เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการใช้เว็บไซต์ของเรา เมื่อดำเนินการเรียกดูเว็บไซต์นี้ต่อไปหมายความว่าคุณให้ความยินยอมในการให้ใช้คุกกี้ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงวิธีแก้ไขการตั้งค่าของคุณ โปรดอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว
รายละเอียดเพิ่มเติม ยอมรับ

Swing Trade คือ : รวมแนวคิดและตัวอย่างระบบสวิงเทรดที่ใช้ได้ผลจริง

มิถุนายน 03, 2020 14:32 UTC
Reading time: 20 minutes

Swing Trade คืออะไร

การเทรดในตลาด Forex หรือตราสารทางการเงินใดๆ เช่น หุ้น ทองคำ น้ำมัน ฯลฯ เรามักจะได้ยินเกี่ยวกับวิธีการเทรดที่เรียกว่า Swing Trading หรือ "สวิงเทรด" เนื่องจากเป็นรูปแบบการเทรดที่ได้รับความนิยม เนื่องด้วยการยืดหยุ่นของมัน และพนักงานประจำก็สามารถใช้วิธีการนี้ในการทำกำไรจากตลาดได้ โดยในบทความนี้ คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ

  • Swing Trade คืออะไร?
  • แนวคิดเรื่อง "ไทม์เฟรม" ของระบบ Swing Trade
  • ข้อดีของ Swing Trading
  • ความเสี่ยงของระบบ Swing Trade
  • Swing Trade สินค้าอะไรได้บ้าง?
  • พื้นฐานของ Swing Trade Strategy
  • Swing Trade แบบ 'สวนเทรน'
  • การบริหารความเสี่ยงในระบบ Swing Trade
  • Indicator ที่ใช้ได้ดีกับระบบ Swing Trade

Swing Trade คืออะไร?

Swing Trade คือ รูปแบบการเทรดที่คาดหวังกำไรจากรอบการเทรดในระยะกลาง หรือมักมีระยะทางของส่วนต่างราคาที่ใกล้เคียงกับความผันผวนของสินทรัพย์ทางการเงินของทั้งสัปดาห์ หรือของทั้งเดือน ซึ่งส่วนต่างราคาดังกล่าวอาจมากกว่า 10-100 เท่าจากการเทรดแบบจบในวัน ดังนั้น Swing Trade อาจถือครองสถานะการเทรดเพียงไม่กี่วัน หรือเป็นสัปดาห์ๆ ตามแต่เป้าหมายที่วางไว้

ทำความเข้าใจเรื่อง "ไทม์เฟรม"

แต่เพื่อที่ทำความเข้าใจได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เราต้องเข้าใจเกี่ยวกับ 'กรอบเวลา' ในการเทรด ซึ่งคำนี้จริงๆ จะเรียกว่า Time-frame แต่ไม่ได้หมายถึงไทม์เฟรมของแท่งเทียน เพราะไทม์เฟรมในการเทรดจะหมายถึงกรอบเวลาทั้งหมดที่ใช้พิจารณาว่า ตลาดเป็นสภาวะแบบใด เช่น ถ้าเป็นนักเทรด Scalping อาจจะพิจารณา "ไทม์เฟรม" หรือกรอบเวลาทั้งหมดที่ใช้พิจารณาเพียง 3-4 ชั่วโมงย้อนหลัง เป็นต้น

ตลาดการเงินมีความหลากหลาย และเทรดเดอร์ก็มีรูปแบบการทำกำไรที่แตกต่างกันออกไป โดยหากเป็นนักลงทุนระยะยาว ก็จะมีความมุ่งหมายที่จะ เกาะติดกับแนวโน้มที่กินเวลาเป็นเดือนๆ หรือปีๆ หนึ่งในข้อได้เปรียบที่สำคัญของการเทรดระยะยาวแบบนี้ ก็คือ มันจะทำให้ได้กำไรอย่างมหาศาลในกรณีที่ถูกทาง อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับการเทรดในรูปแบบอื่นๆ โอกาสที่จะเกิดความเสียหายก็มีมากเช่นกัน

เทรดเดอร์ระยะยาว จะต้องเจอปัญหาที่เป็นจุดอ่อนของกลยุทธ์ อย่างการที่มักมี Stop Loss ที่กว้าง หรือตัวกลยุทธ์จะมี Drawdown ที่สูง หรือติดลบเป็นเวลานานๆ แต่ก็แลกกับการที่ไม่จำเป็นต้องเข้ามาตรวจสอบราคาอยู่บ่อยๆ หรือทุกวัน เพียงแต่ว่า จะทำแบบนั้นได้ ก็ต้องใช้ความอดทนทางจิตใจอย่างมากพอสมควร

แต่หากเป็น Trader ระยะสั้น หรือถ้าสั้นมากๆ ระดับที่ว่า เก็บกำไรทีละ 5-10 Pips เราจะเรียกการเทรดแบบนี้ว่า Scalping ซึ่งพวก Scalper จะคาดหวังกำไรเพียงน้อยนิดเท่านั้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเข้าไปเทรดบ่อยๆ เพื่อที่จะชดเชยกับกำไรที่ได้น้อยนิดในแต่ละครั้ง ส่วนข้อดีก็คือ Scalping ทำให้ลดความเสี่ยงในการถือครองสถานะออกไป

ข้อเสียของการเทรด Scalping

  • ต้องแลกกับเวลาอันมากมายในการติดตามตลาด
  • เหนื่อยและใช้สมาธิสูงมากในการเทรด
  • ต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและมีวินัยต่อวิธีการเทรดที่สูงมาก
  • ต้นทุนการเทรดจะสูงมากในภาพรวม เพราะต้องเข้าไปเทรดบ่อยๆ

Swing Trading : กึ่งกลางระหว่าง "สั้น" กับ "ยาว"

อย่างที่ได้อธิบายคำนิยามได้ว่า คือ "รูปแบบการเทรดที่คาดหวังกำไรจากรอบการเทรดในระยะกลาง" ดังนั้น มันจึงไปอยู่ตรงกลางระหว่างการเทรดระยะยาวที่อาจกินเวลาเป็นเดือนๆ หรือปี กับการเทรดแบบ Scalping, Daytrading โดย Swing Trading อาจกินเวลาไม่กี่วัน ลากยาวไปเป็นสัปดาห์ๆ ก็ได้ และสำหรับตลาด Forex การเทรดแบบสวิงมักจบแค่ไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น อาจไม่ยาวถึงเป็นเดือนๆ

ถ้าต้องเรียงลำดับระยะยาวในการถือครองสถานะ ก็อาจสามารถเรียงลำดับจากระยะเวลาสั้น ไประยะเวลาที่นานกว่า ได้ดังต่อไปนี้ โดยจะเห็นว่า Swing Trade จะยาวกว่า Scalping และ Day Trading

  1. Scalping
  2. Day Trading
  3. Swing Trading
  4. Big Trend Following, Position Trading

แต่จริงๆ เราจะตระหนักได้ว่า การเทรดในหลายกรณีก็สามารถมีความซ้ำซ้อนกันได้ อย่างกรณีการเทรดแบบ Trend Following ก็อาจจะใช้จังหวะการเข้าเทรดในจังหวะเดียวกันกับ Swing Trading ซึ่งจะมีหลาย Tactic เช่นกัน ที่กลยุทธ์ตอนแรกอาจจะตั้งใจเข้าเทรดแบบ Swing Trade แต่เมื่อราคาไปไกลกว่าที่คิด ก็สามารถถือยาวเกาะแนวโน้มไปแบบ Trend Following ได้เช่นกัน

Swing Trading มักอาศัยประโยชน์จากรูปแบบกราฟที่ฟอร์มตัวในระดับ Day ขึ้นไป เพื่อที่จะเกาะการเคลื่อนไหวในภาพใหญ่ๆ และมักจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะใช้เทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ "จุดกลับตัว" ดังนั้น ระบบ Swing Trade มักจะเข้ามาดูกราฟวันละครั้งในทุกๆ วัน อาจจะต้องรอเป็นสัปดาห์ๆ ถึงจะเจอสัญญาณเทรด แม้อาจจะต้องรอนานหลายวัน แต่ข้อดีคือ

  • ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการเทรดที่บ่อย
  • ไม่ต้องเฝ้ากราฟตลอดทั้งวัน เข้ามาดูแค่ 1-2 ครั้ง

หากคุณเริ่มรู้สึกสนใจ หรือเริ่มได้ไอเดียบ้างแล้ว และอยากจะลองเทรดแบบ Swing Trading ดูบ้าง คำแนะนำของเราก็คือ ให้คุณทดลองเปิดบัญชีทดลอง หรือที่เรียกว่า Demo Account ดูก่อน โดยบัญชีประเภทนี้จะจำลองเงินขึ้นมาจำนวนหนึ่งให้คุณทดลองเทรด ซึ่งจะเทรดเสมือนในตลาดจริงทุกประการ เทรดตามราคาจริงๆ ในสภาพแวดล้อมจริงๆ เพียงแต่เงินที่ใช้เทรดเป็นเงินจำลองเท่านั้น คุณจะฝึกเทรดได้จนกว่าจะพอใจหรือเชี่ยวชาญ คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง เปิดบัญชีทดลองเทรดได้ฟรี!

เปิดบัญชี Demo

แนวคิดเรื่อง "ไทม์เฟรม" ของระบบ Swing Trade

เทรดเดอร์ที่เทรดแบบ Swing Trading จะพิจารณาว่า กรอบเวลาประมาณ 1-3 สัปดาห์ในการพิจารณาว่า ตลาดเป็นสภาวะแบบใด ซึ่งในเรื่องของการปรับกราฟแท่งเทียน จะนิยมปรับไทม์เฟรมเป็นกราฟ 4 ชั่วโมง และในแพลตฟอร์ม MT5 จะสามารถใส่ Period Separators เพื่อแบ่งช่วงเวลาของแต่ละสัปดาห์ออกไปลองดูที่ภาพตัวอย่าง 1.1 ด้านล่าง

Period Separators จะช่วยให้การเทรด Swing Trading สะดวกมากขึ้น

ภาพ 1.1 : กราฟ GBPUSD ราย 4 ชั่วโมง, แสดงตัวอย่างกราฟในแพลตฟอร์ม MT5 ซึ่งมีตัวแบ่งเวลา Period Separators เพื่อให้เทรดเดอร์พิจารณากรอบเวลาหรือไทม์เฟรมได้สะดวกขึ้น แต่ในกรณีที่ MT5 ของคุณไม่มีเส้นแบ่งเวลา ให้คุณกด F8 แล้วเลือก "Show period separators"

คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer) : กราฟของสินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงในบทความนี้ ใช้ในจุดประสงค์เพื่อการอธิบาย ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุนหรือชักชวนให้ซื้อขายเครื่องมือทางการเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวนอนาคตได้

วิธีการพิจารณาไทม์เฟรมในภาพรวมๆ ก็คือ ให้คุณดูย้อนหลัง 1-3 สัปดาห์ว่า ทิศทางเป็นแบบไหน เช่น ในภาพ 1.1 ให้สังเกตที่ช่องขวามือสุด แล้วเมื่อคุณย้อนพิจารณากลับไป 2 ช่อง จะเห็นว่า ราคาเป็นแนวโน้มขาลง คุณสามารถพิจารณาด้วยตาเปล่าได้เลย คุณเพียงแค่สังเกตว่า ราคาใน 1-3 สัปดาห์ สูงหรือต่ำกว่าราคาปัจจุบัน ซึ่งในกรณีนี้ ราคาเป็นขาลง เพราะสัปดาห์ก่อนๆ ราคาอยู่สูงกว่านี้ เทรดเดอร์ Swing Trading ก็จะเลือกหน้าเทรดเป็น Sell เมื่อสัญญาณมาถึง

อย่างไรก็ตาม นั่นก็นับว่ายังเป็นการเทรดตามแนวโน้ม จากช่องสุดท้ายเมื่อสักครู่ เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์สูง ก็อาจเลือกที่จะเทรด Buy กลับขึ้นไปได้เช่นกัน ซึ่งกรณีที่จะเทรดสวนทิศทางจากแนวโน้มของ 1-3 สัปดาห์ที่แล้ว จำเป็นจะต้องใช้ความรู้ในเรื่องจุดกลับตัว หรือ Reversal Trading

    • ในกรณีนี้ ยิ่งตลาดที่มีความผันผวนมากๆ ก็จะยิ่งเกิดรอบการสวิงมากเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นในตลาดทองคำ เทรดเดอร์ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับแนวโน้มของ 1-3 สัปดาห์ที่แล้ว เพราะอาจทำให้เสียโอกาสในการเข้าเทรด แต่อย่าลืมว่า ความเสี่ยงของการเทรดสวนแนวโน้มนั่นมีมากกว่าเป็นธรรมดา

ข้อดีของ Swing Trading

อย่างที่อธิบายไป กาเทรดแบบ Scalping หรือ Day Trading จะต้องใช้เวลาในการติดตามราคา ซึ่งอาจรวมถึงข่าวสารต่างๆ ในตลาด โดยเฉพาะในตลาด Forex (อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ : Forex คือ)

แต่การเทรดแบบ Swing Trading นั้นนับว่า แตกต่างพอสมควร โดยเทรดเดอร์ประเภทนี้จะยังสามารถออกไปใช้ชีวิตได้ปกติ มีเวลาในการทำกิจกรรมอื่นๆ สรุปก็คือ ข้อดีก็คือ "เวลา" นั่นเอง และแม้จะไม่ได้เข้าเทรดถี่ๆ แต่หากเราเรียนรู้เกี่ยวกับการเลือก คู่เงินหลักในตลาดฟอเร็กซ์แล้ว จังหวะในการเทรดแบบสวิงเทรดก็นับว่า มีสัญญาณให้เข้าเทรดทุกสัปดาห์อย่างแน่นอน

ข้อดีอีกอย่าง คือ การเทรดในลักษณะนี้ จะเกี่ยวข้องกับเทคนิคการเทรดบนจุดกลับตัวค่อนข้างมาก ซึ่งเทคนิคดังกล่าวจะทำให้การเทรดของเรามี Stop Loss ที่ไม่กว้างนัก ทำให้สามารถควบคุมความเสี่ยงได้ง่ายกว่าการเทรดแบบ Position หรือ Trend Following ในกรอบเวลาที่ใหญ่มากๆ นี่คือข้อดีหลัก นอกจากนี้ยังมีข้อดีอื่นๆ อีกเช่น

    • ในขณะที่การเทรดแบบ Scalping หรือ Day Trading จะฝากชีวิตไว้กับความผันผวนในระยะสั้น ซึ่งต้องเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า Market Noise หรือสิ่งรวบกวนต่างๆ เช่น การประกาศข่าว Forex, การแทรกแซงจากธนาคารกลาง ฯลฯ ทำให้ตลาดเคลื่อนไปในทิศทางที่เป็นอันตรายของสถานะของการเทรดในระยะสั้นได้ง่าย จะเห็นว่า ถ้ามีเงินทุนที่มากพอ เทรดเดอร์จะเลือกเทรดแบบสวิง เพราะในที่สุดจะคุ้มเวลามากกว่า
    • ต้นทุนในการเทรดของนักเทรดระยะสั้นจะสูงกว่ามากๆ เมื่อคิดผลลัพธ์ออกมาทั้งปี เช่น นักเทรดแบบ Scalping บางคนอาจมีต้นทุนที่ต้องจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมวันละ 20 USD เพราะลองคิดภาพว่าต้องเทรดวันละ 15-20 สถานะต่อวัน และปีนึงต้องเทรด 200 วัน ก็จะมีต้นทุนตลอดทั้งปีมากกว่า 4,000 USD แถมต้องเทรดเป็นจำนวนครั้งรวมกันเป็นพันครั้งๆ อาจจะเหนื่อยตายก่อน แต่ถ้าเป็นการเทรดแบบ Swing Trading ก็ตรงกันข้าม มีต้นทุนที่น้อยเพราะเข้าเทรดน้อยกว่า
    • นักเทรดที่เทรดแบบ Swing Trading จะสามารถเลือกใช้ Indicator ได้หลากหลายมากกว่า โดยเฉพาะในกลุ่ม Trend หรือ Moving Average เพราะหากเป็นกรณีของนักเทรด Scalping จะมีปัญหาเรื่อง Lagging ที่ไม่สามารถนำเครื่องมือกลุ่ม Trend มาใช้กับการเทรดระยะสั้นๆ ได้ เพราะจะเกิดสัญญาณหลอกบ่อยครั้งมาก

Swing Trading นอกจากจะสามารถใช้ Indicator ได้หลากหลายแล้ว นักเทรดสวิงส่วนใหญ่จะเลือกใช้ Indicator เฉพาะเจาะจงที่ให้ข้อมูลพิเศษบางอย่าง เช่น Admiral Pivot Point ซึ่งจะคำนวณโซนราคาที่เหมาะสมให้อัตโนมัติ หรือ Admiral Keltner ซึ่งจะแสดงกรอบความผันผวนที่สามารถบอกได้ทันทีว่า ตลาดในระยะสั้นนั้น "กำลังถูกหรือแพง" รวมถึง Indicator นับเวลาแท่งเทียน ที่จะเตือนตลอดว่า เหลือเวลาเท่าไหร่ก่อนที่แท่งเทียนจะปิดตัวลง

Indicator พิเศษเหล่านี้ ทั้ง Admiral Pivot Point, Admiral Keltner หรือตัวนับเวลาแท่งเทียน เป็นสิ่งที่แจกให้ฟรีสำหรับคนที่ใช้ MetaTrader 5 กับโบรกเกอร์ Admiral Markets เท่านั้น

MetaTrader 5 เป็นแพลตฟอร์มการเทรดชั้นนำ ที่มีเครื่องมือการวิเคราะห์กราฟระดับสูง, ระบบการเทรดอัตโนมัติ ปรับแต่งเครื่องมือและระบบเทรดได้ตามต้องการ ข้อมูลการวิเคราะห์ตลาดแบบเรียลไทม์ พร้อมเจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือในหลากหลายภาษา รวมถึงภาษาไทยด้วย ไม่ว่าคุณจะเป็นเทรดเดอร์สายข่าว หรือนักวิเคราะห์ทางเทคนิค MetaTrader 5 คือแพลตฟอร์มที่ดีที่สุดสำหรับคุณ คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง เพื่อดาวน์โหลดแพลตฟอร์มไปใช้งานได้ฟรี!

เปิดบัญชี MT5

ความเสี่ยงของระบบ Swing Trade

ดูเหมือนว่า การเทรดแบบสวิงเทรด จะมีแต่ข้อดีอย่างเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทุกระบบเทรดมีจุดอ่อนของมันเอง และนี่คือสิ่งที่เราต้องพิจารณาเมื่อคิดจะเริ่มทำ Swing Trading

  • ต้นทุนจากการถือดอกเบี้ยข้ามคืน เราเรียกค่าใช้จ่ายส่วนนี้ว่า "Swap" สิ่งเป็นต้นทุนคล้ายๆ เวลาที่เราเทรดสัญญาฟิวเจอร์สที่ต้อง Rollover หรือต่ออายุสัญญา แต่ในกรณีของการเทรด Forex จะเทรดผ่านตราสาร CFD (อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ : CFD คืออะไร) ซึ่งจะเสมือนมีการ Rollover สัญญาให้อัตโนมัติ เทรดเดอร์ไม่ต้องเสียต้นทุนเมื่อต่ออายุสัญญา แต่จะเป็นการเรียกเก็บดอกเบี้ยในการถือสถานะข้ามคืนแทน อย่างไรก็ตาม เงินจำนวนนี้ถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับส่วนต่างราคาหากการเทรดนั้นๆ ประสบความสำเร็จ ความเสี่ยงค่า Swap จึงถือว่าไม่สูงนัก
  • ความเสี่ยงจากการถือสถานะเป็นเวลานานๆ ในกรณี ยกตัวอย่างเช่น หากเราถือสถานะที่มีกำไรมาแล้วเป็นระยะทาง 200 Pips และใช้เวลาถือครองมามากกว่า 1 สัปดาห์ แต่จู่ๆ ธนาคารกลางก็ประกาศแทรกแซงค่าเงินที่เราถือครองอยู่ ทำให้เราสูญเสียกำไรทั้งหมดในวันเดียว ซึ่งในกรณีนี้ สิ่งที่เสียไปคือต้นทุนเวลานั่นเอง และยิ่งเราต้องถือสถานะเป็นเวลานานๆ ความเสี่ยงในลักษณะนี้ก็ยิ่งมากขึ้น (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับหน่วย Pips ที่บทความ : Pip คืออะไร)

Swing Trade สินค้าอะไรได้บ้าง?

Swing Trading อาศัยประโยชน์จากการสวิงของราคา ดังนั้น เราจำเป็นต้องเลือกสินค้าที่มีความผันผวนพอเหมาะ มีรอบการสวิงที่กว้างพอจะเก็บกำไรได้ เพราะหากเป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำๆ มีความผันผวนไม่มาก ก็อาจจะไม่คุ้มค่าเวลาและไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่จะเข้าไปเทรด ถ้าเป็นคู่เงินให้ลองพิจารณารายชื่อต่อไปนี้

  • Euro : EUR/AUD, EUR/CAD, EUR/JPY และ EUR/GBP
  • Japanese Yen: USD/JPY, CAD/JPY และ GBP/JPY
  • British Pound : GBP/AUD, GBP/CAD และ GBP/CHF
  • US Dollar : NZD/USD, USD/CAD, AUD/USD และ EUR/USD

จะเห็นว่า หากเป็นในตลาด Forex แล้ว คู่เงินโดยส่วนใหญ่จะสามารถใช้กลยุทธ์แบบ Swing Trading ได้ ยกเว้นแต่คู่เงินที่ผันผวนต่ำมากๆ อย่าง USDSGD หรือมีความผันผวนมากเกินกว่าความเสี่ยงของคนทั่วไปจะเข้าไปเทรดได้ เช่น EURTRY

แต่นอกจากคู่เงินต่างๆ แล้ว สินค้าโภคภัณฑ์ หรือสินค้าเกษตรต่างๆ ที่มีความผันผวน ก็สามารถเทรดแบบสวิงเทรดได้ เช่น น้ำตาล กาแฟ ข้าวโพด ฯลฯ แต่หากคุณสนที่จะเทรดดัชนีหุ้น ให้ลองพิจารณารายชื่อดังต่อไปนี้

  • ดัชนีหุ้นเยอรมัน DAX 30 (อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ : Dax Index คืออะไร)
  • ดัชนีหุ้นอังกฤษ FTSE 100 (อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ : FTSE คืออะไร)
  • CAC40
  • Dow Jones 30
  • Nasdaq 100
  • Nikkei 225

ควรใช้บัญชีอะไรในการเทรดแบบ Swing Trading

คุณรู้แล้วว่า Swing Trading ต้องการสินค้าที่มีความผันผวนพอเหมาะ และสิ่งที่คุณต้องการคือหลากหลายของสินค้าให้คุณเลือกเทรด ดังนั้น คุณเลือกใช้บัญชี MT5 เพราะมีสินค้าทั้งค่าเงิน, หุ้น, ทองคำ, น้ำมัน ฯลฯ คุณจะเลือกเทรดได้ตามต้องการและเหมาะสมกับตัวคุณมากที่สุด ลองพิจารณาประโยชน์ของบัญชี MT5 ดังต่อไปนี้

  • ซื้อขายได้มากกว่า 4,000+ ตราสารผ่าน รวมถึงดัชนีตลาดหุ้นชั้นนำ อย่างเช่น DAX Index, S&P500
  • เทรดทำกำไรได้ทั้ง "ขาขึ้น" และทำกำไรตลาด "ขาลง" คุณจะลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นในทุกๆ สภาวะตลาด
  • เพิ่มสถานะการเทรดเมื่อตลาดเข้าทางด้วย "เลเวอเลจ" ที่มากถึง 1:500 (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ "เลเวอเลจ" ได้ที่บทความ : Leverage คืออะไร)
  • ต้นทุนค่าสเปรดที่ต่ำเฉพาะลูกค้า Admiral Markets เทรดเหมือนไม่เสียอะไรเลย เพราะค่าคอมมิชชั่นที่แทบจะเรียดกับพื้นดินอยู่แล้ว
  • เริ่มต้นการเทรดของคุณวันนี้ ด้วยเงินฝากขั้นต่ำเพียง $100

นอกจากนี้ MetaTrader 5 จะมีอัปเดตข้อมูลตลาด, การวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ และลูกเล่นอื่นๆ อีกมากมายที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเทรดของคุณ คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างและดาวน์โหลดได้ฟรีทันที!

เปิดบัญชี MT5

พื้นฐานของ Swing Trade Strategy

เราต้องเข้าใจว่า ความจริงแล้ว Swing Trading เป็นสิ่งที่เรียกว่า "สไตล์" ไม่ใช่กลยุทธ์ แต่หากจะเรียกว่ากลยุทธ์ ต้องมีองค์ประกอบอื่นๆ จนมีความเป็นระบบเทรด และในไสตล์การเทรดแบบสวิงเทรดนั้น มีกลยุทธ์มากมายที่สามารถใช้ได้ผลดี บ่อครั้ง เบื้องหลังกลยุทธ์เหล่านี้ มีเรียกแนวคิดพื้นฐานอย่าง "แนวรับ" และ "แนวต้าน" เท่านั้น ซึ่งแนวดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นของการบอกว่า เราควรจะเทรดแบบเกาะตามแนวโน้มหรือเทรดสวนเทรน หากท่านยังจับใจความไม่ค่อยได้ ให้ลองพิจารณากลยุทธ์ Swing Trading ด้านล่างที่จะอธิบายต่อไป

  • Strategy 1 : Swing Trading บนพื้นฐานของ Trend Trading

กลยุทธ์ง่ายๆ ที่เหมาะสมสำหรับผู้เริ่มต้นเทรด คือ การเทรดตามแนวโน้ม โดยจะเริ่มต้นจากการระบุแนวโน้มให้ได้ก่อน เพราะเป็นหัวใจของการเทรดในลักษณะนี้ เพราะต้องตระหนักว่า ตลาดไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นเส้นตรง จะมีขึ้นหรือลงตลอดเวลา ให้ลองพิจารณาภาพ 1.2 จะเห็นว่า ครึ่งแรกของกราฟจะเป็นแนวโน้มขาลง เราก็จะเลือกเทรด Sell แต่ครึ่งหลังเป็นแนวโน้มขาขึ้น แต่ในแนวโน้มขาขึ้น ก็จะมีขาลงย่อยๆ แทรกมาเสมอ

แนวโน้มของราคาสำหรับการเทรด Swing Trading

ภาพ 1.2 : กราฟ USDCAD ราย 4 ชั่วโมง, ตั้งแต่ May-June 2020, แสดงตัวอย่างการประเมินแนวโน้มอย่างคร่าวๆ โดยจะพิจารณากรอบเวลาย้อนหลัง 1-3 สัปดาห์เท่านั้น โดยแต่ละเส้นแบ่งเวลา 1 ช่องเวลาคือ 1 สัปดาห์

คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer) : กราฟของสินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงในบทความนี้ ใช้ในจุดประสงค์เพื่อการอธิบาย ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุนหรือชักชวนให้ซื้อขายเครื่องมือทางการเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวนอนาคตได้

จากภาพ 1.2 นี่คือพื้นฐานของการเทรดแบบ Swing Trading อย่างแท้จริง โดยจะเห็นว่า มีการวิเคราะห์แนวโน้มของราคาก่อน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็น "แนวโน้มขาลง" โดยจังหวะในการเข้าเทรดจะเป็นจังหวะที่ราคาได้ Pullback กลับขึ้นมา และกราฟแท่งเทียนเปลี่ยนเป็นขาลงอีกครั้ง ลองสังเกตลูกศร [1] กับ [3] ส่วนในกรณีของ [2] จะเห็นว่า ความจริงมีแท่งเทียนสีแดงหลายแท่งก่อนหน้านั้นอยู่บ้าง แต่ถ้าใช้เทคนิค Fibonacci ประกอบ เราจะได้จังหวะเทรด ในจุดที่ใกล้จุดสูงสุดดังภาพพอดี ทั้งนี้ ถ้าจะให้สรุปวิธีการ Swing Trading ตามแนวโน้มแบบง่ายๆ คือ

  • ประเมินแนวโน้มของตลาด
    • อาจใช้วิธีมองย้อนกลับไป 1-3 สัปดาห์ตามภาพ
  • รอจังหวะที่ Pullback หรือวิ่งสวนจากแนวโน้มหลัก
  • รอจังหวะที่กราฟแท่งเทียนเปลี่ยนกลับไปทิศทางเดิม
    • ในกรณีนี้จะได้ความรู้ Price Action มาประกอบ

จะเห็นว่า พื้นฐานของ Swing Trade Strategy ในกรณีที่เทรดตามแนวโน้ม คือ การหาจุดกลับตัว หรือจุดที่ตลาดที่กลับไปเคลื่อนสู่แนวโน้มหลักอีกครั้ง ซึ่งการสวิงเทรดแบบนี้มีข้อดี คือ เป้าหมายในการทำกำไรของเราจะไกลมาก เพราะได้ประโยชน์จากแนวโน้มในภาพใหญ่ เพียงแต่เราไม่จำเป็นต้องถือสถานะจนสุดแนวโน้ม เพราะอย่าลืมว่า แนวคิดของ Swing Trading คือการเอากำไรในระยะกลาง เพื่อที่จะลดความเสี่ยงจากตลาดในระยะยาวออกไป และสิ่งหนึ่งที่นักสวิงเทรดตระหนักดี คือ เราก็ไม่รู้ว่าแนวโน้มมันจะไปสุดเมื่อไหร่ เพราะไม่มีใครทำนายตลาดได้

แต่ถ้าคุณรู้สึกว่า คุณพร้อมแล้วกับการลงทุนด้วยแนวทางแบบ Swing Trading อยากให้คุณเริ่มลองจากตลาด Forex ในบางคู่สกุลเงินที่มีความผันผวนไม่มากไม่น้อยเกินไปอย่าง EURUSD หรือถ้าแรงขึ้นมาหน่อยก็เป็น GPBUSD คุณสามารถเปิดบัญชีเทรดและทดลองเทรดด้วยจำลองบนสภาพแวดล้อมตลาดจริงๆ ฟรี! คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อเปิดบัญชีได้ทันที!

เปิดบัญชีเทรดหุ้น Forex

Swing Trade แบบ 'สวนเทรน'

สำหรับคนที่ต้องการค้นข้อมูลเพิ่มเติม ภาษาอังกฤษจะใช้คำศัพท์ประมาณว่า "Counter-trend Trading" การสวิงเทรดแบบนี้จะตรงข้ามกับหัวข้อที่แล้ว "เกือบจะสิ้นเชิง" แต่ยังคงอยู่บนพื้นฐานเดียวกันบางอย่าง เพราะเราจะเข้าไปเล่นกับจุดกลับตัวเพื่อเทรดตามแนวโน้มระยะสั้นที่ส่วนทิศทางเดิมกลับมา

ความยากของการสวนเทรน (ที่มากกว่าการตามเทรนอยู่เล็กน้อย) คือการวิเคราะห์การหมดกำลังของราคา ซึ่งแนวคิดส่วนใหญ่จะผูกกับเรื่อง "ระยะทาง" ที่คาดว่าราคาจะหมดพลังลง เช่น 1.61 เท่าของกรอบ หรือ 3-4 เท่าของกรอบราคา จากภาพ 1.3 ด้านล่าง ให้สังเกตว่า จะใช้เครื่องมือ Fibonacci Retracement เข้ามาประกอบการวิเคราะห์ โดยจะลาก Fibonacci จากจุดที่ [1] ไปจุดที่ [2]

รูปภาพระบบ swing trade แบบสวนแนวโน้ม

ภาพ 1.3 กราฟ USDCAD ราย 4 ชั่วโมง, ตั้งแต่ May-June 2020, แสดงตัวอย่างการวิเคราะห์การหมดกำลังของราคา

คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer) : กราฟของสินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงในบทความนี้ ใช้ในจุดประสงค์เพื่อการอธิบาย ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุนหรือชักชวนให้ซื้อขายเครื่องมือทางการเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวนอนาคตได้

การลากดังกล่าวคือการวัดระยะทางจากจุด [1] ไปจุด [2] โดยตัวเลข 161.8 หมายความว่า ราคาเดินทางมาไกล 1.618 เท่าของระยะทางระหว่าง [1] กับ [2] โดยนับจากจุด 0.0 ซึ่งที่ระยะทางดังกล่าว ราคามักมีโอกาสหมดกำลัง ตัวเลขอื่นก็เช่นกัน โดยเฉพาะตัวเลข 423.6 หมายถึง ระยะทางเป็น 4.236 เท่าของ [1] และ [2] โดยนับจากจุด 0.0

ซึ่งการวิเคราะห์การหมดกำลังเพื่อใช้สวนแนวโน้มนั้น เรานิยมใช้เครื่องมือวัดการแกว่ง เช่น RSI (อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ : RSI คือ) มาประกอบ โดยในกรณีของภาพ 1.3 จะเห็นว่า ราคาจะแตะที่แนว 423.6 ไปพร้อมๆ กับที่เกิดสัญญาณ Divergence ในเครื่องมือ RSI ซึ่งก็ถือว่าเป็นสัญญาณเทรดได้แล้ว ทั้งนี้ หากให้สรุปวิธีการสวนแนวโน้มแบบคร่าวๆ ก็สรุปได้ดังนี้

  • วิเคราะห์แนวโน้ม
    • เหมือนหัวข้อที่แล้ว คือ อาจใช้วิธีมองย้อนกลับไป 1-3 สัปดาห์ตามภาพ
  • วิเคราะห์ระยะทางที่คาดว่าจะหมดกำลัง
    • ให้สังเกตว่า ถ้าเป็นการเทรดตามแนวโน้ม ในขั้นตอนนี้จะเป็นการรอให้ราคา Pullback กลับไปก่อน แต่ถ้าเราเทรดสวนเทรน มันคือการที่เราวิเคราะห์เพื่อเก็บระยะส่วนต่างจากการที่ราคาได้ Pullback นั่นเอง
  • ใช้เครื่องมือยืนยันสัญญาณการเทรด
    • ในกรณีนี้ คือ ใช้ RSI Divergence ซึ่งคุณอาจจะใช้กราฟแท่งเทียนเข้ามาผสมโรงก็ย่อมได้

นั่นคือแนวคิดพื้นฐานของ Swing Trading คุณเลือกได้ว่า จะเป็นคนที่เทรดตามแนวโน้มแล้วออกไปใช้ชีวิต หรือเพิ่มความท้าทายให้มากขึ้นด้วยการ Counter-Trend แต่ทั้งนี้ หากคุณยังรู้สึกว่า ไม่ค่อยเข้าใจแนวคิดเหล่านี้เท่าไหร่ หรือต้องการเพิ่มพูลความรู้ในการเทรดมากยิ่งขึ้น คุณสามารถเข้าเรียนคอร์สสอนเทรดแบบ Live สดได้ฟรีๆ แต่อย่าลืมเช็คตารางเรียนก่อน คลิกที่แบนเนอร์เพื่อสมัครและเข้าเรียนได้ฟรี!

Webinar เรียนรู้การเทรด Forex

การบริหารความเสี่ยงในระบบ Swing Trade

สิ่งที่คุณอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับการเทรด Forex ก็คือ เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะเสียเงิน คุณรู้หรือไม่ว่า นี่เป็นเรื่องจริงสำหรับเทรดเดอร์ในตลาดทั่วโลก และแม้แต่เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ ก็ไม่มีใครที่จะเทรดชนะได้ตลอด และไม่มีใครสามารถการันตีได้ว่า การเทรดแต่ละครั้งของพวกเราจะทำเงินได้ 100%

บางครั้ง แต่การตัดสินใจผิดพลาดเพียงครั้งเดียว ก็อาจทำให้คุณสูญเสียเงินทั้งหมดในบัญชีของคุณไปเลยก็ได้ ดังนั้น การบริหารและจัดการกับความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเทรด สิ่งที่เรียกว่า Money Management จึงถูกยกมาสอนอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะในตลาด Forex

คุณต้องเรียนรู้ที่และเข้าใจถึง "วิธีการที่จะสูญเสีย" เพราะมันจะทำให้คุณว่า วิธีการที่จะทำให้ได้ชัยชนะคืออะไร สิ่งสำคัญคือ คุณต้อง "ยอม" สูญเสียเงินจำนวนน้อยๆ เพื่อรักษาต้นทุนทั้งหมดในพอร์ต ในขณะที่คุณควรจะคาดหวังกำไรอย่างสมเหตุสมผล และต้องอดทนที่จะถือสถานะที่ชนะ ไปจนกว่าจะเกิดสัญญาณบอกว่า ตลาดใกล้ถึงจุดกลับตัวแล้ว ทั้งนี้เราได้สรุปแนวคิดหลักๆ ไว้แล้วดังต่อไปนี้

  • กำหนดไว้ให้ชัดเจนเลยว่า ความสูญเสียของเงินทุนสูงสุดที่เสียได้คือเท่าไหร่ สิ่งคุณต้องเข้าใจด้วยว่า คุณต้องอยู่ในเกมการเทรดในระยะยาวๆ ดังนั้น คุณไม่ควรกำหนดจำนวนเงินที่ยอมสูญเสียในแต่ละครั้งมากเกินไป เช่น ถ้าคุณมีเงินทุน 10,000 USD คุณควรวางเงินในการเทรดแต่ละครั้ง อาจจะ 50-100 USD เท่านั้น แต่ถ้าถึงจุด Stop Loss หรือจุดที่เงินทุนของคุณติดลบตามกำหนด คุณต้องออกจากการเทรดทันที
    • ประเด็นย่อยในเรื่องนี้ คือ หากคุณกำหนดเงินทุนที่ยอมเสียในแต่ละครั้งมากเกินไป เช่น คุณมีเงิน 10,000 USD แต่กำหนดว่าจะยอมเสียทีละ 2,000 USD แต่เนื่องจากเงิน 2,000 USD เป็นจำนวนเงินที่มากพอสมควร เมื่อพอร์ตคุณติดลบไปแล้ว 2,000 USD มักจะเกิดอาการทางจิตวิทยาที่ทำให้คุณไม่กล้าที่จะ Stop Loss ออกมาจากเกม
  • อย่า All-in เด็ดขาด! คุณห้ามเทเงินหมดหน้าตักในการเทรดครั้งเดียว มันไม่เหมือนกับการเล่น Poker ที่การ All-in ของคุณนั้นส่งผลต่อจิตวิทยาของผู้เล่นในโต๊ะ เพราะในตลาดการเงิน การ All-in ของคุณนั้น ไม่ได้ส่งผลอะไรเลย ดังนั้น มันจะเป็นสิ่งที่อันตรายและโง่เขลาที่สุดในการเทรด Swing Trading ใดๆ
    • ประเด็นต่อเนื่องในเรื่องนี้ คือ คุณควรจะคิดไว้เสมอว่า คุณจะต้องเทรดผิดทางกี่ครั้งกว่าพอร์ตของคุณจะเงินหมด เช่น ถ้าคุณเทรดเสียติดต่อกัน 100 ครั้งแล้วพอร์ตคุณจะแตก ก็หมายความว่า Risk of Ruin คุณคือ 100 ครั้ง
    • มาที่ตัวอย่าง 10,000 USD เช่นเดิม ถ้าคุณวางไว้ว่า 100 ครั้งพอร์ตจะแตก หมายความว่า คุณจะเสี่ยงได้แต่ละครั้งมากสุดเพียง 100 USD เท่านั้น หรือคิดเป็น 1% ของเงินทุนเต็มของคุณ
    • ถ้าคุณวางเงินที่ละ 2% ตามแนวคิดที่เรียกว่า "The 2% Rule" ก็หมายความว่า คุณจะเทรดได้เพียง 50 ครั้งเท่านั้น ซึ่งนับว่า เป็นจำนวนที่ไม่เยอะเลย!

Indicator ที่ใช้ได้ดีกับระบบ Swing Trade

นี่เป็นตัวอย่างเครื่องมือหลักๆ หรือ Indicator ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการเทรดแบบ Swing Trading ได้

MACD, RSI

ในกรณีนี้จะอธิบายรวมๆ กัน เพราะทั้ง RSI และ MACD จะเป็น Indicator ที่ใช้วิเคราะห์แรงผลักของราคาหรือ Momentum ซึ่งมันจะอธิบายได้ว่า "อัตราการเปลี่ยนแปลงราคา" ในสภาวะตลาดปัจจุบันนั้นเป็นอย่างไร เพราะถ้าราคายังเป็นแนวโน้มเดิมอยู่ แต่อัตราการเปลี่ยนแปลงของราคามันลดลง ก็อาจหมายถึง การสิ้นสุดของแนวโน้มกำลังจะมาถึง เราจึงนิยมใช้เครื่องมือกลุ่มนี้กับการ Swing Trading แบบสวนแนวโน้ม

Moving Average

"ค่าเฉลี่ย" คือพื้นฐานของ การวิเคราห์ทางเทคนิคใดๆ ทั้งปวง และในกรณีของการเทรดแบบ Swing Trading เราจะนิยมใช้ Moving Average ในการกรองจังหวะการเทรด หรือใช้เลือกหน้าเทรดนั่น โดยตัว Moving Average จะไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นสัญญาณหลักมากเท่าใดนัก

swing trading โดยใช้ moving average

ภาพ 1.4 กราฟ USDCHF ราย 4 ชั่วโมง, ตั้งแต่ Nov 2019 - Feb 2020, แสดงจังหวะการเข้าเทรดด้วยเส้นค่าเฉลี่ย

ปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer) : กราฟของสินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงในบทความนี้ ใช้ในจุดประสงค์เพื่อการอธิบาย ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุนหรือชักชวนให้ซื้อขายเครื่องมือทางการเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวนอนาคตได้

ในกรณีของภาพ 1.4 เราใช้ Moving Average ในการเลือกหน้าเทรด โดยหากราคาอยู่ใต้เส้น Moving Average ก็ถือว่า เป็นแนวโน้มขาลง เมื่อใดก็ตามที่ราคาวิ่งกลับมาใกล้เส้นค่าเฉลี่ยแล้วเกิดอาการ "กลับตัว" หรือชะลอแรงลง ก็จะถือว่าเป็นสัญญาณในการเข้า Sell อย่างไรก็ตาม ในกรณีของภาพ 1.4 เราจะใช้เครื่องมือ Stochastic Oscillator เข้ามาช่วยกำหนดจังหวะเทรดอีกรอบหนึ่ง

Bollinger Bands

ในบทความ " Indicator คืออะไร" ได้อธิบายไว้แล้วว่า Bollinger Bands เป็นอีก Indicator ที่ดีที่สุดในกลุ่มของการวัด Volatility โดยจะแสดงเป็นกรอบของเส้นค่าเฉลี่ย มีพื้นฐานการคำนวณจากเส้นค่าเฉลี่ย SMA หรือ EMA แล้วนำค่าเฉลี่ยดังกล่าวมาคำนวณเป็นค่าเส้นส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสองเส้น (Standard Deviation) ซึ่งหากนำ ATR มาเปรียบเทียบกัน เวลาที่ ATR พุ่งขึ้นสูงๆ หรือความผันผวนเพิ่มมากขึ้น ตัวของ Bollinger Bands ก็จะขยายออกเช่นกัน ซึ่งมักเกิดในไม่กี่กรณี เช่น การกลับตัวของราคา หรือ การ Breakout ออกจากกรอบ

การเข้าเทรดแบบ Swing Trade ด้วยเครื่องมือ Bollinger Bands

ภาพ 1.5 กราฟ AUDCHF ราย 4 ชั่วโมง, ตั้งแต่ May-June 2020, แสดงโอกาสในการเข้าเทรดแบบ Swing Trade ด้วยเครื่องมือ Bollinger Bands

ปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer) : กราฟของสินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงในบทความนี้ ใช้ในจุดประสงค์เพื่อการอธิบาย ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุนหรือชักชวนให้ซื้อขายเครื่องมือทางการเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวนอนาคตได้

จากภาพ 1.5 ให้สังเกตว่า จังหวะที่ราคากลับมาแตะ Band หรือเส้นรอบนอกของ Bollinger Bands นั้น มักจะทิ้งช่วงเป็นสัปดาห์ๆ โดยสัปดาห์นึง ราคาจะกลับมาที่กรอบนอกเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้งเท่านั้น ซึ่งในกรณีนี้ หมายความว่า กรอบการสวิงของราคาเป็นกรอบที่มีการพักตัวทุกๆ 1-2 สัปดาห์นั้นเอง

สรุปก็คือ Bollinger Bands จะทำให้เราคาดการณ์ระยะในการย่อตัวของราคาได้ ซึ่งจะเหมาะทั้งกับคนที่เทรดแบบ Swing Trading ทั้งแบบตามแนวโน้มหรือสวนแนวโน้มหลัก

ในทางปฏิบัติจริงๆ คุณควรจะต้องมีการทดสอบสัญญาณการซื้อขายของคุณว่า ใช้งานได้จริงๆ หรือไม่ ซึ่งวิธีการที่ง่ายที่สุดคือการทดสอบในบัญชีเงินจำลองหรือที่เรียกว่า Demo Account ซึ่งเปิดโอกาสในคุณสามารถทดลองกลยุทธิ์การเทรด Forex ได้ทุกประเภทโดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ เลย เนื่องจากไม่ต้องใส่เงินจริงๆ เข้าไป คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อเปิดบัญชีทดลองได้แล้ววันนี้ ฟรี!

เปิดบัญชี Demo

เทคนิคเล็กน้อยสำหรับการ Swing Trade ในตลาด Forex

ตอนนี้คุณได้เรียนรู้พื้นฐานของการเทรดแบบ Swing Trading รวมถึงกลยุทธ์ต่างๆ พอสมควรแล้ว ต่อไปนี้จะเป็นข้อสังเกตหรือเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่เชื่อว่า จะทำให้คุณเป็นเทรดเดอร์สาย Swing Trade ได้อย่างมีคุณภาพ

  1. พยายม ปรับการเทรดของคุณให้สอดคล้องกับแนวโน้มระยะยาว แม้ว่าคุณอาจกำลังดูกราฟสั้นอย่าง เช่น H1 หรือ H4 แต่คุณควรจะดูกรอบเวลาย้อนหลังไป 3-4 สัปดาห์ หรือเป็นเดือนๆ เพราะสิ่งสำคัญในเรื่องนี้ก็คือ ถ้าคุณอยู่ทิศทางเดียวกันกับแนวโน้มในภาพใหญ่ คุณจะได้เปรียบจากแรงส่งจากไทม์เฟรมในทิศทางหลัก ซึ่งจะทำให้มีโอกาสเสียเงินน้อยกว่าการเทรดสวนแนวโน้มมาก
  2. ใช้ประโยชน์ให้ได้สูงสุดการใช้ใส่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ หรือ Moving Average นี่เป็นเครื่องมือหลักที่ไม่ใช่ก็ได้ แต่ก็ควรจะใช้ เพราะมันจะกรองความผิดพลาดของการระบุแนวโน้มของคุณออกไป มันจะลดความถี่ในการเทรดของคุณออกไปได้ และที่สำคัญต่อไปข้อที่แล้ว คือ Moving Average จะทำให้คุณสามารถผูกตัวเองให้เกาะไปตามแนวโน้มหลักได้ดีกว่าการที่คุณไม่ใช้มัน
  3. อย่าใช้ Leverage มากเกินไป ใช่ว่าการใช้ Leverage เป็นเรื่องผิดบาป เพราะการที่เราสามารถเทรดในสถานะที่ใหญ่กว่าเงินทุนของเรามากๆ ได้นั้น มันหมายถึง กำไรที่คาดหวังที่จะได้ย่อมมากตามไปด้วย แต่การใช้ Leverage ที่ดี ควรใช้ในจังหวะที่ได้เปรียบมากๆ หรือมีสถานะที่มีกำไรถือมาอยู่ก่อนแล้วในระยะหนึ่ง
    • วิธีการหนึ่งที่มีประสิทธิภาพมากๆ ก็คือ การที่คุณเพิ่มสถานะเข้าไปเมื่อกราฟย่อตัวลงมาตามแนว Fibonacci Retracement และอย่าลืมว่า คุณควรทำเมื่อมีกำไรสะสมมาก่อนแล้วระยะหนึ่ง เพราะไม่เช่นนั้น การเทรดในสถานะที่ใหญ่เกินไป จะสร้างความเสียหายให้คุณอย่างแน่นอน!
  4. Swing Trading จะมีสัญญาณการเทรดไม่บ่อยนัก สิ่งที่คุณควรทำคือพยายามกระจายการเทรดไปในหลายๆ คู่เงิน จะทำให้คุณสามารถเปิดสถานะเทรดได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง การที่คุณยึดติดกับสินค้าใดสินค้าหนึ่ง จะเกิดความเสี่ยงในกรณีที่สินค้านั้นๆ เกิดเทรดเป็น Sideway เป็นระยะเวลานานๆ
  5. ถ้ากังวลกับค่า Swap หรือดอกเบี้ยข้ามคืนมากเกินไป แต่อย่างไรก็ตาม นั้นก็ถือว่าเป็นต้นทุนที่คุณต้องจ่าย สิ่งที่คุณจะทำได้เพื่อหลีกเลี่ยงค่า Swap คือการเลือกคู่เงินหรือสินค้าที่มีรอบการสวิงที่ดี ไม่เลือกสินค้าที่มักมีพฤติกรรม Sideway นานๆ
  6. อย่าเทรดด้วยอารมณ์ ตรงนี้ต้องเข้าใจว่า การเทรด Swing Trading นั้นทำให้ชีวิตคุณ "สบายเกิน" มันจะทำให้คุณรู้สึกว่า อยากเข้าไปเทรดตลอดเวลา เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สอนกันยาก แต่ก็ต้องย้ำกันอีกครั้ง ให้ยึดตามระบบเทรดหรือสัญญาณเทรดของคุณเท่านั้น
    • ในบทความนี้ คือคุณต้องเทรดเมื่อราคา Pullback กลับ หรือมีสัญญาณกลับตัวเท่านั้น คุณไม่ควรไปเร่งเทรดถี่ๆ ในขณะที่ราคากำลังเคลื่อนเป็นแนวโน้มอย่างต่อเนื่อง

เทรด Forex & CFD กับ Admiral Markets

หากคุณเลือกที่จะเทรดฟอเร็กซ์กับ Admiral Markets เท่ากับคุณได้เปิดโอกาสให้ตัวเองให้สามารถเทรดได้ทั้ง Forex และ CFDs สูงสุดถึง 80+ สกุลเงิน เข้าถึงการเทรดในผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและสามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้รวดเร็ว บนแพลตฟอร์มการเทรดที่ปลอดภัย คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อเปิดบัญชีทดลองได้แล้ววันนี้ ฟรี!

เปิดบัญชีเทรด Forex

เรียนรู้เรื่องการเทรดเพิ่มเติมได้ที่นี่

เกี่ยวกับ Admiral Markets

Admiral Markets เป็นโบรกเกอร์ Forex และ CFD ที่ชนะรางวัลมากมาย อีกทั้งได้รับใบอนุญาตและกำกับดูแลจากหลายประเทศทั่วโลก โดยให้บริการซื้อขายตราสารการเงินมากกว่า 8,000 รายการผ่านแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกอย่าง MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 เริ่มเทรดเลยวันนี้

คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer) : สารสนเทศที่ได้นำเสนอ มีรายละเอียดเพิ่มเติมที่เชื่อมโยงกับการวิเคราะห์ การประเมินผลลัพธ์ การคาดการณ์และการพยากรณ์ รวมถึงข้อมูลอื่นใดที่มีลักษณะของการให้ข้อมูลในรูปแบบเดียวกัน (ต่อไปจะเรียกว่า "การวิเคราะห์") ซึ่งได้เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ Admiral Markets ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน โปรดศึกษาและพิจารณาข้อควรระวังดังต่อไปนี้

  1. นี่คือการสื่อสารทางการตลาด การวิเคราะห์ที่ถูกเผยแพร่ไปนั้น มีวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่สามารถตีความได้ว่าเป็นข้อเสนอแนะหรือคำแนะนำทางด้านการลงทุน ไม่ได้จัดทำขึ้นตามข้อกำหนดทางกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความเป็นอิสระของการวิจัยการลงทุน (Independence of Investment Research) และไม่อยู่ภายใต้ข้อห้ามใดๆ เกี่ยวกับการจัดการล่วงหน้าในการเผยแพร่การวิจัยการลงทุน
  2. การตัดสินใจลงทุนใดๆ ของลูกค้า เป็นการตัดสินใจแต่โดยลำพังของลูกค้าเอง Admiral Markets จะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการตัดสินใจดังกล่าว ไม่ว่าการตัดสินใจนั้นจะเป็นผลจาก "การวิเคราะห์" หรือไม่ก็ตาม
  3. การวิเคราะห์นี้ จัดทำขึ้นโดยนักวิเคราะห์อิสระ (Jens Klatt, นักวิเคราะห์ ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า "ผู้แต่ง")
  4. เพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ของลูกค้าจะได้รับการคุ้มครอง ในขณะที่เป้าหมายในการจัดทำการวิเคราะห์ที่ดีก็ยังสามารถดำเนินต่อไปได้ Admiral Markets จึงได้กำหนดกระบวนเป็นการภายในเพื่อป้องกันและจัดการกับความขัดแย้งกันทางผลประโยชน์ (Conflicts of Interest)
  5. เราได้พยายามอย่างหนักเพื่อให้แน่ใจว่า แหล่งที่มาทั้งหมดของการวิเคราะห์ มีความน่าเชื่อถือและได้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดเท่าที่จะเป็นไปได้ เข้าใจได้ง่าย แม่นยำ ทันเวลาหรือไม่ล้าสมัย อย่างไรก็ตาม Admiral Markets ไม่รับประกันความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลที่อยู่ในการวิเคราะห์ ตัวเลขที่นำเสนอหรืออ้างถึงผลลัพธ์ในอดีต ไม่สามารถเป็นตัวบ่งชี้ที่น่าเชื่อถือถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
  6. ข้อมูลที่นำเสนอในการวิเคราะห์ ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นคำแนะนำการลงทุน คำให้สัญญา หรือการรับประกันจาก Admiral Markets ว่า ลูกค้าจะได้กำไรจากกลยุทธิ์หนึ่งๆ อย่างแน่นอน หรือสามารถจำกัดการขาดทุนได้
  7. การใช้เครื่องมือทางการเงินก่อนหน้านี้หรือแบบจำลองใดๆ ที่ระบุไว้ในเอกสารเผยแพร่ไม่ควรตีความว่าเป็นคำมั่นสัญญาที่จะรับประกันอย่างแน่นอน หรือโดยพฤตินัย จาก Admiral Markets เกี่ยวกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะไม่มีการรับประกันมูลค่าของเครื่องมือทางการเงินอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง
  8. ผลิตภัณฑ์เลเวอเรจ (Leveraged products) รวมถึงสัญญาเพื่อส่วนต่าง "CFD" โดยธรรมชาติถือเป็นเครื่องมือในการเก็งกำไร ซึ่งอาจทำให้เกิดการขาดทุนหรือกำไร ก่อนที่คุณจะเริ่มลงทุน โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่า คุณได้เข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงเป็นอย่างดีแล้ว

CFD เป็นตราสารที่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินอย่างรวดเร็วจากเลเวอเรจ