแสดงพฤติกรรมราคาในตลาดหนึ่งตลอดช่วงระยะเวลาการเทรด 2 วัน การจดบันทึกกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบเดย์เทรดนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเดย์เทรดเดอร์จะต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงของราคาหลาย ๆ ครั้งอย่างไม่มีแบบแผนซึ่งก่อให้เกิดสภาวะตลาดและเทรนด์ของตลาดหลากหลายรูปแบบ (เทรนด์ขาขึ้น, เทรนด์ขาลง และ sideways ที่กราฟราคาเคลื่อนไหวในแนวราบ) โดยแต่ละรูปแบบก็จะต้องใช้กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบเดย์เทรดที่ต่างกันไป

อินดิเคเตอร์สำหรับการเทรดอย่างเช่นเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (moving averages) ได้รับความนิยมในหมู่เดย์เทรดเดอร์เนื่องจากสามารถนำมาใช้ในการแยกแยะระหว่างสภาวะตลาดต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ ลองมาใส่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ลงไปในกราฟราคาที่ด้านบนอย่างที่เดย์เทรดเดอร์มักจะทำกันดู

กราฟเดย์เทรดคู่สกุลเงิน aud/usd

เส้นสีน้ำเงินนั้นแสดงถึงเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 20 วัน เมื่อทำการสร้างกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบเดย์เทรด เทรดเดอร์จะสามารถใช้ข้อมูลนี้มากำหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการเทรดได้ดังนี้

  • เกณฑ์ที่ 1: เมื่อราคาขยับทะลุขึ้นไปสูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ให้ดูแค่จุดที่จะเปิดสถานะ long หรือซื้อเท่านั้น
  • เกณฑ์ที่ 2: เมื่อราคาดิ่งลงไปต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ให้ดูแค่จุดที่จะเปิดสถานะ short หรือขายเท่านั้น

หลักเกณฑ์ 2 อย่างนี้จะช่วยรวบรัดข้อมูลให้ตรงจุดเพื่อใช้ในการตัดสินใจลงทุนแบบเดย์เทรด จำนวนหลักเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นในกลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่มีประสิทธิภาพหนึ่ง ๆ นั้นจะแตกต่างกันไป อย่างเช่นในตัวอย่างข้างต้นนี้ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ได้ช่วยในการหาทิศทางการเทรด แต่อย่างไรก็ดี เทรดเดอร์ยังต้องพิจารณาเงื่อนไขอื่น ๆ ในการหาเวลาเข้าและออกจากตลาด รวมไปถึงขนาดการเทรดและการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวมทั้งหมดด้วย

คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบละเอียดยิ่งขึ้นในส่วนที่กล่าวถึงกลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex, หุ้น, สินค้าโภคภัณฑ์ และดัชนี หลังจากที่เราได้อธิบายถึงประเภทกลยุทธ์เทคนิคการเทรด 6 ประเภทหลัก ๆ เสร็จแล้ว ต่อจากนี้เราจะกล่าวถึงกลยุทธ์เทคนิคการเทรดประเภทที่ 2 - สวิงเทรด

2. กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบสวิงเทรด (Swing Trading Strategies)

สวิงเทรด (Swing Trading) คืออะไร สวิงเทรดก็คือวิธีการที่เทรดเดอร์เข้าซื้อขายหลักทรัพย์โดยมีการถือสถานะสัญญาเป็นเวลาหลาย ๆ วันหรืออาจจะเป็นสัปดาห์ก็ได้ในบางกรณี เทรดเดอร์แบบสวิงเทรดหรือที่รู้จักกันว่าเป็นนักเทรดตามแนวโน้ม (Trend-following trader) มักจะใช้กราฟราคารายวันในการเข้าเทรดซึ่งมีความสอดคล้องกับเทรนด์ของตลาดโดยรวม

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบสวิงเทรดบางแบบจะใช้เพียงการวิเคราะห์ทางเทคนิคของกราฟราคาสำหรับการตัดสินใจเข้าเทรด แต่ตามปกติแล้วกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบสวิงเทรดจะใช้ข้อมูลพื้นฐาน หรือการวิเคราะห์หลาย ๆ กรอบเวลาด้วย เนื่องจากต้องใช้รายละเอียดที่มากขึ้นมาช่วยในการวิเคราะห์สำหรับการเทรดที่ต้องถือสถานะสัญญาเป็นเวลาหลายวันหรือนานกว่านั้น

ตัวอย่างกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบสวิงเทรด

หนึ่งในเทคนิคการเทรดที่ได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษสำหรับสวิงเทรดก็คือการใช้อินดิเคเตอร์ ซึ่งก็มีหลายตัวที่สามารถใช้ได้ โดยแต่ละตัวก็จะมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป แล้วอินดิเคเตอร์ตัวไหนละที่ดีที่สุดสำหรับสวิงเทรด เทรดเดอร์แบบสวิงเทรดส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้ Stochastic Oscillator, MACD หรือ Relative Strength Index (RSI) ในการระบุแนวโน้มทิศทางของราคา

สุดท้ายแล้วอินดิเคเตอร์ที่ดีที่สุดสำหรับสวิงเทรดก็คือตัวที่คุณได้ทำการทดสอบและเรียนรู้วิธีการใช้งานจนคุ้นเคยเป็นอย่างดีแล้วนั่นเอง ลองมาดูตัวอย่างกราฟสวิงเทรดต่อไปนี้กัน

กราฟรายวันแบบ Hedging

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบสวิงเทรดส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่

  1. กราฟแท่งหรือกราฟแท่งเทียนแบบรายวัน หมายถึงกราฟแท่งหรือกราฟแท่งเทียนแต่ละแท่งจะแสดงถึงมูลค่าการเทรดในหนึ่งวัน
  2. ตัวค้นหาเทรนด์ (Trend filter) จากตัวอย่างกราฟข้างต้น มีการใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 50 วันเป็นตัวค้นหาเทรนด์ โดยมีเส้นสีแดงที่เคลื่อนผ่านแท่งราคาเป็นตัวบ่งชี้
  3. อินดิเคเตอร์ดู overbought และ oversold จากตัวอย่างกราฟข้างต้น มีการใช้อินดิเคเตอร์ Stochastic Oscillator ในการหาสัญญาณซื้อมากเกินไป (overbought) และขายมากเกินไป (oversold) ซึ่งจะพบได้ที่ด้านล่างของกราฟราคา

เนื่องจากกลยุทธ์เทคนิคการเทรดนั้นเป็นเพียงแค่หลักการหรือวิธีการที่ช่วยเทรดเดอร์ในขั้นตอนการตัดสินใจลงทุน จึงสามารถใช้องค์ประกอบ 3 อย่างที่กล่าวมาข้างต้นในการสร้างกลยุทธ์เทคนิคการเทรดขึ้นมาได้ ตัวอย่างเช่น

  • เกณฑ์ที่ 1: เมื่อราคาขยับทะลุขึ้นไปสูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ให้เปิดสถานะ long หรือซื้อเท่านั้น เมื่อราคาตลาดดิ่งลงไปต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ให้เปิดสถานะ short หรือขายเท่านั้น
  • เกณฑ์ที่ 2: ทำการเปิดสถานะ long เมื่ออินดิเคเตอร์ Stochastic Oscillator ดิ่งลงไปต่ำกว่า 20 เท่านั้น ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่ามีการขายมากเกินไป (oversold) และทำการเปิดสถานะ short เมื่ออินดิเคเตอร์ Stochastic Oscillator ทะลุขึ้นไปสูงกว่า 80 เท่านั้น ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่ามีการซื้อมากเกินไป (overbought)

หลักเกณฑ์พื้นฐาน 2 ข้อนี้จะช่วยเทรดเดอร์ในการหาจุดเข้าเทรดซึ่งแสดงโดยกล่องสีเหลืองในกราฟราคาด้านล่างนี้

กราฟรายวันแบบ Hedging

หลักเกณฑ์ง่าย ๆ ดังที่ได้กล่าวมานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเทรดตามเทรนด์และหาจังหวะเวลาที่จะเข้าเทรดได้ แน่นอนว่ากลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบสวิงเทรดที่เหมาะสมจะต้องมีการใส่หลักเกณฑ์เพิ่มเติมเพื่อระบุรูปแบบของแท่งกราฟ หรือระบุระดับแนวรับและแนวต้านในการหาจุดราคาที่จะเข้าเทรด รวมถึงการวางคำสั่งหยุดขาดทุนด้วย นอกจากนี้ยังต้องมีการวิเคราะห์กรอบเวลาที่ยาวนานขึ้นเพื่อหาระดับทำกำไร เนื่องจากเทรดเดอร์แบบสวิงเทรดนั้นมักจะถือสถานะสัญญาซื้อขายเป็นเวลาหลายวันหรือมากกว่านั้น

ถ้าหากคุณเลือกใช้อินดิเคเตอร์ที่เหมาะสมกับสวิงเทรด ก็จะช่วยจัดระบบกลยุทธ์เทคนิคการเทรดโดยรวมได้เป็นอย่างดี ทำให้ไม่ต้องมานั่งสับสนว่าอินดิเคเตอร์ตัวไหนบ่งชี้อะไรบ้าง การเตรียมตัวให้พร้อมจึงเป็นกุญแจสู่การเทรดให้ประสบความสำเร็จ

3. กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบ Position (Position Trading Strategy)

การเทรดแบบ Position หรือ Position Trading นั้นเป็นสไตล์การเทรดที่เทรดเดอร์จะทำการซื้อขายหลักทรัพย์แบบระยะยาวซึ่งมีการถือสถานะสัญญายาวนานหลาย ๆ สัปดาห์หรือเป็นเดือน ๆ เทรดเดอร์ที่เทรดแบบ Position Trading นั้นมักจะใช้ข้อมูลจากกราฟรายวัน, รายสัปดาห์ และรายเดือนผนวกเข้ากับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานบางประเภทมาช่วยในการตัดสินใจลงทุน จุดสำคัญก็คือเทรดเดอร์แบบ Position Trading นั้นเป็นนักลงทุนที่มุ่งหวังผลกำไร (active investor) โดยจะไม่ค่อยให้ความสนใจกับการขึ้นลงของราคาตลาดในระยะสั้น ๆ และจะมีการถือสถานะสัญญาซื้อขายในระยะเวลาที่ค่อนข้างนาน

จุดสำคัญที่เทรดเดอร์แบบ Position Trading จะมองหาก็คือผลตอบแทนที่ได้จากการเก็งกำไรนั่นเอง โดยทั่วไปแล้วเทรดเดอร์แบบ Position Trading นั้นจะทำการถือสถานะสัญญาซื้อขายเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน จึงทำให้มักจะต้องเทรดเสียจำนวนเล็กน้อยหลาย ๆ ครั้งก่อนที่จะทำกำไรครั้งใหญ่ได้ในทีเดียว ซึ่งการเทรดแบบนี้ทำให้เทรดเดอร์แบบ Position Trading ต้องเสี่ยงเสียเงินทุนเล็กน้อยต่อการเทรดหนึ่งรายการเพื่อเพิ่มความถี่ของปริมาณการเทรดซึ่งเป็นการกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงลงนั่นเอง

ตัวอย่างกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบ Position Trading

กราฟรายวันของ Amazon

กราฟของสไตล์การเทรดแบบ Position Trading ส่วนใหญ่ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่

  1. กราฟรายวัน ใช้กรอบเวลาแบบรายวันหรือแบบตัวอย่างด้านบน (รายสัปดาห์ หรือรายเดือน)
  2. ตัวค้นหาเทรนด์ (Trend filter) จากตัวอย่างกราฟข้างต้น มีการใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 100 วันเป็นตัวค้นหาเทรนด์ โดยมีเส้นสีส้มที่เคลื่อนผ่านแท่งราคาเป็นตัวบ่งชี้
  3. อินดิเคเตอร์ Trend reversal momentum (วัดแรงเหวี่ยงราคาในจุดกลับตัวของเทรนด์) จากตัวอย่างกราฟข้างต้น มีการใช้อินดิเคเตอร์ MACD Oscillator เพื่อวัดแรงเหวี่ยงของราคาซึ่งจะพบได้ที่ด้านล่างของกราฟราคา

เนื่องจากกลยุทธ์เทคนิคการเทรดนั้นเป็นเพียงแค่หลักการหรือวิธีการที่ช่วยเทรดเดอร์ในขั้นตอนการตัดสินใจลงทุน จึงสามารถใช้องค์ประกอบ 3 อย่างที่กล่าวมาข้างต้นในการสร้างกลยุทธ์เทคนิคการเทรดขึ้นมาได้ ตัวอย่างเช่น

  • เกณฑ์ที่ 1: เมื่อราคาขยับทะลุขึ้นไปสูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ให้เปิดสถานะ long หรือซื้อเท่านั้น เมื่อราคาตลาดตกลงไปต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ให้เปิดสถานะ short หรือขายเท่านั้น
  • เกณฑ์ที่ 2: ทำการเปิดสถานะ long เมื่ออินดิเคเตอร์ MACD Oscillator อยู่เหนือ 0 เท่านั้น ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าเกิดแรงเหวี่ยงของราคาในทิศทางขาลง (bullish) และทำการเปิดสถานะ short เมื่ออินดิเคเตอร์ MACD Oscillator ดิ่งลงไปต่ำกว่า 0 เท่านั้น ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าเกิดแรงเหวี่ยงของราคาในทิศทางขาขึ้น (bearish)

ในตัวอย่างกราฟข้างต้น ช่วงเวลาที่เกณฑ์ทั้งสองเกณฑ์จะมาบรรจบกันคือราคาขยับขึ้นไปสูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 100 วัน และ อินดิเคเตอร์ MACD Oscillator อยู่เหนือ 0 ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึง Trending period ที่ยาวที่สุด อย่างไรก็ดี เทรดเดอร์ยังต้องหาจังหวะเวลาที่เหมาะที่สุดในการส่งคำสั่งเทรด และถึงแม้ว่าจะทำได้อย่างถูกต้องทุกขั้นตอนแล้วก็ตาม แรงเหวี่ยงของราคาอาจเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามก็ได้ซึ่งส่งผลให้เทรดเสียนั่นเอง

แต่ถึงอย่างไรสภาวะตลาดเป็นเทรนด์ในระยะยาวนี่แหละที่เทรดเดอร์แบบ Position Trading พยายามมองหาในการตัดสินใจลงทุน

4. กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบอัตโนมัติ (Algorithmic Trading Strategies)

Algorithmic Trading คือวิธีการเทรดที่เทรดเดอร์จะใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการเทรด ซึ่งเทรดเดอร์จะเขียนรหัสให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทำงานตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเทรดที่กำหนด Algorithmic Trading ยังรู้จักกันในชื่ออื่น ๆ อย่างเช่น Algo Trading, Automated Trading, Black-box Trading หรือ Robot Trading

เทคนิคการเทรดแบบ Algo Trading นั้นจะพยายามใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของราคาเพียงเล็กน้อยแต่ถี่ ๆ หลาย ๆ ครั้ง เทรดเดอร์มือใหม่หลาย ๆ คนมักจะถูกชักชวนให้เทรดด้วยกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบ Algorithmic Trading ที่ช่วยทำการเทรดในเวลาที่ไม่อาจทำการเทรดด้วยตนเองได้ แต่การหวังผลกำไรจากการใช้ระบบเทรดอัตโนมัติเช่นนี้ก็มักจะนำไปสู่เคสหลอกลวงหลาย ๆ เคส จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

แม้ว่าเทคนิคการเทรดแบบ Algo Trading มักจะนำไปสู่ความล้มเหลวเสียมากกว่าการประสบความสำเร็จในการเทรด แต่ก็มีเทรดเดอร์จำนวนไม่น้อยที่รู้จักใช้ประโยชน์จาก Algorithmic Trading ควบคู่ไปกับการเทรดด้วยตนเอง ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเทรดเสียน้อยลง เทรดเดอร์หลาย ๆ คนจะใช้อัลกอริธึมในการลงทุนหรือในตลาดหุ้นเพื่อช่วยหาปัจจัยพื้นฐาน หรือปัจจัยทางเทคนิคสำหรับสร้างเทคนิคการเทรดของตนเอง

อัลกอริธึมนั้นจะทำหน้าที่เป็นเหมือนกับเครื่องสแกนหาตลาดที่มีแนวโน้มจะทำกำไรได้ ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถจดจ่ออยู่กับการวิเคราะห์กราฟราคาเป็นหลักโดยใช้กลยุทธ์และเทคนิคการเทรดของตนเอง

5. กลยุทธ์เทคนิคการเทรดตามฤดูกาล (Seasonal Trading Strategies)

การเทรดตามฤดูกาล (Seasonal Trading) เป็นการเทรดบนความเป็นไปได้ที่จะเกิดเทรนด์ (แนวโน้ม) เดิมซ้ำอีกในช่วงเวลาเดียวกันของทุกปี ตลาดการเงินหลาย ๆ ตลาดมักจะมีพฤติกรรมประจำฤดูกาลซึ่งเป็นไปตามสภาพอากาศ, ประกาศด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล และการประกาศรายได้ขององค์กร

เทรดเดอร์ที่เทรดตามฤดูกาลจะใช้รูปแบบตามฤดูกาลของทุก ๆ ปีเหล่านี้เป็นข้อมูลทางสถิติในการเลือกเทรด ดังนั้นถึงแม้ว่าการเทรดตามฤดูกาลจะไม่ใช่การซื้อหรือขายโดยเฉพาะ แต่รูปแบบเวลาตามฤดูกาลนั้นก็ทำให้เทรดเดอร์สามารถมองเห็นภาพโดยรวมที่ต้องการสำหรับกลยุทธ์และเทคนิคการเทรดของตน

เทคนิคการเทรดด้วยกลยุทธ์การลงทุนตามฤดูกาล

หนึ่งในรูปแบบเทคนิคการลงทุนตามฤดูกาลที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และยังถูกใช้เป็นเทคนิคการเทรดหุ้นยอดนิยมด้วยเช่นกัน นั่นก็คือคำกล่าวตั้งแต่สมัยโบราณที่ว่า 'Sell in May and Go Away' ซึ่งอธิบายได้ดีถึงการเทรดตามฤดูกาลที่ตลาดหุ้นจะมีความอ่อนแอหรือมีมูลค่าลดลงในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนตุลาคมของทุกปี

จากวารสารการวิเคราะห์ด้านการเงินในปีพ.ศ. 2556 มีกรณีศึกษาหนึ่งที่ทำการสังเกตปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงระหว่างปีพ.ศ. 2541 ถึงปีพ.ศ. 2555 ซึ่งผลตอบแทนของหุ้นในเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายนนั้นสูงกว่าในเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าสภาวะตลาดจะไม่ดีในช่วงระยะเวลาฤดูร้อนเสมอไป

อย่างไรก็ดี การสังเกตการณ์ดังกล่าวก็ยังพบว่ามีอีกหนึ่งกลยุทธ์เทคนิคการเทรดหุ้นตามฤดูกาลที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน นั่นก็คือปรากฏการณ์ 'Santa Claus Rally' ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ตลาดหุ้นจะเปลี่ยนเป็นขาขึ้นในช่วงระหว่าง 5 วันทำการสุดท้ายของปีและ 2 วันทำการแรกของปีของตลาดหุ้น สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้ให้ขึ้นใจก็คือการเทรดตามฤดูกาลแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรมากในเทคนิคการเทรดเลย เทรดเดอร์ที่เทรดตามฤดูกาลยังต้องมองหาอินดิเคเตอร์และเครื่องมืออื่น ๆ มาช่วยเสริมในการหาตลาดที่มีทิศทางที่ชัดเจนในการเทรด และไม่พึ่งเพียงแค่การวิเคราะห์อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

6. เทคนิคการเทรดกับกลยุทธ์การลงทุน (Investing Strategies)

กลยุทธ์การลงทุนและเทคนิคการเทรดนั้นมีความเหมือนกันอยู่ค่อนข้างมากแต่จะมีข้อแตกต่างกันอยู่ประการหนึ่ง คือกลยุทธ์การลงทุนถูกออกแบบมาเพื่อให้นักลงทุนได้ถือสถานะสัญญาซื้อขายในระยะยาว ในขณะที่เทคนิคการเทรดถูกออกแบบมาสำหรับการวางสถานะสัญญาซื้อขายระยะสั้นนั่นเอง

กลยุทธ์การลงทุนส่วนใหญ่จะถูกออกแบบมาสำหรับใช้ในการลงทุนในหุ้น เนื่องจากตามทฤษฎีแล้ว การเข้าซื้อหุ้นของบริษัทที่มีกำไรจะมีโอกาสที่ราคาจะปรับขึ้นได้เรื่อย ๆ แบบไม่มีขีดจำกัด และเมื่อซื้อหุ้นจากบริษัทที่เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์จะมีขีดจำกัดของราคาที่มีโอกาสจะปรับตัวลง อย่างไรก็ดี ถ้าหากบริษัทนั้น ๆ เกิดล้มละลายขึ้นมาก็หมายความว่านักลงทุนนั้น ๆ ก็ต้องเสียเงินลงทุนทั้งหมดตามไปด้วยเช่นกัน

เมื่อนักลงทุนจะกำหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการเทรดสำหรับกลยุทธ์การลงทุนของตน เป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีการลองเลียนแบบรูปแบบราคาของบริษัทเด่น ๆ อย่าง Amazon หรือ Facebook มาทดสอบ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียวเพราะยังมีบริษัทอื่น ๆ อีกมากมายที่นักลงทุนพยายามจะลงทุนโดยใช้สไตล์การเทรดเฉพาะ อาทิเช่น

  • การลงทุนเน้นหุ้นโตเร็ว (Growth Investing) วิธีการสำหรับกลยุทธ์นี้จะเน้นไปที่การลงทุนในหุ้นที่มีการเติบโตเร็วโดยจะมองหาหุ้นตัวที่มีแนวโน้มที่จะเติบโตได้มากที่สุด ถ้าจะให้พูดง่าย ๆ ก็คือการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่อยู่ในช่วงอิ่มตัวของวัฏจักรธุรกิจของตน ยกตัวอย่างเช่นหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีนั้นดูจะดึงดูดนักลงทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นที่เติบโตเร็ว เนื่องจากบริษัทประเภทนี้มักจะเข้าตลาดหุ้นเพื่อระดมเงินทุนเพื่อให้บริษัทนั้นเติบโตมากขึ้น
  • การลงทุนเน้นหุ้นคุณค่า (Value Investing) วิธีการสำหรับกลยุทธ์นี้จะเน้นไปที่การลงทุนในหุ้นคุณค่า คือจะมองหาหุ้นที่ 'คุ้มค่า' กับเงินลงทุนมากที่สุด หุ้นโตเร็วนั้นมักจะมีราคาสูงเนื่องจากมีแนวโน้มที่จะทำกำไรได้มากขึ้นในอนาคต แต่สำหรับหุ้นคุณค่านั้นจะเป็นหุ้นของบริษัทที่มีราคาหุ้นต่ำ เนื่องจากมีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับบริษัท หรือบริษัทมีการบริหารจัดการที่ไม่ค่อยดี โดยนักลงทุนประเภทนี้มักจะรอให้สถานการณ์ของบริษัทเปลี่ยนแปลงและเข้าลงทุนซื้อขายทันทีเมื่อสถานการณ์ของบริษัทกลับมาดีขึ้น

หากคุณกำลังคิดจะลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อสร้างพอร์ต คุณจะต้องมีผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดมาใช้ในการเทรด และหนึ่งในผลิตภัณฑ์นั้นก็คือ Invest.MT5 ซึ่งให้คุณสามารถลงทุนในหุ้นและ ETF ในตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกทั้ง 15 แห่งด้วยแพลตฟอร์มเทรด MetaTrader 5 อีกทั้งยังเพิ่มประโยชน์อื่น ๆ ให้คุณอีกด้วย ทั้งข้อมูลตลาดแบบเรียลไทม์ฟรี, อัพเดตสภาวะตลาดแบบพรีเมียม, บริการรักษาบัญชีโดยไม่มีค่าธรรมเนียม, ค่าคอมมิชชั่นในการทำธุรกรรมต่ำ และบริการจ่ายเงินปันผล เพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างนี้ก็เริ่มเทรดได้เลย

ลงทุนในหุ้นและ ETF

ตอนนี้คุณก็คงพอเข้าใจใน 6 ประเภทหลัก ๆ ของกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแล้ว ต่อไปเราก็จะมาดูการใช้เทคนิคการเทรด Forex, หุ้น, สินค้าโภคภัณฑ์, ดัชนี และ CFD สำหรับปีนี้ แต่ก่อนที่เราจะไปเรียนรู้และเริ่มใช้เทคนิคการเทรดเหล่านี้แบบออนไลน์กัน สิ่งสำคัญที่สุดที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือแพลตฟอร์มเทรดที่เหมาะสมที่ให้คุณสามารถเข้าถึงเครื่องมือการเทรดที่ดีที่สุดนั่นเอง

แพลตฟอร์มเทรดที่ดีที่สุดสำหรับการเทรดออนไลน์ด้วยกลยุทธ์เทคนิคการเทรด

การเข้าถึงแพลตฟอร์มเทรดที่เสถียรและปลอดภัยนั้นถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับการเทรดในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ซึ่งแพลตฟอร์มเทรดที่ดีที่สุดจะต้องให้คุณสามารถดูกราฟราคาย้อนหลังของตราสารที่คุณกำลังเทรดอยู่ได้ รวมถึงให้ข้อมูลคำสั่งซื้อขายที่ส่งไป และบริหารจัดการเทรดของตนได้

ต้องขอบคุณเทคโนโลยีอันล้ำหน้าที่ทำให้ตอนนี้คุณสามารถใช้งานแพลตฟอร์มแสดงกราฟราคาและแพลตฟอร์มจัดการเทรดจากโบรกเกอร์ได้ทั้งหมดในที่เดียวด้วยแพลตฟอร์มเทรด MetaTrader จาก Admiral Markets ซึ่งประกอบไปด้วย

  • MetaTrader 4
  • MetaTrader 5
  • MetaTrader WebTrader
  • MetaTrader Supreme Edition (ปลั๊กอินที่สามารถปรับแต่งได้สำหรับ MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 ซึ่งสร้างขึ้นโดย Admiral Markets ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญการเทรดมืออาชีพ)

ตัวอย่างหน้าจอ MetaTrader 5

ตัวอย่างหน้าจอของแพลตฟอร์ม MetaTrader 5 จาก Admiral Markets เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2562

ด้วยแพลตฟอร์มที่กล่าวถึงในข้างต้น ทำให้คุณสามารถเทรดตราสารได้ทุกประเภทรวมถึงใช้กลยุทธ์เทคนิคการเทรดด้วย อาทิเช่น เทคนิคการเทรด Forex, กลยุทธ์การเล่นหุ้น, กลยุทธ์ CFD, กลยุทธ์เทรดสินค้าโภคภัณฑ์ และเทคนิคการเทรดดัชนี โดยคุณสามารถเข้าถึงตราสารได้มากกว่า 8,000 รายการ รวมทั้งข่าวประกาศต่าง ๆ และเครื่องมือเทรดขั้นสูงอีกด้วย

สิ่งสำคัญที่สุดของการใช้งานแพลตฟอร์มเหล่านี้ก็คือคุณสามารถเข้าถึงคลังขนาดใหญ่ของอินดิเคเตอร์สำหรับการเทรดซึ่งมีประโยชน์อย่างมากเมื่อต้องติดตามและปรับปรุงกลยุทธ์เทคนิคการเทรดต่าง ๆ ให้เหมาะกับตลาดแต่ละประเภท โดยคุณสามารถเข้าถึงอินดิเคเตอร์ยอดนิยมของโลกได้ฟรีบนทุกแพลตฟอร์ม MetaTrader จาก Admiral Markets อาทิเช่น

  • RSI Indicator
  • Bollinger Bands Indicator
  • MACD Indicator
  • Ichimoku Indicators
  • และอินดิเคเตอร์สำหรับการเทรดขั้นสูงอีกมากมาย

ที่ Admiral Markets เทรดเดอร์มืออาชีพยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับประสบการณ์การเทรดได้อีกโดยการเสริมความสามารถของแพลตฟอร์ม MetaTrader ด้วยปลั๊กอิน MetaTrader Supreme Edition ซึ่งทำให้เข้าถึงฟีเจอร์การใช้งานพิเศษเพิ่มเติมอย่างอินดิเคเตอร์ขั้นสูง อาทิเช่น เมทริกซ์สหสัมพันธ์ (correlation matrix) ที่ให้คุณเปรียบเทียบและหาความแตกต่างของคู่สกุลเงินต่าง ๆ และยังมีเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมอีกมากมาย อาทิเช่น หน้าต่าง Mini Trader ที่ให้คุณทำการเทรดได้บนหน้าต่างขนาดเล็กพร้อม ๆ ไปกับการทำกิจกรรมประจำวันของคุณในหน้าจอเดียว โดยคุณสามารถใช้งานฟีเจอร์เหล่านี้และอีกมากมายได้เพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างแล้วดาวน์โหลดไปใช้งานฟรีได้เลย

ดาวน์โหลด MetaTrader 5 Supreme Edition

ในเมื่อตอนนี้คุณสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มเทรดที่ดีที่สุดแล้ว ทีนี้ก็มาดูกลยุทธ์เทคนิคการเทรดออนไลน์ประเภทต่าง ๆ ที่มีการใช้ในหลาย ๆ ตลาดการเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดประจำปีนี้

เนื้อหาในส่วนนี้จะกล่าวถึงกลยุทธ์เทคนิคการเทรดรูปแบบต่าง ๆ ในตลาดการเงินต่าง ๆ ซึ่งต้องจำไว้ว่ากลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่มีประสิทธิภาพนั้นถูกออกแบบมาเพื่อรวบรัดข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนให้รวบรัดตรงจุดมากขึ้นด้วยการสร้างหลักเกณฑ์หรือวิธีการเพื่อเป็นแนวทางในการเทรดนั่นเอง

เทรดเดอร์มือใหม่ส่วนใหญ่มักจะมีความเชื่อว่ากลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่มีประสิทธิภาพนั้นคือเทคนิคที่ทำให้สามารถเทรดได้กำไร 100% และจะใช้เวลาทั้งหมดที่มีไปกับการค้นหาระบบเทคนิคการเทรดดังกล่าวให้เจอ แม้ว่าจะมีเว็บไซต์ที่โฆษณาชวนเชื่อว่ามี 'ระบบเทคนิคการเทรดที่ดีแบบไร้ที่ติ' ให้กับผู้ที่ยังมีความรู้ไม่มากพออยู่มากมายหลายเว็บไซต์ก็ตาม แต่จงรู้ไว้เลยว่าสิ่งนั้นมันไม่มีจริง

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่มีหลักการบริหารความเสี่ยงที่ดีและถูกต้องจะทำให้เทรดเดอร์ประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ต้องผ่านทั้งการเทรดเสียและเทรดได้หลาย ๆ ครั้งด้วยเช่นกัน อะไรก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในตลาด กลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่เราจะกล่าวต่อไปนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงโอกาสความเป็นไปได้หลากหลายโอกาสที่เทรดเดอร์จะต้องเจอ รวมไปถึงยังเป็นจุดเริ่มต้นในการกำหนดหลักเกณฑ์ในการเทรดที่มีความละเอียดและรอบคอบมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

งั้นไปเริ่มกันเลย!

กลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex

ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศถือเป็นตลาดที่มีความเหมาะสมกับกลยุทธ์เทคนิคการเทรดเกือบทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นเดย์เทรด (Day Trading), สวิงเทรด (Swing Trading), การเทรดแบบอัตโนมัติ (Algorithmic Trading) ฯลฯ เนื่องจากตลาด Forex นั้นเปิดทำการ 24 ชั่วโมงต่อวัน เป็นเวลา 5 วันต่อสัปดาห์ ทำให้ตลาด Forex เป็นตลาดที่มีสภาพคล่องที่สุดที่เปิดให้มีการซื้อขายได้

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดคู่สกุลเงิน EUR/USD

เนื่องจากตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราเปิดทำการตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตราสารประเภทสกุลเงินอย่าง EUR/USD จึงเกิดสภาวะตลาดหลาย ๆ สภาวะภายในช่วงเวลาสั้น ๆ ทั้งแนวโน้มราคาขาขึ้น (Uptrend), แนวโน้มราคาขาลง (Downtrend) และแนวโน้มราคาออกข้าง (Sideways) ซึ่งเป็นสาเหตุให้เทรดเดอร์บางคนเลือกใช้ Bollinger Bands ในกลยุทธ์เทคนิคการเทรดคู่สกุลเงิน EUR/USD ของตน

Bollinger Bands จะถูกใช้เพื่อบ่งชี้หาตลาดที่มีความเงียบเหงา และมักจะมีแนวโน้มราคาออกข้าง (Sideways) ในขณะเดียวกันก็มองหาตลาดที่มีความผันผวนของราคามากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะเป็นเทรนด์ในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง เครื่องมือ Bollinger Band จะประกอบด้วยเส้น 3 เส้น โดยเส้นตรงกลางคือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย (SMA) แบบ 20 วันใช้คำนวณหาค่าของเส้นบน (Upper Band) กับเส้นล่าง (Lower Band) เส้นสองเส้นดังกล่าวนี้เป็น 2 Standard Deviations (SD หรือค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) จากเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย (SMA) แบบ 20 วัน

เนื่องจากค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) นั้นเป็นการวัดหาความผันผวนของราคา ทำให้หลักเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นใน Bollinger Band จะเน้นไปที่การเคลื่อนไหวของเส้นบนและเส้นล่าง เช่น

  • เกณฑ์ที่ 1: เมื่อเส้นทั้งสองเส้นแยกขยายออกจากกันแสดงว่าตลาดมีความผันผวนมากขึ้นและอาจเริ่มเป็นเทรนด์
  • เกณฑ์ที่ 2: เมื่อเส้นทั้งสองเส้นบีบเข้าหากันแสดงว่าตลาดมีความผันผวนน้อยลงและมีแนวโน้มทิศทางราคาออกข้าง

ลองมาดูกราฟราคาในระยะเวลาหนึ่งชั่วโมงของคู่สกุลเงิน EUR/USD ที่มีการใช้อินดิเคเตอร์ Bollinger Bands กันสักหน่อย

กราฟคู่สกุลเงิน EUR/USE ที่ใส่ bollinger bands

กราฟราคาคู่สกุลเงิน EUR/USD แสดงให้เห็นว่าเส้น Bollinger Bands มีการบีบเข้าหากัน คำสงวนสิทธิ์: กราฟราคาของตราสารการเงินที่ปรากฏในบทความนี้ถูกใช้เพื่อแสดงตัวอย่างและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือคำชักชวนให้ซื้อหรือขายตราสารการเงินใด ๆ โดย Admiral Markets (CFD, ETF, หุ้น) ผลตอบแทนการลงทุนในอดีตไม่ใช่ตัวบ่งชี้ผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ในกราฟราคาข้างต้น เส้นสีเขียว 3 เส้นคืออินดิเคเตอร์ Bollinger Bands ส่วนกล่องสีเหลืองจะแสดงช่วงระยะเวลาที่เส้น Bollinger Bands มีการบีบตัวเข้าหากัน ในกรณีส่วนใหญ่แล้วพฤติกรรมราคาตลาดจะเป็นไปในทิศทางออกข้าง (Sideways) แต่อยู่ในช่วงระยะเวลาที่แตกต่างกัน โดยอาจมีช่วงระยะเวลาอื่น ๆ ที่ราคาตลาดออกข้าง (Sideways) แต่เส้น Bollinger Bands กลับไม่บีบตัวเข้าหากัน ซึ่งหมายความว่าส่วนใหญ่แล้วอินดิเคเตอร์มักจะเคลื่อนที่ช้ากว่าราคาตลาดจริง

ทีนี้ลองมาดูช่วงระยะเวลาที่เส้น Bollinger Bands ขยายออกจากกันดูบ้าง

กราฟคู่สกุลเงิน EUR/USE ที่ใส่ bollinger bands

กราฟราคาคู่สกุลเงิน EUR/USD แสดงให้เห็นว่าเส้น Bollinger Bands มีการขยายออกจากกัน

ในกราฟราคาข้างต้นนี้ กล่องสีฟ้าจะแสดงเวลาที่เส้น Bollinger Bands มีการขยายออกจากกัน ในกรณีส่วนใหญ่แล้วพฤติกรรมราคามีการฝ่าทะลุแนวรับ-แนวต้านที่ตั้งไว้เมื่อมีความผันผวนมากขึ้น และเคลื่อนที่ไปในในทิศทางที่เป็นเทรนด์ระยะสั้น ซึ่งจะมีราคาบางจุดขยับขึ้นและขยับลง เมื่อทิศทางราคาตามเทรนด์เหล่านี้มีการขยับของราคาที่มากขึ้น การใช้เส้น Bollinger Bands ที่ขยายออกจากกันมากำหนดหลักเกณฑ์สำหรับกลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex จะมีประโยชน์อย่างมาก

เนื่องจากเส้น Bollinger Bands เป็นตัววัดความผันผวนมากกว่าการบ่งบอกทิศทางของเทรนด์ เทรดเดอร์บางคนจึงมีการใส่ตัวค้นหาเทรนด์ (Trend filter) ลงไปในกลยุทธ์เทคนิคการเทรด Forex ที่ใช้ Bollinger Bands ด้วย อย่างเช่นเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะยาว เป็นต้น เพราะเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่หนึ่งจะแสดงราคาเฉลี่ยของแท่งกราฟราคาย้อนหลังจำนวนหนึ่ง ทำให้สามารถระบุทิศทางของราคาโดยรวมได้อย่างรวดเร็วซึ่งมีประโยชน์อยู่ไม่น้อย ตัวอย่างเช่น

  • เกณฑ์ที่ 3: เปิดสถานะซื้อหรือ long เท่านั้นเมื่อราคาทะลุขึ้นไปเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โพเนเชียล 200 (200 EMA)
  • เกณฑ์ที่ 4: เปิดสถานะขายหรือ short เท่านั้นเมื่อราคาดิ่งลงไปต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โพเนเชียล 200 (200 EMA)

เส้นสีส้มในกราฟราคาด้านล่างเป็นเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โพเนเชียล 200 (200 EMA) ซึ่งแสดงราคาเฉลี่ยของแท่งกราฟ 200 แท่งในช่วงที่ผ่านมา ในที่นี้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โพเนเชียลชี้ไปในแนวทแยงลง หมายความว่าโดยเฉลี่ยแล้วราคามีการขยับลงไปเรื่อย ๆ ช่วยให้เรารู้ได้ทันทีว่าเทรนด์โดยรวมเป็นอย่างไร

ส่วนกล่องสีเขียวแสดงถึงช่วงระยะเวลาที่เส้น Bollinger Bands มีการขยายตัวออกจากกัน และราคาดิ่งลงทะลุแนวรับ-แนวต้านที่ตั้งไว้ ซึ่งลงไปต่ำกว่า Bollinger Band เส้นล่างเสียอีก โดยขยับไปในทิศทางของเส้นค่าเฉลี่ยนเคลื่อนที่ระยะยาว

กราฟคู่สกุลเงิน EUR/USE ที่ใส่ bollinger bands

กราฟราคาคู่สกุลเงิน EUR/USD แสดงให้เห็นว่าเส้น Bollinger Bands มีการขยายออกจากกัน และราคาดิ่งทะลุลงไปต่ำกว่าเส้นล่างในทิศทางของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โพเนเชียล 200 (200 EMA)

เมื่อหลักเกณฑ์เพิ่มเติมที่กำหนดขึ้นส่งผลให้ปริมาณของโอกาสในการเทรดลดน้อยลง ก็อาจสรุปได้ว่ากลยุทธ์เทคนิคการเทรดนั้น ๆ มีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยรวบรัดข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนของเทรดเดอร์ให้ตรงจุดมากขึ้น ในขั้นนี้เทรดเดอร์อาจจะเพิ่มหลักเกณฑ์เข้าไปอีกอย่างเช่นหลักเกณฑ์ระบุราคาเข้าตลาด, ราคาหยุดขาดทุน, ราคาเป้าหมาย และขนาดการเทรดเพื่อรวบรัดข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนให้ตรงจุดยิ่งขึ้นไปอีกสำหรับโอกาสในการเทรดใด ๆ ที่จะทำต่อไป

อยากจะลองทดสอบกลยุทธ์เทคนิคการเทรดด้วยตัวเองดูไหม สำหรับเทรดเดอร์มืออาชีพ Admiral Markets มีบริการเทรด CFD ของคู่สกุลเงินมากกว่า 80 คู่ ทั้ง Forex คู่สกุลเงินหลัก, Forex คู่สกุลเงินรอง, Forex คู่สกุลเงินแปลกใหม่ และอื่น ๆ อีกมากมาย มาเปิดบัญชีเทรดจริงกับเราวันนี้ เพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง

เทรด Forex

กลยุทธ์การเล่นหุ้น

ตลาดหุ้นถือเป็นตลาดที่มีความเหมาะสมกับกลยุทธ์เทคนิคการเทรดเกือบทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์สวิงเทรด, กลยุทธ์การเทรดแบบ Position, เทคนิคการเทรดตามเทรนด์, เทคนิคเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ และกลยุทธ์การเทรดโดยดูพฤติกรรมตลาด เป็นต้น เนื่องจากนักลงทุนและผู้จัดการกองทุนมักจะซื้อหุ้นบริษัทเพื่อถือในระยะยาว โดยมุ่งหวังว่าราคาหุ้นนั้นจะสูงขึ้น และเทรนด์สำหรับตลาดนี้ก็มักจะอยู่ในระยะเวลาที่ยาวนานกว่า

ทั้งเทรดเดอร์และนักลงทุนต่างก็มีการลงทุนในตลาดหุ้นทั้งนั้น โดยใช้หลากหลายกลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่กล่าวไว้ข้างต้นมาช่วย นักลงทุนมักจะเข้าซื้อหุ้นจริงของบริษัท แต่เทรดเดอร์มักจะเทรด CFD หุ้นโดยใช้การคาดคะเนทิศทางการขยับของราคาหุ้น (เก็งราคาหุ้น) ซึ่งมีข้อดีอยู่บางประการ อย่างเช่นสามารถเทรดด้วยสถานะ long หรือ short ได้

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบ Position ในหุ้น Netflix

แม้ว่าจะสามารถเทรดหุ้นจากบริษัทเป็นพัน ๆ บริษัทได้ก็ตาม แต่การเลือกเทรดแต่หุ้นของบริษัทที่คุณรู้จักดีและมีการใช้งานหรือใช้บริการของบริษัทนี้อยู่เป็นประจำอยู่แล้วน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุด อย่างเช่นเทรดหุ้นของ Apple, Amazon, Facebook, Tesla หรือ Netflix เป็นต้น ถึงแม้ว่าเทรนด์ของหุ้นแต่ละตัวจะไม่เหมือนกัน แต่ก็มีส่วนที่เหมือนกันอยู่ไม่น้อย ซึ่งทำให้สามารถนำกลยุทธ์การเล่นหุ้นเพียงกลยุทธ์เดียว อาทิเช่นกลยุทธ์การเทรดแบบ Position มาใช้เทรดหุ้นระดับโลกได้หลากหลายตัว

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดหุ้น Netflix

กราฟราคาหุ้นของ Netflix ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2558 ถึงปีพ.ศ. 2562 คำสงวนสิทธิ์: กราฟราคาของตราสารการเงินที่ปรากฏในบทความนี้ถูกใช้เพื่อแสดงตัวอย่างและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือคำชักชวนให้ซื้อหรือขายตราสารการเงินใด ๆ โดย Admiral Markets (CFD, ETF, หุ้น) ผลตอบแทนการลงทุนในอดีตไม่ใช่ตัวบ่งชี้ผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ในขณะที่กราฟราคาหุ้นด้านบนเป็นหุ้นของบริษัท Netflix แต่ก็อาจจะมีหุ้นตัวอื่นที่มีรูปแบบราคาเหมือนกันก็ได้ เนื่องจากเทรนด์ของราคาหุ้นของบริษัทหนึ่ง ๆ มักจะมีระยะเวลาค่อนข้างนาน (ในกรณีที่มีแรงซื้อสูง) ทำให้เทรดเดอร์หลายคนเลือกใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โพเนนเชียล (EMA) มาช่วยทำกำไรในช่วงระยะเวลาของเทรนด์

หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โพเนนเชียล (EMA)ในกลยุทธ์การเล่นหุ้นก็คือมองหาจุดที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เร็วไปตัดกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ช้าบริเวณเหนือราคาจริงหรือในทางตรงกันข้าม เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เร็วจะอ้างอิงจากมูลค่าราคาหุ้นย้อนหลังที่น้อยกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ช้าซึ่งอ้างอิงจากมูลค่าหุ้นย้อนหลังที่มากกว่า โดยสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ได้ดังนี้

  • เกณฑ์ที่ 1: เปิดสถานะ long เมื่อเส้น 8 EMA ตัดกับเส้น 21 EMA เหนือราคาจริง
  • เกณฑ์ที่ 2: เปิดสถานะ short เมื่อเส้น 8 EMA ตัดกับเส้น 21 EMA ด้านล่างราคาจริง

ในกรณีนี้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เร็วคือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 8 วัน ส่วนเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ช้าคือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 21 วัน ตัวเลขทั้งสองตัวนี้เป็นตัวเลขฟิโบนัชชี (Fibonacci numbers) ซึ่งนิยมใช้กันอย่างมากในการซื้อขายตลาดการเงิน ลองมาดูกันสักนิดว่าค่าดังกล่าวมีรูปร่างเป็นอย่างไรในกราฟราคาหุ้น Netflix

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดหุ้น Netflix

กราฟราคาหุ้น Netflix ที่ใส่เส้น 8 EMA (เส้นสีน้ำเงิน) และเส้น 21 EMA (เส้นสีเหลือง) ลงไป

ในกราฟราคาด้านบน จะเห็นได้ว่ามีการตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เหนือราคาจริงอยู่หลายครั้งด้วยกัน ทั้งในตลาดขาขึ้นและขาลง ในบางกรณีราคาจะเป็นไปในทิศทางของเทรนด์อยู่ระยะหนึ่ง แต่ในบางกรณีราคาก็อาจจะเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกันข้ามก็ได้ ลองดูมาดูจุดตัดของเส้น EMA เพื่อจะได้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดหุ้น Netflix

กราฟราคาหุ้น Netflix ที่แสดงจุดตัดของเส้น 8 EMA (เส้นสีน้ำเงิน) กับเส้น 21 EMA (เส้นสีเหลือง)

เส้นแนวตั้งสีแดงแสดงจุดที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เร็วไปตัดกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ช้าที่ด้านล่างราคาจริง ส่วนเส้นแนวตั้งสีเขียวแสดงจุดที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เร็วไปตัดกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ช้าเหนือราคาจริง แล้วสิ่งเหล่านี้สามารถบอกอะไรเราได้บ้าง

  • ช่วงเวลาที่เส้น 8 EMA ตัดกับเส้น 21 EMA ด้านล่างราคาจริงนั้นเกิดขึ้นทั้งหมด 5 ครั้ง โดยมีเพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้นที่ราคาตลาดเป็นไปตามเทรนด์ตลาดขาลงเป็นระยะเวลานาน ข้อสังเกตหนึ่งของจุดตัดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ก็คือมันอาจทำให้คุณเข้าตลาดช้าเกินไป และอาจส่งสัญญาณผิดได้
  • ช่วงเวลาที่เส้น 8 EMA ตัดกับเส้น 21 EMA เหนือราคาจริงนั้นเกิดขึ้นทั้งหมด 5 ครั้ง โดยราคาตลาดเป็นไปตามเทรนด์ตลาดขาขึ้นเกือบตลอดเวลา ในกรณีเช่นนี้แหละที่เทรดเดอร์จะพยายามทำกำไรให้มากขึ้นจากเงินลงทุน

จุดตัดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการวางกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบ Position ที่มีความเหมาะสมกับเทคนิคการเล่นหุ้นแบบตามเทรนด์ แม้ว่าจะมีการวางจุดหยุดขาดทุนและจุดทำกำไรอย่างรอบคอบแล้วก็ตาม แต่ก็ควรทำความเข้าใจไว้ด้วยว่าเทคนิคการเทรดประเภทนี้มักจะมีการเทรดเสียมากกว่าเทรดได้กำไร ซึ่งเป้าหมายของเทคนิคการเทรดแบบนี้ก็คือการเทรดที่กำไรได้เป็นหลาย ๆ เท่าของเงินลงทุนนั่นเอง

ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือต้องใช้เทคนิคบริหารความเสี่ยงที่ดีเพื่อควบคุมความเสี่ยงต่อหนึ่งเทรดให้ต่ำ ทำให้ไม่เสียเงินลงทุนมากเกินไปเมื่อมีการเทรดเสียหลาย ๆ ครั้งก่อนที่จะเทรดได้กำไรครั้งใหญ่สักครั้งหนึ่ง

กลยุทธ์เทคนิคการเทรด CFD

CFD (Contract for Diffrerence) หรือสัญญาซื้อขายส่วนต่างเปิดโอกาสให้เทรดเดอร์สามารถคาดคะเนทิศทางตลาดขาขึ้นหรือขาลงได้ โดยไม่ต้องครอบครองสินทรัพย์อ้างอิงที่กำลังเทรดอยู่จริง ๆ การเทรด CFD นั้นจะมี 2 ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นั่นก็คือเทรดเดอร์และโบรกเกอร์ หลักการสำคัญก็คือเมื่อใดก็ตามที่เทรดเดอร์ทำการเปิดสถานะสัญญา long หรือ short นั่นหมายถึงพวกเขาได้ทำข้อตกลงกับโบรกเกอร์ว่าจะจ่ายค่าส่วนต่างระหว่างราคาเปิดและราคาปิดของหลักทรัพย์ที่ตนเองกำลังเทรดอยู่นั่นเอง

เมื่อเทรด CFD เทรดเดอร์สามารถเข้าและออกจากการเทรดได้อย่างง่ายดายเมื่อเทียบกับการเทรดด้วยผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเทรดเดอร์มากมายถึงเลือกใช้การเทรด CFD ในการเทรดตราสารประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น, ดัชนี, สินค้าโภคภัณฑ์, พันธบัตร, ETF และคริปโตเคอเรนซี่ และอีกหนึ่งตราสารที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในการเทรด CFD ก็คือการเปิดสถานะขาย (short) ใน Bitcoin

ตามหลักแล้ว ในการเปิดสถานะขาย (short) Bitcoin ผู้ทำการขายชอร์ต (Short seller) จะต้องยืม Bitcoin ที่ไม่ได้เป็นของตนเองมาแล้วทำการขายในราคาตลาดในขณะนั้น ต่อจากนั้นในอนาคตผู้ทำการขายชอร์ต (Short seller) ก็จะซื้อ Bitcoin จำนวนที่ยืมไปมาคืนในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ขายไป ซึ่งกำไรที่ได้ก็จะมาจากส่วนต่างของราคาที่ขายไปกับราคาที่ซื้อกลับคืนมานั่นเอง การเทรด CFD ในปัจจุบันมีขั้นตอนที่ง่ายขึ้นมากเพราะผู้ขายชอร์ต (Short seller) สามารถเปิดแพลตฟอร์มแล้วคลิกขายได้เลยทันที

กลยุทธ์เทคนิคการเทรด CFD ของ Bitcoin

ตราสารประเภทคริปโตเคอเรนซี่อย่างเช่น Bitcoin ดูจะมีการแกว่งตัวของราคาค่อนข้างมากเนื่องจากเป็นตลาดที่มีความผันผวนด้วยความที่เป็นตลาดการเงินใหม่นั่นเอง ทำให้ตลาดชนิดนี้มีความเหมาะสมกับกลยุทธ์เทคนิคการเทรดหลายประเภท ทั้งสวิงเทรด (Swing Trading), การเทรดแบบ Position (Position Trading), เดย์เทรด (Day Trading) และการเทรดแบบ Price Action (Price Action Trading) เป็นต้น

การเทรดแบบ Price Action นั้นก็ได้รับความนิยมอยู่ไม่น้อยเช่นกันในการเทรด CFD ของตราสารอื่น ๆ แล้วการเทรดแบบ Price Action คืออะไรละ หลัก ๆ แล้วก็คือการศึกษารูปแบบพฤติกรรมของราคาเพื่อระบุว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นเพื่อคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ลองมาดูกันสักหน่อยว่าเทคนิคการเทรดแบบ Price Action สำหรับการเทรด CFD ของ Bitcoin ซึ่งรวมถึงการเปิดสถานะ short ใน Bitcoin ด้วยว่าเป็นอย่างไร

bitcoin cfd trading

กราฟราคา Bitcoin ต่อ USD (BTC/USD) คำสงวนสิทธิ์: กราฟราคาของตราสารการเงินที่ปรากฏในบทความนี้ถูกใช้เพื่อแสดงตัวอย่างและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือคำชักชวนให้ซื้อหรือขายตราสารการเงินใด ๆ โดย Admiral Markets (CFD, ETF, หุ้น) ผลตอบแทนการลงทุนในอดีตไม่ใช่ตัวบ่งชี้ผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

กราฟราคา Bitcoin ต่อ USD (BTC/USD) ข้างต้นแสดงเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กโพเนนเชียลแบบ 34 วัน (34 EMA) ที่อยู่บนกราฟ ซึ่งจากเทคนิคการเทรดที่เราได้เรียนรู้มาแล้วข้างต้น เราสามารถใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็นตัวค้นหาเทรนด์ (Trend filter) ในหลักเกณฑ์การเทรดของเราได้ดังนี้

  • เกณฑ์ที่ 1: เปิดสถานะ long เมื่อราคาทะลุขึ้นไปเหนือเส้น 34 EMA
  • เกณฑ์ที่ 2: เปิดสถานะ short เมื่อราคาดิ่งลงไปต่ำกว่าเส้น 34 EMA

แม้ว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่จะให้ Directional bias (การคาดการณ์ทิศทางตลาดในอนาคตจากความคิดเห็นของนักลงทุนเอง) แต่เทรดเดอร์ก็ยังต้องการหลักเกณฑ์บางประการในการหาจังหวะเทรดที่เป็นไปได้ ซึ่งตรงนี้นี่เองที่เทคนิคการเทรดแบบ Price Action ที่ดูพฤติกรรมราคาจะมีประโยชน์อย่างมาก มีรูปแบบกราฟหลายรูปแบบเลยทีเดียวที่สามารถนำไปใช้ในการเทรดแบบ Price Action โดยสองรูปแบบที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดก็คือ 'the hammer' และ 'the shooting star'

hammer

การเทรดแบบ Price Action ในรูปแบบ the hammer ดังที่แสดงอยู่ด้านบนคือมีสัญญาณ bullish (ขาขึ้น) ซึ่งบ่งบอกว่าผู้ขายปิดการซื้อขายที่จุดราคาต่ำสุดใหม่ไม่ได้และมีการกลับมาระดมซื้อจากผู้ซื้ออีกทำให้ตลาดปิดใกล้กับจุดราคาสูงสุด

shooting star

การเทรดแบบ Price Action ในรูปแบบ the shooting star ดังที่แสดงอยู่ด้านบนจะตรงข้ามกับรูปแบบ hammer pattern คือมีสัญญาณ bearish (ขาลง) ซึ่งบ่งบอกว่าผู้ซื้อปิดการซื้อขายที่จุดราคาสูงสุดใหม่ไม่ได้ และมีการกลับมาเทขายจากผู้ขายอีกทำให้ตลาดปิดใกล้กลับจุดราคาต่ำสุด ทีนี้เราก็จะสามารถเพิ่มรายละเอียดของหลักเกณฑ์เข้าไปได้อีก ดังนี้

  • เกณฑ์ที่ 1: เปิดสถานะ long เมื่อราคาทะลุขึ้นไปเหนือเส้น 34 EMA และเกิดรูปแบบพฤติกรรมราคา hammer
  • เกณฑ์ที่ 2: เปิดสถานะ short เมื่อราคาดิ่งลงไปต่ำกว่าเส้น 34 EMA และเกิดรูปแบบพฤติกรรมราคา shooting star

CFD Bitcoin

กราฟราคา BTC/USD ที่แสดงให้เห็นรูปแบบราคา shooting star (ในกล่องสีแดง) และรูปแบบราคา hammer (กล่องสีเขียว) และเส้น 34 EMA (เส้นสีม่วง)

ในกราฟราคาด้านบน จะบ่งชี้ให้เห็นการเกิดรูปแบบราคาในเกณฑ์ที่ 1 และเกณฑ์ที่ 2 ในกรณีแบบนี้ ส่วนใหญ่แล้วตลาดจะขยับไปในทิศทางที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่และรูปแบบพฤติกรรมราคาบ่งบอกไว้ แต่ก็มีบางกรณีที่หลักเกณฑ์การเทรดของคุณอาจมีประสิทธิภาพน้อยลง และในจุดนี้เองที่จะต้องมีการบริหารความเสี่ยงและการใช้จุดหยุดขาดทุนเพื่อให้สามารถเทรดต่อไปได้ในระยะยาว

ที่การเทรดแบบ Price Action นั้นได้รับความนิยมมาก สาเหตุหนึ่งก็มาจากรูปแบบพฤติกรรมราคานั้นช่วยให้เทรดเดอร์สามารถระบุระดับราคาที่จะเข้าเทรดและปิดเทรดเพื่อหยุดขาดทุนได้ ยกตัวอย่างเช่นราคาเข้าเทรดอาจจะเป็นตอนที่ราคาตลาดพุ่งทะลุจุดราคาสูงสุดของรูปแบบราคา hammer หรือดิ่งทะลุจุดราคาต่ำสุดของรูปแบบราคา shooting star ซึ่งจุดหยุดขาดทุนอาจจะอยู่ในด้านตรงข้ามกับรูปแบบราคาที่มีการกำหนดระดับราคาเอาไว้ 1 หรือ 2 เท่าของเงินลงทุน โดยคำนวณจากราคาเข้าเทรดลบด้วยราคาที่เป็นจุดหยุดขาดทุน

การใช้รูปแบบการเทรด Price Action เหล่านี้ควบคู่ไปกับ CFD ทำให้เทรดเดอร์สามารถเทรด Bitcoin ได้ทั้งในสถานะซื้อ (long) และขาย (short) ถือเป็นการเปิดโอกาสให้เทรดเดอร์ได้เทรดในหลาย ๆ สภาวะตลาดที่แตกต่างกันไปได้

Admiral Markets ให้เทรดเดอร์มืออาชีพสามารถเทรดได้ 24 ชั่วโมงต่อวัน 7 วันต่อสัปดาห์ทั้ง EUR และ Crypto Cross รวมไปถึงยังสามารถเทรด long หรือ short ใน CFD ของคริปโตเคอเรนซี่ใด ๆ ก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องถือครองหลักทรัพย์คริปโตจริง ๆ เทรด CFD ใน BTC/EUR, ETH/EUR, XRP/EUR, BTC/USD และอีกมากมาย

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์

การเทรดสินค้าโภคภัณฑ์อย่างเช่นทองคำ, เงิน และน้ำมันได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่เทรดเดอร์เนื่องจากมักจะเกิดเทรนด์ในทิศทางที่แน่นอนอยู่ระยะหนึ่ง ตราสารการเงินทุกประเภทต่างก็ต้องเจอกับสภาวะตลาดหลากหลายรูปแบบ ณ จุดใดจุดหนึ่ง แต่ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์นั้นจะได้รับผลกระทบอย่างมากจากแรงซื้อและแรงขายที่เกิดขึ้นจากสภาพอากาศ, ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

ประเภทของเทคนิคการเทรดที่ดูจะเหมาะกับการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ก็จะมีกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบสวิงเทรด (Swing Trading Strategies), กลยุทธ์เทคนิคการเทรดตามฤดูกาล (Seasonal Trading Strategies) และกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบ Position (Position Trading Strategies) เทรดเดอร์หลายคนผนวกเอาสวิงเทรดมารวมเข้ากับเดย์เทรดเพื่อใช้เทรดในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีแนวโน้มเทรนด์แข็งแกร่งมาก (มีความผันผวนน้อย) ซึ่งทำให้เทรดเดอร์สามารถเลือกใช้กรอบระยะเวลา (timeframe) ที่น้อยลงได้ เช่น กราฟราคา 4 ชั่วโมง มาใช้ในการหาโอกาสเข้าเทรดตามเทรนด์

เทคนิคการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทน้ำมันดิบ Brent

อินดิเคเตอร์ MACD และ RSI เป็นอินดิเคเตอร์ที่ได้รับความนิยมในการช่วยหาตลาดที่กำลังเป็นเทรนด์, ตลาดที่กำลังจะมีการเปลี่ยนทิศทาง และสภาวะตลาดที่มีสัญญาณซื้อมากเกินไปหรือสัญญาณขายมากเกินไป และต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของอินดิเคเตอร์ทั้งสองตัวบนกราฟราคา 4 ชั่วโมงของน้ำมันดิบ Brent

กราฟน้ำมันดิบ Brent

กราฟราคา 4 ชั่วโมงของน้ำมันดิบ Brent ที่มีการใส่อินดิเคเตอร์ MACD และ RSI คำสงวนสิทธิ์: กราฟราคาของตราสารการเงินที่ปรากฏในบทความนี้ถูกใช้เพื่อแสดงตัวอย่างและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือคำชักชวนให้ซื้อหรือขายตราสารการเงินใด ๆ โดย Admiral Markets (CFD, ETF, หุ้น) ผลตอบแทนการลงทุนในอดีตไม่ใช่ตัวบ่งชี้ผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ กราฟราคาดังกล่าวอาจดูเหมือนไม่ได้มีแบบแผนแน่นอนและดูค่อนข้างสับสน ทำให้การใช้เทคนิคการเทรดนั้นมีความสำคัญอย่างมาก เพราะมันสามารถช่วยเทรดเดอร์ในการรวบรัดข้อมูลให้ตรงจุดเพื่อช่วยในการตัดสินใจลงทุน ดังนั้นเรามาลองกำหนดหลักเกณฑ์กันเพื่อดูว่ากราฟราคาบอกอะไรเราบ้าง

  • เกณฑ์ที่ 1: เปิดสถานะ long เมื่อเส้น MACD ทะลุขึ้นไปเหนือเส้น zero line
  • เกณฑ์ที่ 2: เปิดสถานะ short เมื่อเส้น MACD ดิ่งลงไปต่ำกว่าเส้น zero line

หลัก ๆ แล้ว เส้น MACD จะทำหน้าที่เป็นตัวค้นหาเทรนด์ (trend filter) เพื่อแสดง Directional bias ให้กับเทรดเดอร์ ขั้นตอนต่อไปก็คือมองหาสัญญาณของสภาวะซื้อมากเกินไปหรือสภาวะขายมากเกินไป เพราะนี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเข้าเทรด โดยเราสามารถใช้ RSI (ตั้งค่า 4 วัน) มาช่วยกำหนดหลักเกณฑ์ได้ดังนี้

  • เกณฑ์ที่ 3: เปิดสถานะ long เมื่อเส้น RSI อยู่ต่ำกว่า 30 (เส้นสีดำเส้นล่างในหน้าต่างอินดิเคเตอร์ RSI)
  • เกณฑ์ที่ 4: เปิดสถานะ short เมื่อเส้น RSI อยู่สูงกว่า 30 (เส้นสีดำเส้นบนในหน้าต่างอินดิเคเตอร์ RSI)

เทรดเดอร์สามารถใส่หลักเกณฑ์เพิ่มเติมสำหรับระดับราคาที่จะเข้าเทรดและระดับราคาหยุดขาดทุนอย่างเฉพาะเจาะจงแบบใดแบบหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น ใส่หลักเกณฑ์เพิ่มเติมเข้าไปเพื่อหารูปแบบพฤติกรรมราคาอย่าง hammer และ shooting star ก็จะช่วยให้เทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เทรดเดอร์บางคนอาจจะลองใช้อินดิเคเตอร์ตัวอื่น ๆ เช่น Average True Range (ATR) เพื่อใช้หาระดับราคาที่จะหยุดขาดทุน ทีนี้เรามาลองดูบริเวณที่เกิดรูปแบบราคาตามหลักเกณฑ์ทั้ง 4 ที่ได้กำหนดไว้ข้างต้น

กราฟน้ำมันดิบ Brent

กราฟราคา 4 ชั่วโมงของน้ำมันดิบ Brent ที่ใส่อินดิเคเตอร์ MACD และ RSI ลงไปพร้อมตัวอย่างการเทรด

ในกราฟราคาด้านบน กล่องสีเขียวแสดงถึงการเกิดรูปแบบราคาในเกณฑ์ที่ 1 และเกณฑ์ที่ 3 คือเส้น MACD อยู่เหนือเส้น zero line และเส้น RSI อยู่ต่ำกว่าเส้น 70 ส่วนกล่องสีแดงแสดงถึงการเกิดรูปแบบราคาในเกณฑ์ที่ 2 และเกณฑ์ที่ 4 คือเส้น MACD อยู่ต่ำกว่าเส้น zero line และเส้น RSI อยู่เหนือเส้น 30

จุดสำคัญคือหลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้จะเหมาะมากกับตลาดที่มีแนวโน้มเทรนด์แข็งแรงมาก ๆ (มีความผันผวนน้อย) อย่างเช่นกราฟราคา 4 ชั่วโมงที่แสดงอยู่ด้านบน การใส่หลักเกณฑ์เพิ่มเติมลงไปนั้นจะช่วยในการเทรดได้มากขึ้น อย่างเช่นการใส่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ลงไปเพื่อระบุหาทิศทางของราคาที่จะเกิดขึ้นต่อไป อย่างไรก็ดีการเทรดเสียนั้นเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้อยู่แล้วถ้าหากทิศทางตลาดหรือสภาวะตลาดมีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการใช้จุดหยุดขาดทุนและมีเทคนิคการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดดัชนี (Index Trading Strategies)

การเทรดดัชนีนั้นเป็นที่ชื่นชอบทั้งในหมู่เทรดเดอร์ที่เทรดระยะสั้นและเทรดเดอร์ที่เทรดระยะยาวเนื่องจากตลาดดัชนีจะมีสภาวะเป็นเทรนด์แข็งแรง (มีความผันผวนน้อย) ทั้งในกรอบระยะเวลาที่น้อยลงหรือกรอบระยะเวลาที่มากขึ้น ซึ่งทำให้เทคนิคการเทรดดัชนีมักจะมีทั้งกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบเดย์เทรด, เทคนิคการเทรดแบบสวิงเทรด, เทคนิคการเทรดแบบ Position, เทคนิคการเทรดตามฤดูกาล หรือแม้แต่เทคนิคการเทรดแบบ Hedging ด้วย

เนื่องจากดัชนีระดับโลกนั้นดึงดูดเทรดเดอร์ทุกประเภท ทำให้อินดิเคเตอร์อย่างเช่น RSI, MACD Oscillator, Stochastic Oscillator และ Bollinger Bands ล้วนแต่มีประสิทธิภาพในการเทรดทั้งสิ้นหากใช้ในสภาวะตลาดที่เหมาะสม

แม้ว่าคุณจะสามารถเทรดดัชนีหุ้นระดับโลกต่าง ๆ ได้ถึง 19 ตัว แต่เทรดเดอร์ที่เทรดแบบระยะสั้นก็ยังเลือกที่จะเน้นไปที่ดัชนีหลัก ๆ ของโลกมากกว่า ประกอบด้วย DAX30, FTSE100, SP500, NQ100, DJI30 และ JP225 ซึ่งถือเป็นดัชนีหลักจากยุโรป, เอเชีย และสหรัฐอเมริกา เราลองมาดูกลยุทธ์เทคนิคการเทรดดัชนี DAX30 โดยใช้เทคนิคเดย์เทรดกัน

กลยุทธ์เทคนิคการเทรดดัชนี DAX30

ในขณะที่เทรดเดอร์บางคนชอบเทรดหุ้นแบบเดย์เทรด แต่ก็ยังมีหลายคนที่ชอบใช้เทคนิคเดย์เทรดในดัชนีตลาดหุ้นด้วยเนื่องจากมีค่าสเปรดและค่าคอมมิชชั่นต่ำ อย่างที่ Admiral Markets เราก็มีให้บริการเทรด CFD ดัชนี DAX30 ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีค่าคอมมิชชั่นและยังมีค่าสเปรดต่ำด้วยการเทรดบนแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก

เมื่อจะเทรด CFD ของดัชนี DAX30 แบบเดย์เทรด สิ่งสำคัญที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือการทำเดย์เทรดนั้นจะต้องมีการซื้อขายหรือเทรดหลาย ๆ ครั้งต่อวัน เนื่องจากปริมาณความถี่ในการเทรดยิ่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสเทรดได้กำไรมากเท่านั้น แต่โอกาสเทรดเสียก็มากไม่แพ้กัน ดังนั้นการบริหารความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้โดยเด็ดขาดในการใช้กลยุทธ์เทคนิคการเทรด ทีนี้เราจะมากล่าวถึงอินดิเคเตอร์และเทคนิคบางตัวที่เราได้ใช้ในกลยุทธ์เทคนิคการเทรดต่าง ๆ ที่เราได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้ไป ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการเทรดดัชนี DAX30 ได้เช่นกัน

กราฟดัชนี DAX30

กราฟราคา 5 นาทีของ CFD ดัชนี DAX30 ที่ใส่อินดิเคเตอร์ Bollinger Bands , MACD และ 50 EMA เข้าไป คำสงวนสิทธิ์: กราฟราคาของตราสารการเงินที่ปรากฏในบทความนี้ถูกใช้เพื่อแสดงตัวอย่างและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือคำชักชวนให้ซื้อหรือขายตราสารการเงินใด ๆ โดย Admiral Markets (CFD, ETF, หุ้น) ผลตอบแทนการลงทุนในอดีตไม่ใช่ตัวบ่งชี้ผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

กราฟราคาข้างบนนี้แสดงกราฟราคาระยะเวลา 5 นาทีของ CFD ดัชนี DAX30 จากช่วงระยะเวลาหนึ่ง การใช้อินดิเคเตอร์หลาย ๆ ตัวแบบนี้จะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถระบุเทรนด์ของตลาดได้ รวมถึงยังช่วยหาจุดเข้าเทรดได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น

  • เกณฑ์ที่ 1: เปิดสถานะ long เมื่อราคาทะลุขึ้นไปสูงกว่าเส้น 50 EMA + เส้น MACD ทะลุขึ้นไปเหนือเส้น zero line + ราคาดีดกลับขึ้นไปจาก Bollinger Band เส้นล่าง
  • เกณฑ์ที่ 2: เปิดสถานะ short เมื่อราคาร่วงลงไปต่ำกว่าเส้น 50 EMA + เส้น MACD ลงไปอยู่ต่ำกว่าเส้น zero line + ราคาดีดกลับลงมาจาก Bollinger Band เส้นบน

กราฟราคาด้านล่างนี้แสดงให้เห็นถึงสภาวะตลาดที่เกิดขึ้นในเกณฑ์ที่ 1 และเกณฑ์ที่ 2

กราฟดัชนี DAX30

กราฟราคา 5 นาทีของ CFD ดัชนี DAX30 ที่ใส่อินดิเคเตอร์ Bollinger Bands, MACD, 50 EMA และตัวอย่างการเทรด

จากกราฟนี้ เราจะมองเห็นความผันผวนของราคาได้อย่างชัดเจนในช่วงครึ่งแรกของกราฟราคาได้อย่างชัดเจน การผนวกเอาทั้งเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กโพเนนเชียลและเส้น MACD เข้ามาใช้ช่วยให้เราสามารถหลีกเลี่ยงสภาวะตลาดผันผวนได้ ดังเช่นที่เกิดในกราฟราคาข้างต้น

ในช่วงกลางของกราฟราคา จะเห็นได้ว่าราคาเริ่มทรงตัว และเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โพเนนเชียลกับเส้น MACD นั้นเข้ามาช่วยในการบ่งชี้จังหวะที่สามารถเข้าเทรดได้ 3 จุดด้วยกันในกล่องสีแดง ในขณะที่ราคาในกล่องสีแดงกล่องแรกนั้นเคลื่อนที่จาก Bollinger Band เส้นบนลงไปหา Bollinger Band เส้นล่าง (ซึ่งถือเป็นทิศทางราคาที่เก็งไว้เมื่อเทรด short) ส่วนในกล่องสีแดงที่สองและสามนั้น ราคาไม่ได้เคลื่อนเข้าหา Bollinger Band เส้นล่าง แต่กลับทะลุ Bollinger Band เส้นบนขึ้นไป จึงอาจคาดการณ์ได้ว่าจะมีการเทรดเสีย 2 ครั้งติด ๆ กัน

ส่วนในตอนท้ายของกราฟราคา จะเห็นว่ากราฟราคามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โพเนนเชียลและเส้น MACD ส่งสัญญาณการเทรด long การตัดสินใจเทรดเมื่อราคามีการเด้งกลับขึ้นมาจาก Bollinger Band เส้นล่างทำให้มีจังหวะที่สามารถเข้าเทรดได้ 2 จุด และมีแนวโน้มที่จะพุ่งขึ้นไปจนถึง Bollinger Band เส้นบน (ซึ่งถือเป็นทิศทางราคาที่เก็งไว้เมื่อเทรด long)

ในกรณีนี้เทรดเดอร์สามารถใส่หลักเกณฑ์เพิ่มเข้าไปอีกได้ด้วยการใช้กรอบระยะเวลาที่ยาวขึ้นเพื่อหาเทรนด์ราคาที่ดีที่สุด รวมถึงมีการบริหารพอร์ตและเทคนิคบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมก็จะทำให้เทรดได้กำไรมากขึ้นในขณะที่ลดความเสี่ยงในการเทรดเสียให้น้อยลงด้วย วิธีการที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คุณปรับกลยุทธ์เทคนิคการเทรดให้เหมาะสมก็คือการเปิดบัญชีทดลอง แล้วทดลองเทรดจำลองแบบไร้ความเสี่ยง ซึ่งคุณสามารถเริ่มฝึกและปรับกลยุทธ์เทคนิคการเทรดดัชนี DAX30 ได้ เรียนรู้เพิ่มเติมที่ด้านล่าง

รู้หรือไม่ว่า Admiral Markets ให้บริการเทรดเดอร์มืออาชีพด้วยเงื่อนไขการเทรดดัชนี DAX30 ที่ได้เปรียบที่สุด ใช่แล้ว คุณสามารถเทรด CFD ดัชนี DAX30 โดยไม่มีค่าคอมมิชชั่น รวมทั้งยังสามารถกระจายการลงทุนไปยังหลาย ๆ บริษัทและหลาย ๆ อุตสาหกรรมได้ด้วย คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเทรด CFD ดัชนี DAX30 ได้เลย

เทรด CFD ดัชนี DAX30

จะเริ่มเทรดและฝึกฝนกลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบไร้ความเสี่ยงได้อย่างไร

ในบทความนี้ เราได้เรียนรู้กลยุทธ์เทคนิคการเทรดประเภทต่าง ๆ มากมายหลายประเภท และวิธีที่ดีที่สุดที่จะได้เอาทฤษฎีเหล่านี้ไปใช้จริงได้ก็คือการทดลองเทรดแบบไร้ความเสี่ยงซึ่งคุณสามารถฝึกทักษะการเทรด, ปรับกลยุทธ์เทคนิคการเทรดของคุณ รวมถึงเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ของตนระหว่างเทรด

เริ่มทดลองเทรดแบบไร้ความเสี่ยงได้เลย ง่ายนิดเดียว เพียงแค่ไม่กี่คลิก คุณก็เปิดบัญชีทดลองเทรดได้แล้ว หลังจากนั้นก็แค่กรอกชื่อและอีเมลของคุณลงไป เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเพลิดเพลินไปกับประโยชน์ต่าง ๆ อาทิเช่น

  • ความสามารถในการเทรดบนอุปกรณ์ใดก็ได้ (Windows, Mac, Android, iOS ฯลฯ) โดยสามารถเทรดตราสารการเงินได้มากกว่า 8,000 รายการ
  • สัมผัสประสบการณ์การเทรดจริงอย่างเต็มรูปแบบด้วยแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก
  • เข้าถึงข้อมูลตลาดและข่าวแบบเรียลไทม์ฟรี
  • ใช้งานได้ฟรี 30 วัน หรือเปิดบัญชีเทรดจริงเพื่อใช้งานได้ตลอดชีพ

เมื่อคุณสามารถเข้าใช้งานได้แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ก็น่าจะถึงเวลาที่คุณจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมการเทรดแล้วรึยัง เปิดบัญชีทดลองเทรดฟรีได้เลยวันนี้ เพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง

ลองเทรดด้วยบัญชีทดลองฟรี

เรียนรู้เรื่องการเทรดเพิ่มเติมได้ที่นี่

เกี่ยวกับ Admiral Markets

Admiral Markets เป็นโบรกเกอร์ Forex และ CFD ที่ชนะรางวัลมากมาย อีกทั้งได้รับใบอนุญาตและกำกับดูแลจากหลายประเทศทั่วโลก โดยให้บริการซื้อขายตราสารการเงินมากกว่า 8,000 รายการผ่านแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกอย่าง MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 เริ่มเทรดเลยวันนี้

คำสงวนสิทธิ์: ข้อมูลข้างต้นเป็นรายละเอียดเพิ่มเติมที่จัดทำโดยอาศัยข้อมูลการวิเคราะห์ การประเมิน การทำนาย การพยากรณ์ และการประมวลผลหรือข้อมูลอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน (ต่อไปนี้เรียกว่า "บทวิเคราะห์") ซึ่งมีการเผยแพร่บนเว็บไซต์ของ Admiral Markets ก่อนตัดสินใจในการลงทุนใด ๆ กรุณาอ่านรายละเอียดต่อไปนี้ด้วยความระมัดระวัง
  1. ข้อมูลที่ปรากฏนี้เป็นการสื่อสารทางการตลาด บทวิเคราะห์นี้เป็นการเผยแพร่ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลความรู้เพียงอย่างเดียวและจะต้องไม่ถือเป็นการแทนคำปรึกษาหรือคำชี้แนะด้านการลงทุน ข้อมูลนี้ไม่ได้ถูกจัดทำขึ้นภายใต้ข้อกำหนดทางกฎหมายสำหรับการส่งเสริมความเป็นอิสระในการค้นคว้าวิจัยด้านการลงทุน และไม่เกี่ยวข้องกับข้อห้ามในการทำข้อตกลงก่อนที่จะมีการเผยแพร่บทวิจัยด้านการลงทุน
  2. Admiral Markets จะไม่รับผิดชอบต่อการสูญเสียหรือความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจลงทุนทุกประเภทของลูกค้าแต่ละราย ไม่ว่าจะมาจากเนื้อหาในบทวิเคราะห์หรือไม่ก็ตาม
  3. บทวิเคราะห์ถูกจัดทำขึ้นโดยนักวิเคราะห์อิสระซึ่งเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพและนักวิเคราะห์ (ต่อไปนี้เรียกว่า "ผู้เขียน") โดยยึดตามการประเมินส่วนบุคคล
  4. เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของลูกค้าของเราและความเป็นกลางของบทวิเคราะห์ Admiral Markets ได้จัดทำกระบวนการภายในที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันและจัดการเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
  5. แม้ว่าเราจะทำทุกวิถีทางที่เป็นไปได้เพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มาของเนื้อหาและให้ข้อมูลทั้งหมดที่แสดงอยู่ในเนื้อหานั้นมีความแม่นยำ สมบูรณ์ ความเป็นปัจจุบัน และเข้าใจได้มากที่สุด แต่ Admiral Markets ไม่รับประกันความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลใด ๆ ที่ปรากฏอยู่ในบทวิเคราะห์ ตัวเลขที่ปรากฏอยู่ในข้อมูลที่แสดงถึงผลตอบแทนการลงทุนในอดีตไม่สามารถนำมาเป็นตัวชี้วัดผลตอบแทนการลงทุนในอนาคตได้
  6. เนื้อหาในบทวิเคราะห์จะต้องไม่ถือเป็นการให้คำสัญญา การรับประกัน หรือการแสดงเจตนาจาก Admiral Markets ว่าลูกค้าจะได้กำไรจากกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่กล่าวในบทวิเคราะห์ และขอสงวนความรับผิดชอบในการสูญเสียใด ๆ ที่เกิดจากข้อมูลที่อยู่ในเนื้อหาบทวิเคราะห์
  7. ผลตอบแทนการลงทุนใด ๆ ในอดีต หรือตัวอย่างผลตอบแทนการลงทุนใด ๆ ของตราสารทางการเงินที่ปรากฏอยู่ในเนื้อหาจะต้องไม่ถือเป็นการให้คำสัญญา การรับประกัน หรือการแสดงเจตนาจาก Admiral Markets ถึงผลตอบแทนการลงทุนในอนาคต มูลค่าของตราสารทางการเงินอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ และจะไม่มีการรับประกันมูลค่าหลักทรัพย์
  8. ตัวอย่างที่แสดงอยู่ในบทวิเคราะห์อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม การเรียกเก็บภาษี หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับหัวข้อของเนื้อหาที่เผยแพร่ โดยมีการระบุรายการค่าบริการที่เรียกเก็บโดย Admiral Markets อย่างเปิดเผยบนเว็บไซต์ของ Admiral Markets
  9. ผลิตภัณฑ์ที่มีเลเวอเรจ (รวมถึงสัญญาซื้อขายส่วนต่างด้วย) ถือเป็นการเก็งกำไร และอาจมีการขาดทุนหรือทำกำไรได้ ก่อนที่คุณจะเริ่มเทรด กรุณาตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจในความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดีแล้ว

CFD เป็นตราสารที่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินอย่างรวดเร็วจากเลเวอเรจ