เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการใช้เว็บไซต์ของเรา เมื่อดำเนินการเรียกดูเว็บไซต์นี้ต่อไปหมายความว่าคุณให้ความยินยอมในการให้ใช้คุกกี้ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงวิธีแก้ไขการตั้งค่าของคุณ โปรดอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว
รายละเอียดเพิ่มเติม ยอมรับ

เทรดข่าวเลือกตั้งสหรัฐฯ 2020

ตุลาคม 27, 2020 18:20 UTC

ทำไมต้องเทรดข่าว

วิธีพื้นฐานที่สุดวิธีหนึ่งในการซื้อขายและลงทุนคือการหาตลาดที่คุณสามารถไปได้มากและซื้อหรือขายที่ซึ่งคุณสามารถลงไปขายได้ แน่นอนว่าพูดง่ายกว่าทำ ปัจจัยหลายอย่างมีผลต่อการตัดสินใจของผู้ค้าและนักลงทุนว่าตลาดจะไปที่ใดต่อไปได้ นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่การจัดการความเสี่ยงและการลดความสูญเสียเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการบัญชีธุรกิจหรือพอร์ตการลงทุน

ผู้ค้าและนักลงทุนกำหนดทิศทางราคาในอนาคตของตลาดอย่างไร? ผู้ค้าปลีกหลายรายจะหันมาใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเพื่อระบุวิธีการซื้อและขายจากผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดเช่นวาณิชธนกิจและกองทุนป้องกันความเสี่ยง แต่พวกเขากำหนดทิศทางราคาในอนาคตของตลาดอย่างไร? โดยปกติทีมนักวิจัยจะวิเคราะห์ข่าวสำหรับตารางการซื้อขายและเริ่มแลกเปลี่ยนข่าวสารและสร้างโพสต์

โชคดีที่การเข้าถึงข้อความนั้นง่ายกว่าที่เคย เนื่องจากข่าวดีหรือร้ายสามารถมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในวงกว้างจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องรู้วิธีทำการซื้อขายตามข่าวและมีกลยุทธ์การซื้อขายตามข่าวที่ถูกต้องเพื่อให้ได้ตำแหน่งที่ไม่เหมือนใครในตลาด ก่อนที่จะดูกลยุทธ์ต่างๆสำหรับข่าวการซื้อขายในประเภทสินทรัพย์ต่างๆเรามาดูข่าวตลาดประเภทต่างๆที่มีให้

คุณทราบหรือไม่ว่า Admiral Markets Spotlight WebNars ให้การเข้าถึงเซสชันการซื้อขายสดฟรีที่ผู้ขายมืออาชีพสร้างขึ้นสามครั้งต่อสัปดาห์และพวกเขาจะแสดงเทคนิคการซื้อขายตามข่าวทางเทคนิคและพื้นฐานที่หลากหลายซึ่งจะให้คุณค่าและการซื้อขายทั่วไปในตลาดต่างๆ สามารถระบุโอกาสได้ คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง

เรียนเทรด Forex ออนไลน์

วิเคราะห์การเลือกตั้งอเมริกา 2020 จะส่งผลอย่างไรกับราคาทองคำและหุ้น

รวมถึงการประกาศข่าวเศรษฐกิจรายเดือนพร้อมกันและการประกาศอัตราดอกเบี้ยการขายปลีกรายงานเงินเฟ้อรายงานการจ้างงานและข่าวอื่น ๆ การออกตัวเลขเหล่านี้มีให้เห็นอย่างกว้างขวางในหมู่นักเทรดและนักลงทุนและมีศักยภาพในการบรรทุกสินทรัพย์หลายประเภท คุณสามารถดูได้ว่าข่าวเหล่านี้จะเผยแพร่เมื่อใดในหน้าปฏิทิน Forex ของ Admiral Markets

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2020 ได้เริ่มอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2020 ที่ผ่านมา สิ่งที่นักลงทุนให้ความสนใจคือการเลือกตั้งดังกล่าวนี้ จะส่งผลอย่างไรต่อตลาดการเงินการลงทุน โดยสิ่งที่เป็นตัวกำหนดแนวโน้มของตลาดก็คือ "ผลการเลือกตั้ง"

โดนัลด์ ทรัมป์ : ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก

ความเป็น "ทรัมป์" คือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการวิเคราะห์แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ โดยหาก โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ราคาทองคำจะมีแนวโน้มขาขึ้นกินระยะเวลาส่วนใหญ่ของวาระการดำรงตำแหน่ง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะได้รับอานิสงส์จากนโยบายทางการคลังจนสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีก ในขณะที่ตลาดหุ้นประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น จีน ญี่ปุ่น ยุโรป หรือเอเชีย มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากนโยบายการการต่างประเทศของ โดนัลด์ ทรัมป์

ความเป็นไปของตลาดการเงินขึ้นอยู่กับว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะได้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัยหรือไม่? ซึ่งต่อไปจะเป็นการอธิบายว่า ทำไมแค่ "ทรัมป์" เพียงคนเดียวถึงมีอิทธิพลต่อตลาดการเงินมากมายถึงเพียงนี้ โดยแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น

  1. การเลือกตั้งสหรัฐฯ และราคาทองคำ
  2. การเลือกตั้งสหรัฐฯ กับตลาดหุ้น
  • 1.การเลือกตั้งสหรัฐฯ และราคาทองคำ
  • a.อำนาจของ สหรัฐฯ ในการกำหนดเกมการค้าโลก

โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้ประโยชน์จากการที่ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่นำเข้าสินค้ามากที่สุดของโลก เป็นแต้มต่อหลักในการกดดันประเทศอื่นๆ ข้อมูลจาก Worldstopexports ระบุว่า ในปี 2018 การนำเข้าของสหรัฐฯ มีมูลค่ามากถึง 2.612 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามมาด้วยจีนที่มีมูลค่าการนำเข้า 2.135 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สำหรับปี 2020 มีอีกประเด็นเพิ่มขึ้นมาที่จะทำให้สหรัฐฯ มีอำนาจมากยิ่งขึ้นในเกมการค้าระหว่างประเทศ คือปัญหาการระบาดของไวรัส COVID-19 (โคโรน่าไวรัส)

ไวรัสดังกล่าวทำให้ศักยภาพการนำเข้าสินค้าของประเทศจีนถูกลดทอนลง เมื่อประเทศที่มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลก (ประเทศผู้ส่งออก) ไม่สามารถสร้างรายได้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ประเทศเหล่านั้นจะเหลือทางเลือกน้อยลงและนั่นคือช่วงเวลาที่กลุ่มประเทศดังกล่าวจะต้องเผชิญแรงกดดันจากเงื่อนไขทางการค้าที่สหรัฐฯ หยิบยื่นให้

  • b.นโยบายการต่างประเทศของ "ทรัมป์" ที่เป็นภัยกับเศรษฐกิจโลก

สืบเนื่องจากการที่สหรัฐฯ เป็นมหาอำนาจผู้นำเข้าสินค้า สิ่งที่เป็นภัยต่อเศรษฐกิจโลกจึงเป็นปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ซึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ มีทัศนคติต่อการขาดดุลค้าที่ไม่ยืดหยุ่นนัก มีการเฝ้าระวังประเทศที่เกินดุลการค้าต่อสหรัฐฯ รวมถึงการขึ้นบัญชีดำประเทศที่สหรัฐฯ อ้างว่ามีการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อสร้างความได้เปรียบในการค้ากับสหรัฐฯ การเฝ้าระวังดังกล่าวนำไปสู่มาตรการกดดันต่างๆ ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะผลักให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้น

ประเด็นต่อมาที่สืบเนื่องกันคือประเทศจีนและ "สงครามการค้า" ทั้งนี้เพราะการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ กว่าครึ่งหนึ่งเป็นการเสียดุลการค้าให้กับประเทศจีน สหรัฐฯ จึงทำการเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศจีน เมื่อชาวอเมริกันต้องซื้อสินค้าจากจีนในราคาที่แพงขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าจากประเทศอื่นๆ จีนย่อมขายสินค้าได้น้อยลง ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจจีนอย่างมาก

อีกทั้ง ประเทศจีนเองก็เป็นผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่ของโลก ดังนั้น การเปิดฉากสงครามการค้ากับจีน ย่อมไปทำลายสมดุลของระบบห่วงโซ่อุปทานโลก เพราะเมื่อเศรษฐกิจจีนอ่อนกำลังลง จีนก็ย่อมสั่งซื้อสินค้าจากประเทศผู้ส่งออกอื่นๆ น้อยลงเช่นกัน ซึ่งนำไปสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และนี่เป็นเหตุผลที่ สงครามการค้า จีน-สหรัฐฯ เป็นปัจจัยหลักที่ดันราคาทองคำให้สูงขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

ในเรื่องสงครามการค้า ล่าสุด สหรัฐฯ ยืนยันว่าจะยังไม่ทำข้อตกลงการค้าใน "เฟสสอง" จนกว่าจะเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง ซึ่งนอกจากจะสร้างความตึงเครียดสะสมให้กับประเทศจีนไปจนถึงเลือกตั้งแล้ว ยังหมายถึงการที่ สหรัฐฯ จะยังมีหมากที่สามารถนำขึ้นมาต่อรองได้ตลอด และทำให้สงครามยืดเยื้อออกไปเรื่อยๆ

นอกจากนโยบายด้านการค้าแล้ว การเมืองระหว่างประเทศภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ถือเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำเช่นกัน เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2020 โดนัลด์ ทรัมป์ ได้แถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภาว่า การสังหารนายพลอิหร่านที่ผ่านมานั้น นับว่าเป็นหนึ่งในผลงานของรัฐบาล โดยสิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ คือการที่ ทรัมป์ กล่าวว่า อิหร่านจะต้องยกเลิกโครงการอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นคำพูดที่สะท้อนว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จะยังไม่จบลงง่ายๆ ซึ่งประเด็นนี้จะส่งผลในเชิงบวกต่อทั้งราคาน้ำมันดิบและราคาทองคำ

  • c.สรุป: "ทรัมป์" และ "ทองคำ"

นโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้ส่งผลต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่กระทบในระดับของห่วงโซ่อุปทานโลก นำไปสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ แนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศก็เสี่ยงที่จะทำให้เกิดความตึงเครียดทางการเมืองโลก จากปัจจัยทั้งหมดนี้ จึงสรุปได้ว่า หาก โดนัลด์ ทรัมป์ สามารถชนะการเลือกตั้งได้อีกสมัย จะส่งผลให้ราคาทองคำมีแนวโน้มขาขึ้นกินระยะเวลาส่วนใหญ่ของวาระการดำรงตำแหน่ง

  • 2.การเลือกตั้งสหรัฐฯ กับตลาดหุ้น

ตลอดระยะเวลาภายใต้การบริหารงาน โดนัลด์ ทรัมป์ มีการพยายามถากถางและกดดัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ให้กดอัตราดอกเบี้ยลงให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นผลดีต่อภาคธุรกิจและดันให้ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น แม้จะเกิดความผันผวนในตลาดการเงินบ้าง แต่ก็ไม่นับว่า เป็นปัจจัยหลักที่กระทบตลาดหุ้น เพียงแต่นี้เป็นสิ่งที่สะท้อนแนวความคิดของ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเขาต้องการนโยบายทางการเงินและเศรษฐกิจแบบไหน

แต่เรื่องของธนาคารกลางเป็นสิ่งที่เหนืออำนาจของประธานาธิบดี อย่างไรก็ตาม มีอีกสิ่งหนึ่งที่ โดนัลด์ ทรัมป์ มีอำนาจตัดสินใจและได้ลงมือทำไปแล้ว คือการปฏิรูปภาษีในปี 2018 ประเด็นหลักในเรื่องนี้คือการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจากเดิมที่ภาษีขั้นสูงสุดอยู่ที่ 35% ลดให้เหลือเพียง 21% เท่านั้น ผลลัพธ์ของการปฏิรูปภาษี คือ บริษัทเอกชนต่างๆ มีกำไรเหลือมากขึ้น เกิดการจ้างงานมากยิ่งขึ้น และสุดท้ายคือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำจุดสูงสุดใหม่มาเรื่อยๆ

คำถามคือ การเลือกตั้ง 2020 จะมีนโยบายอะไรให้ โดนัลด์ ทรัมป์ นำกลับมาใช้ได้อีก หากได้รับเลือกตั้ง? สัญญาณหนึ่งที่สามารถวิเคราะห์ได้ มาจาก "แลร์รี คุดโลว์" หัวหน้าทีมที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ยืนยันว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมมาตรการ "ลดภาษีชนชั้นกลาง" ไว้แล้ว โดยต้องการให้มีผลบังคับใช้ในช่วงเดือนกันยายน 2020 นี้

จากท่าทีทั้งหมดของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีต่อธนาคารกลาง นโยบายลดภาษีที่เคยทำในปี 2018 รวมถึงแนวโน้มของการลดภาษีครั้งใหม่ เราสามารถคาดการณ์ได้ว่า หาก โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งอีกสมัย แนวนโยบายที่ออกมาจะเป็นลักษณะ "ผ่อนคลาย" เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงตลาดหุ้นอื่นๆ ก็นับว่าตรงกันข้ามกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจาก จะได้รับผลกระทบเชิงลบจากนโยบายการการต่างประเทศของ โดนัลด์ ทรัมป์ ดังที่อธิบายไปข้างต้น

สรุป: วิเคราะห์การเลือกตั้งอเมริกา 2020 จะส่งผลอย่างไรกับราคาทองคำและหุ้น

ในการพิจารณาว่าการเลือกตั้งอเมริกาจะส่งผลอย่างไรต่อราคาทองคำและหุ้น นั้นจำเป็นต้องรอให้ทราบผลการเลือกตั้งก่อนว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะได้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัยหรือไม่

  • หาก โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะ
  • oราคาทองคำมีโอกาสเป็นขาขึ้น
  • §จากความตึงเครียดจากประเด็นการค้าโลก
  • §จากความตึงเครียดจากการเมืองระหว่างประเทศ
  • oตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสเป็นขาขึ้น
  • §จากแนวนโยบายที่ผ่อนคลาย แนวโน้มที่จะใช้มาตรการการคลังในกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการลดภาษีประชาชนลง
  • oตลาดหุ้นอื่นๆ เอเชีย ยุโรป จีน ญี่ปุ่น
  • §ได้รับผลกระทบเชิงลบจากนโยบายการต่างประเทศของ โดนัลด์ ทรัมป์
  • หาก โดนัลด์ ทรัมป์ แพ้
  • oผลลัพธ์จะเป็นตรงข้าม เนื่องจากผู้ท้าชิงส่วนใหญ่มีแนวนโยบายที่ตรงข้ามกับแนวทางของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งหมายถึง หาก โดนัลด์ ทรัมป์ แพ้ นโยบายต่างๆ ของสหรัฐฯ ก็อาจมีลักษณะที่ผ่อนคลายลง ทั้งการเมืองระหว่างประเทศ หรือการค้าระหว่างประเทศ

เทรดข่าวกับโบรกเกอร์ Admiral Markets

  • ซื้อขายกับ บริษัท ที่มีชื่อเสียงซึ่งได้รับการอนุมัติและควบคุมโดย Financial Conduct Authority (FCA)
  • รับประโยชน์จากนโยบายการป้องกันยอดคงเหลือติดลบซึ่งจะช่วยปกป้องคุณจากการเคลื่อนไหวของตลาดที่ไม่ดี
  • การซื้อขายจาก MetaTrader ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการซื้อขายออนไลน์ยอดนิยมสำหรับ PC, Mac, Web, Android และ iOS

สุดท้ายนี้ หากคุณพร้อมแล้ว ที่จะเข้าไปเทรดด้วยกลยุทธ์เทรดข่าว Forexในตลาดจริงๆ ก่อนอื่นนั้น คุณควรจะต้องมีการทดสอบก่อนว่า ระบบเทรดของคุณใช้งานได้จริง และวิธีการที่ง่ายที่สุดคือการทดสอบในบัญชีเงินจำลองหรือ "Demo Account"

คุณสามารถทดสอบกลยุทธิ์การเทรดใหม่ๆ ผ่านการเทรดในตลาดเสมือนจริง สภาพแวดล้อมเหมือนจริงทุกประการ คำนวณกำไร-ขาดทุนให้ตามราคาตลาดจริงๆ แต่เพียงเป็นระบบเงินจำลองเท่านั้น บัญชี Demo จึงเป็นเหมือนห้องแล็บสำหรับการเทรด และถ้าพร้อมแล้ว คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง! เปิดบัญชีทดลองได้แล้ววันนี้ ฟรี!

เปิดบัญชีเทรด Forex

เรียนรู้เรื่องการเทรดเพิ่มเติมได้ที่นี่

เกี่ยวกับ Admiral Markets

Admiral Markets เป็นโบรกเกอร์ Forex และ CFD ที่ชนะรางวัลมากมาย อีกทั้งได้รับ ใบอนุญาตและกำกับดูแลจากหลายประเทศทั่วโลก โดยให้บริการซื้อขายตราสารการเงินมากกว่า 8,000 รายการผ่านแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกอย่าง MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 เริ่มเทรดเลยวันนี้

คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer) : สารสนเทศที่ได้นำเสนอ มีรายละเอียดเพิ่มเติมที่เชื่อมโยงกับการวิเคราะห์ การประเมินผลลัพธ์ การคาดการณ์และการพยากรณ์ รวมถึงข้อมูลอื่นใดที่มีลักษณะของการให้ข้อมูลในรูปแบบเดียวกัน (ต่อไปจะเรียกว่า "การวิเคราะห์") ซึ่งได้เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ Admiral Markets ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน โปรดศึกษาและพิจารณาข้อควรระวังดังต่อไปนี้

  1. นี่คือการสื่อสารทางการตลาด การวิเคราะห์ที่ถูกเผยแพร่ไปนั้น มีวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่สามารถตีความได้ว่าเป็นข้อเสนอแนะหรือคำแนะนำทางด้านการลงทุน ไม่ได้จัดทำขึ้นตามข้อกำหนดทางกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความเป็นอิสระของการวิจัยการลงทุน (Independence of Investment Research) และไม่อยู่ภายใต้ข้อห้ามใดๆ เกี่ยวกับการจัดการล่วงหน้าในการเผยแพร่การวิจัยการลงทุน
  2. การตัดสินใจลงทุนใดๆ ของลูกค้า เป็นการตัดสินใจแต่โดยลำพังของลูกค้าเอง Admiral Markets จะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการตัดสินใจดังกล่าว ไม่ว่าการตัดสินใจนั้นจะเป็นผลจาก "การวิเคราะห์" หรือไม่ก็ตาม
  3. การวิเคราะห์นี้ จัดทำขึ้นโดยนักวิเคราะห์อิสระ (Jens Klatt, นักวิเคราะห์ ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า "ผู้แต่ง")
  4. เพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ของลูกค้าจะได้รับการคุ้มครอง ในขณะที่เป้าหมายในการจัดทำการวิเคราะห์ที่ดีก็ยังสามารถดำเนินต่อไปได้ Admiral Markets จึงได้กำหนดกระบวนเป็นการภายในเพื่อป้องกันและจัดการกับความขัดแย้งกันทางผลประโยชน์ (Conflicts of Interest)
  5. เราได้พยายามอย่างหนักเพื่อให้แน่ใจว่า แหล่งที่มาทั้งหมดของการวิเคราะห์ มีความน่าเชื่อถือและได้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดเท่าที่จะเป็นไปได้ เข้าใจได้ง่าย แม่นยำ ทันเวลาหรือไม่ล้าสมัย อย่างไรก็ตาม Admiral Markets ไม่รับประกันความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลที่อยู่ในการวิเคราะห์ ตัวเลขที่นำเสนอหรืออ้างถึงผลลัพธ์ในอดีต ไม่สามารถเป็นตัวบ่งชี้ที่น่าเชื่อถือถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
  6. ข้อมูลที่นำเสนอในการวิเคราะห์ ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นคำแนะนำการลงทุน คำให้สัญญา หรือการรับประกันจาก Admiral Markets ว่า ลูกค้าจะได้กำไรจากกลยุทธิ์หนึ่งๆ อย่างแน่นอน หรือสามารถจำกัดการขาดทุนได้
  7. การใช้เครื่องมือทางการเงินก่อนหน้านี้หรือแบบจำลองใดๆ ที่ระบุไว้ในเอกสารเผยแพร่ไม่ควรตีความว่าเป็นคำมั่นสัญญาที่จะรับประกันอย่างแน่นอน หรือโดยพฤตินัย จาก Admiral Markets เกี่ยวกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะไม่มีการรับประกันมูลค่าของเครื่องมือทางการเงินอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง
  8. ผลิตภัณฑ์เลเวอเรจ (Leveraged products) รวมถึงสัญญาเพื่อส่วนต่าง "CFD" โดยธรรมชาติถือเป็นเครื่องมือในการเก็งกำไร ซึ่งอาจทำให้เกิดการขาดทุนหรือกำไร ก่อนที่คุณจะเริ่มลงทุน โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่า คุณได้เข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงเป็นอย่างดีแล้ว

CFD เป็นตราสารที่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินอย่างรวดเร็วจากเลเวอเรจ