CFD คืออะไร เทรด CFD อย่างไร มาหาคำตอบของ Contract for Difference ด้วยกัน

Reading time: 41 minutes

CFD คืออะไร เทรด CFD อย่างไร

คุณอยากที่จะเทรดในตลาดการเงินแต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนใช่รึเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้น CFD หรือ Contract for Difference (สัญญาซื้อขายส่วนต่าง) น่าจะเป็นคำตอบที่ใช่สำหรับคุณ เพราะ CFD มีข้อกำหนดในการเข้าเทรดด้วยเงินทุนขั้นต้นที่ต่ำและยังสามารถเทรดจากที่ไหนก็ได้แบบออนไลน์ แต่หลักการของ CFD นั้นดูจะเป็นในทางทฤษฎีแบบนามธรรมมากกว่า จึงทำให้เทรดเดอร์ที่อยากลงทุนทำกำไรรู้สึกสับสนและไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนดีอย่าไปกลัวกับเรื่องแค่นี้ เพราะในบทความนี้ เราจะอธิบายให้คุณเข้าใจเกี่ยวกับ CFD, CFD ทำงานอย่างไร, ข้อดีและความเสี่ยงในการเทรด CFD, เทรด CFD อย่างไร, การเทรด CFD ประเภทต่าง ๆ, การเลือกใช้แพลตฟอร์มในการเทรด CFD และอื่น ๆ อีกมากมาย


CFD คืออะไร

CFD ย่อมาจาก 'Contract for Difference' (สัญญาซื้อขายส่วนต่าง) ซึ่งเป็นสัญญาที่ระบุว่าจะทำการซื้อขายส่วนต่างในราคาของสินทรัพย์ ณ จุดเวลาที่ทำการเปิดสัญญากับจุดเวลาที่ทำการปิดสัญญา

แล้วนี่หมายความว่าอย่างไร การเทรด CFD คืออะไรกันแน่

เพื่อที่จะเข้าใจหลักการของ CFD และวิธีเทรด CFD ให้มากขึ้น ทางที่ดีที่สุดก็คือเริ่มจากการลงทุนแบบดั้งเดิม โดยหลักการพื้นฐานเลยก็คือ หากคุณต้องการลงทุนในบริษัทใดบริษัทหนึ่ง คุณก็จะต้องซื้อหุ้นของบริษัทนั้นที่ราคาหุ้นปัจจุบัน หากคุณต้องการลงทุนในทองคำหรือน้ำมันดิบ คุณก็จะต้องซื้อทองคำแท่งหรือน้ำมันสักบาร์เรลมาเก็บไว้ จากนั้นก็รอ (ด้วยความหวัง) ว่าราคาจะเพิ่มขึ้น เพื่อที่คุณจะได้ขายสินทรัพย์นั้น ๆ ในราคาที่สูงขึ้นเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของราคาซื้อและราคาขาย

การเทรด CFD ก็ทำได้ด้วยหลักการเดียวกัน นั่นก็คือคุณเข้าไปเปิดออเดอร์เทรดสินทรัพย์ที่ราคาหนึ่ง จากนั้นก็รอให้ราคาปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลง เพื่อหาโอกาสที่จะทำกำไร (หรือขาดทุน) จากส่วนต่างของราคาซื้อและราคาที่จะขายนั่นเอง แต่ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดเลยระหว่างการเทรด CFD และการลงทุนแบบดั้งเดิมก็คือในการเทรด CFD คุณไม่ได้เป็นผู้ถือครองสินทรัพย์นั้นจริง ๆ แต่ CFD จะเป็นเพียงเครื่องมือสะท้อนราคาของสินทรัพย์อ้างอิง ทำให้คุณสามารถเก็งกำไรจากการขึ้นลงของราคาโดยไม่จำเป็นต้องซื้อสินทรัพย์นั้นจริง ๆ

การเทรด CFD มีหลักการทำงานอย่างไร มาดูความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ CFD กัน

หากเราตัดเอาคำศัพท์ทางเทคนิคอย่างเช่น 'สัญญา' และ 'สินทรัพย์อ้างอิง' ออกไป การเทรด CFD ก็คือตัวสร้างโอกาสในการทำกำไรจากการขึ้นลงของราคาตลาดนั่นเอง

ซึ่งสามารถทำได้โดย

  1. เปิดบัญชีเทรดกับโบรกเกอร์ CFD
  2. ดาวน์โหลดโปรแกรมหรือแพลตฟอร์มสำหรับเทรด CFD จากโบรกเกอร์ที่เปิดบัญชีด้วย
  3. เลือกประเภทของสินทรัพย์ที่ต้องการเทรด
  4. เก็งกำไรโดยคาดการณ์ว่าราคาของสินทรัพย์จะปรับขึ้นหรือลง

ลองยกตัวอย่างว่าราคาของทองคำอยู่ที่ $1,500 ต่อออนซ์ และคุณคาดว่าราคาจะปรับตัวสูงขึ้น ในกรณีนี้ คุณสามารถเปิดคำสั่งเทรด 'buy' / ซื้อ ในแพลตฟอร์มเทรดของคุณได้เลย ซึ่งคำสั่งเทรดดังกล่าวจะรู้จักกันว่าเป็นการเทรด 'long' หมายความว่าคุณจะเปิดคำสั่งเทรดที่ราคาหนึ่ง โดยคาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้น แล้วจากนั้นก็จะทำการปิดคำสั่งเทรด (หรือ 'sell' / ขาย) ที่ราคาที่สูงขึ้น เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของราคาซื้อและราคาขาย

ดังนั้นหากคุณเปิดคำสั่งเทรดทองคำที่ราคา $1,500 และปิดคำสั่งเทรดเมื่อราคาทองคำปรับสูงขึ้นไปแตะที่ $1,525 คุณก็จะทำกำไรจากการเทรดได้ $25 (โปรดทราบว่านี่เป็นเพียงการยกตัวอย่างแบบง่าย ๆ และเราจะกล่าวอย่างละเอียดเกี่ยวกับการคำนวณผลกำไรและขาดทุนจากการเทรด CFD ต่อไปในบทความนี้)

ในทางตรงกันข้าม หากคุณคิดว่าราคาทองคำมีแนวโน้มจะตกลง คุณก็ต้องเปิดคำสั่งเทรด 'sell' / ขายในแพลตฟอร์มเทรดของคุณ ซึ่งรู้จักกันว่าเป็นการเทรด 'short' หมายความว่าคุณจะเปิดคำสั่งเทรดโดยคาดว่าราคาของสินทรัพย์นั้นจะตกลง แล้วทำการปิดคำสั่งเทรด (หรือ 'buy' / ซื้อ) เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างที่เกิดขึ้น

ดังนั้นหากคุณเปิดคำสั่งเทรด short ในการเทรด CFD ทองคำที่ราคา $1,500 และปิดคำสั่งเทรดเมื่อราคาทองคำตกลงไปอยู่ที่ $1,450 คุณก็จะทำกำไรจากการเทรดได้ $50

CFD จะขึ้นอยู่กับราคาตลาด ดังนั้นการเทรดของคุณจะประสบความสำเร็จ (หรือล้มเหลว) ก็ขึ้นอยู่กับทิศทางของตลาดนั่นเอง

หากคุณอยากจะเริ่มทดลองเทรด ก็สามารถเข้าไปดูขั้นตอนการเปิดบัญชีทดลองเทรดได้ในวิดีโอด้านล่างนี้ได้เลย

พร้อมหรือยัง บัญชีทดลองเทรด CFD จะให้คุณได้เข้าไปลองเทรดในตลาดด้วยข้อมูลตลาดแบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องเสี่ยงเอาเงินไปลงทุนจริง ๆ ด้วยบัญชีทดลองเทรด คุณจะได้ตั้งวงเงินจำลองในบัญชีซึ่งคุณสามารถนำไปใช้ทดลองเทรดเพื่อฝึกฝนทักษะในการเทรดให้ชำนาญ เรียนรู้เพิ่มเติมและลงทะเบียนวันนี้ได้เลยเพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง

เปิดบัญชีทดลองเทรด Forex ฟรี

ข้อดีของการเทรด CFD คืออะไร

ถึงแม้ว่าจะมีโบรกเกอร์ CFD มากมายที่อยากจะร่ายยาวข้อดีของการเทรด CFD แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะแยกออกว่าอันไหนเชื่อได้อันไหนเชื่อไม่ได้ แล้วทุกอย่างที่โบรกเกอร์เหล่านี้บอกว่านั้นจริงหรือเปล่า หรือเป็นแค่แผนการขายเท่านั้น

ในบทความนี้ คุณจะได้ทราบถึงประโยชน์หรือข้อดีโดยรวมที่น่าเชื่อถือได้ของการเทรด CFD รวมไปถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการเทรด CFD ด้วย

เลเวอเรจของ CFD

หนึ่งในข้อดีที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยสำหรับการเทรด CFD ก็คือการใช้ผลิตภัณฑ์เลเวอเรจ ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถเข้าถึงตลาดในสัดส่วนที่ใหญ่ขึ้นกว่าเงินทุนที่มีอยู่จริงในบัญชีที่สามารถลงทุนซื้อสินทรัพย์ได้ (หรือที่เรียกว่ามาร์จิ้น/เงินประกันนั่นเอง)

ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตราสารที่คุณต้องการเทรด, องค์กรกำกับดูแลในภูมิภาคของคุณ และโบรกเกอร์ที่คุณใช้บริการ ซึ่งสำหรับเทรดเดอร์มืออาชีพจะสามารถเปิดเทรดได้ที่มูลค่าสูงสุดถึง 500 เท่าของจำนวนเงินในบัญชีของคุณ ส่วนเทรดเดอร์รายย่อยนั้น ในตราสารบางประเภทก็อนุญาตให้สามารถเทรดได้ที่มูลค่าสูงสุดถึง 30 เท่าของเงินทุนที่มีอยู่จริง

ดังนั้นหากคุณมีเงินทุนอยู่ในบัญชี $1,000 และมีเลเวอเรจอยู่ในอัตราส่วน 1:30 คุณก็จะมีเงินทุนเพิ่มขึ้นอีก $30 ในทุก ๆ $1 ในบัญชีของคุณ นั่นหมายถึงคุณสามารถทำการเทรดได้ที่มูลค่าสูงสุดถึง $30,000 เลยทีเดียว

เราลองย้อนกลับไปดูตัวอย่างการลงทุนทองคำกันอีกครั้ง หากคุณต้องการซื้อทองคำ 1 ออนซ์ซึ่งมีมูลค่า $1,5000 คุณก็จะต้องจ่ายเงินซื้อเป็นจำนวน $1,500 แต่ในการเทรด CFD คุณสามารถเปิดคำสั่งเทรดทองคำในมูลค่าเท่ากันแต่ใช้เงินซื้อเพียงแค่เสี้ยวเดียวของมูลค่าดังกล่าวเท่านั้นเอง

หากคุณเลือกเทรดกับโบรกเกอร์ CFD ที่ให้ค่าเลเวอเรจ 1:20 ก็หมายความว่าทุก ๆ $1 ในบัญชีของคุณ จะทำให้คุณสามารถเทรดทองคำในมูลค่า $20 ได้ ดังนั้นหากคุณต้องการเปิดคำสั่งเทรดทองคำปริมาณ 1 ออนซ์ที่มูลค่า $1,500 คุณก็จะต้องเตรียมมาร์จิ้นหรือเงินประกันในบัญชีเป็นจำนวน $300

นี่แสดงให้เห็นว่าแม้ว่าจะใช้เงินทุนในจำนวนแค่น้อยนิด แต่คุณก็ยังสามารถทำกำไร (หรือขาดทุน) ได้ในปริมาณที่พอ ๆ กันกับการลงทุนแบบดั้งเดิม จะมีความแตกต่างก็คือผลตอบแทนจากการลงทุนขั้นต้นจะสูงกว่ามาก แต่ก็มีความเสี่ยงด้วยเช่นกันคือเมื่อเทรดเสียก็จะต้องขาดทุนในปริมาณที่มากขึ้นเหมือนกับตอนที่กำไรด้วยเช่นกัน


เทรด CFD ทองคำ

การลงทุนแบบดั้งเดิม

เงินทุนของคุณ

$300

$1,500

เปิดคำสั่งเทรด long ทองคำที่ราคา $1,500 และปิดที่ราคา $1,525

ทำกำไรได้ $25 หรือ 8.33%

ทำกำไรได้ $25 หรือ 1.67%

เปิดคำสั่งเทรด long ทองคำที่ราคา $1,500 และปิดที่ราคา $1,450

ขาดทุน $50 หรือ 16.67%

ขาดทุน $50 หรือ 3.33%

คุณจะมองเห็นเลเวอเรจ CFD ในอัตราส่วนระดับต่าง ๆ ว่าทำงานอย่างไรได้ชัดเจนขึ้นในอินโฟกราฟิกด้านล่างนี้

อินโฟกราฟิกเลเวอเรจของ CFD

เทรด long หรือ short ได้ด้วย CFD

ข้อเสียประการหนึ่งของการลงทุนแบบดั้งเดิมก็คือคุณจะสามารถทำกำไรได้ก็ต่อเมื่อตลาดปรับตัวไปในทิศทางขาขึ้นเท่านั้น หากเกิดวิกฤติในตลาดหรือหนึ่งในสินทรัพย์ที่คุณลงทุนไปมีราคาที่ตกต่ำลง ก็อาจส่งผลในทางลบให้กับพอร์ตการลงทุนของคุณทั้งพอร์ตเลยก็ได้

แต่การเทรด CFD นั้นจะเปิดให้คุณสามารถเทรดได้ทั้ง long และ short หมายความว่าคุณสามารถทำกำไรได้ทั้งสองทางไม่ว่าจะเป็นตลาดขาขึ้นหรือตลาดขาลง

การเทรด long ใน CFD คือเทรดเดอร์คาดว่ามูลค่าของสินทรัพย์จะเพิ่มขึ้น จึงทำการเปิดคำสั่งเทรด 'buy/ซื้อ' เมื่อสินทรัพย์มีราคาต่ำ จากนั้นก็ทำการขาย (หรือปิดเทรด) ที่ราคาที่สูงกว่าเพื่อทำกำไร (หากตลาดพลิกผันและราคาปรับตัวลดลง ก็จะกลายเป็นขาดทุนแทน)

เทรด long CFD

แหล่งที่มา: ทองคำ, กราฟ H4 – MT5 Admiral Markets - กราฟราคาของตราสารการเงินที่ปรากฏในบทความนี้ถูกใช้เพื่อแสดงตัวอย่างและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือคำชักชวนให้ซื้อหรือขายตราสารการเงินใด ๆ โดย Admiral Markets (CFD, ETF, หุ้น) ผลตอบแทนการลงทุนในอดีตไม่ใช่ตัวบ่งชี้ผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การเทรด short ใน CFD คือเทรดเดอร์คาดว่ามูลค่าของสินทรัพย์จะลดลง จึงทำการเปิดคำสั่งเทรด 'sell/ขาย' และปิดเทรดที่ราคาต่ำลงเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของราคา หลักการก็เหมือนกับการเทรด long คือเมื่อราคาสินทรัพย์ปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามจากที่คาดการณ์ไว้เมื่อไหร่ ก็เท่ากับว่าคุณขาดทุนนั่นเอง

เทรด short CFD

แหล่งที่มา: EUR/USD, กราฟ H1 – MT5 Admiral Markets - กราฟราคาของตราสารการเงินที่ปรากฏในบทความนี้ถูกใช้เพื่อแสดงตัวอย่างและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือคำชักชวนให้ซื้อหรือขายตราสารการเงินใด ๆ โดย Admiral Markets (CFD, ETF, หุ้น) ผลตอบแทนการลงทุนในอดีตไม่ใช่ตัวบ่งชี้ผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ด้วยคุณสมบัติของการเทรด CFD ที่สามารถทำการเทรดได้ทั้ง long และ short ทำให้เทรดเดอร์สามารถเลือกทำกำไรได้ในทุกสภาวะตลาด

ความหลากหลายของตลาด CFD

เนื่องจาก CFD เป็นอนุพันธ์ของสินทรัพย์อื่น ๆ จึงสามารถนำมาใช้เป็นตัวแทนของตลาดใด ๆ ก็ได้ และโบรกเกอร์หลาย ๆ เจ้า (รวมถึง Admiral Markets ด้วย) ก็ให้เทรดเดอร์ของตนเข้าถึงตลาดการเงินเป็นพัน ๆ รายการได้ด้วยแพลตฟอร์มเทรดเดียวเท่านั้น

ตัวอย่างตลาดการเงินที่สามารถเทรด CFD ได้ อาทิเช่น คู่สกุลเงิน Forex, หุ้น, สินค้าโภคภัณฑ์, คริปโตเคอเรนซี่, ETF, ดัชนีหุ้น, พันธบัตร ฯลฯ ซึ่งนี่ก็รวมถึงการเข้าถึงตลาดที่ไม่อาจเข้าเทรดได้ในรูปแบบอื่นอย่างเช่นตลาดดัชนีหุ้นด้วย

การเทรด CFD Forex

CFD Forex นั้นให้คุณสามารถเทรดคู่สกุลเงินได้หลากหลายคู่ ทั้งคู่สกุลเงินหลัก อย่างเช่น EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY และ AUD/USD คู่สกุลเงินรอง อย่างเช่น EUR/GBP และ AUD/NZD รวมถึงคู่สกุลเงินแปลกใหม่ อย่างเช่น USD/CZK ด้วย

ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศนั้นมีการเก็งกำไรและมีความผันผวนสูง ซึ่งเปิดโอกาสทำกำไรให้กับเทรดเดอร์ที่เชี่ยวชาญได้ไม่น้อย โดยตลาด Forex ยังเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์อีกด้วย หมายความว่าคุณสามารถตั้งเวลาเทรดให้สัมพันธ์กับกิจกรรมอื่น ๆ ของคุณได้

CFD Forex ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อาทิเช่น

  • EUR/USD
  • GBP/USD
  • USD/JPY
  • EUR/GBP

CFD ดัชนี

CFD ดัชนีเป็นโอกาสทำกำไรที่ดีเยี่ยมอีกทางหนึ่งสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ที่ต้องการทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของตลาดโดยรวม แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะลงทุนในหุ้นตัวไหนหรือในตราสารประเภทไหนดี

ดัชนีหุ้นเป็นเหมือนตัวแทนของหุ้นที่ถูกเลือกขึ้นมาแล้ว (เช่น ดัชนีหุ้น DAX คือตัวแทนหุ้นของบริษัท 30 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดและมีสภาพคล่องที่สุดในตลาดหลักทรัพย์แฟรงก์เฟิร์ต ในขณะที่ดัชนีหุ้น S&P500 จะเป็นตัวแทนหุ้นของบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 500 บริษัทของสหรัฐฯ) โดยดัชนีหุ้นดังกล่าวสามารถใช้เป็นตัววัดความสามารถของตลาดโดยรวมได้ ซึ่งคุณจะไม่สามารถทำการซื้อหรือขายดัชนีได้ด้วยการลงทุนแบบดั้งเดิม แต่จะสามารถเทรดได้ด้วย CFD ดัชนีแทน

CFD ดัชนีที่ได้รับความนิยมมาก อาทิเช่น

  • CFD DAX30
  • CFD DJI30 (ตัวแทน Dow Jones)
  • CFD FTSE100
  • CFD NQ100 (ตัวแทนดัชนี Nasdaq100)

CFD สินค้าโภคภัณฑ์

คุณสามารถเทรด CFD สินค้าโภคภัณฑ์ได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งมีทั้งโลหะอย่างเช่นทองคำ และเงิน, พลังงานอย่างเช่นน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และสินค้าเกษตรกรรมอย่างเช่นกาแฟ, คอตต้อน และน้ำส้ม

ในการลงทุนแบบดั้งเดิมนั้น คุณจะต้องเตรียมเงินที่ต้องจ่ายในปริมาณที่มากกว่ามาก นี่ยังไม่รวมถึงการจัดเก็บสินค้าที่ซื้อมาด้วย แต่สำหรับ CFD สินค้าโภคภัณฑ์นั้นคุณเพียงแต่เทรดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์เท่านั้นโดยที่ไม่ต้องครอบครองสินทรัพย์นั้นจริง ๆ

CFD สินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้รับความนิยม อาทิเช่น

  • CFD ทองคำ Spot gold
  • CFD เงิน Spot
  • CFD น้ำมันดิบ Brent
  • CFD น้ำมันดิบ WTI

พร้อมที่จะเทรดแล้วรึยัง เริ่มต้นสู่การเทรดทองคำด้วยการคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง

เทรด CFD ทองคำ

CFD หุ้น

หุ้นก็สามารถเทรดด้วย CFD ได้เช่นกัน โดยมีข้อดีหลาย ๆ ประการด้วยกัน

ประการแรกเลยก็คือในการเทรด long (หรือซื้อ) คุณจะสามารถรับเงินปันผลของหุ้นอ้างอิงในคำสั่งเทรดด้วย CFD ของคุณได้ จึงเหมือนกับการได้รับรายได้อีกต่อหนึ่ง CFD หุ้นก็เหมือนกับ CFD ตราสารอื่น ๆ ที่มีข้อดีในเรื่องของเลเวอเรจซึ่งให้คุณสามารถเข้าซื้อขายหุ้นในปริมาณที่มากขึ้นกว่าตอนที่ใช้การลงทุนแบบดั้งเดิมด้วยเงินทุนที่มีอยู่จริง นอกจากนี้ยังสามารถเทรด short ใน CFD หุ้นได้ด้วยซึ่งทำให้ทำกำไรได้แม้จะเป็นตลาดขาลงก็ตาม

CFD หุ้นที่ได้รับความนิยม อาทิเช่น

  • CFD หุ้น Apple
  • CFD หุ้น Facebook
  • CFD หุ้น Google
  • CFD หุ้น Netflix
  • CFD หุ้น Tesla

CFD คริปโตเคอเรนซี่

ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2560 เป็นต้นมา ตลาดคริปโตเคอเรนซี่เริ่มได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก นำโดย Bitcoin ซึ่งถือว่าเป็นคริปโตเคอเรนซี่ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็ว่าได้ โบรกเกอร์ออนไลน์หลาย ๆ เจ้าก็มีให้บริการเทรด CFD Bitcoin ทั้งด้วยสกุลเงินทั่วไปอย่าง USD หรือ EUR และด้วยเหรียญคริปโตอื่น ๆ เช่น Litcoin, Ripple และ Ehtereum

CFD คริปโตเคอเรนซี่ที่ได้รับความนิยม อาทิเช่น

  • CFD BTC/USD (เทรดBitcoin ด้วย USD)
  • CFD BCH/USD (เทรด Bitcoin cash ด้วย USD)
  • CFD ETH/USD (เทรด Ethereum ด้วย USD)
  • CFD XRP/USD (เทรด Ripple ด้วย USD)
  • CFD LTC/USD (เทรด Litecoin ด้วย USD)

หากคุณยังอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเทรดคริปโตเคอเรนซี่ละก็ สามารถเข้าไปดูรายการ CFD คริปโตที่เรามีให้บริการได้ด้วยการคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างนี้ ซึ่งที่นี่คุณสามารถเปิดบัญชีเพื่อเริ่มเทรดได้เลยง่าย ๆ

เทรด CFD คริปโตเคอเรนซี่

เวลาทำการเทรด CFD

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า CFD เป็นเครื่องมือสะท้อนราคาของสินทรัพย์อ้างอิงของมัน ดังนั้นจึงใช้เวลาทำการเทรดสินทรัพย์นั้น ๆ เหมือนกันด้วย จึงอาจมี CFD ในสินทรัพย์บางประเภทที่สามารถเทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันไม่เว้นวันหยุด

ตัวอย่างเวลาทำการของ CFD สินทรัพย์ที่ได้รับความนิยม

  • CFD Forex: เวลาทำการ 24 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์
  • CFD ดัชนี: เวลาทำการ 24 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์
  • CFD หุ้น: เวลาทำการขึ้นอยู่กับเวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง
  • CFD สินค้าโภคภัณฑ์: เวลาทำการ 24 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์
  • CFD คริปโตเคอเรนซี่: เวลาทำการ 24 ชั่วโมงต่อวัน 7 วันต่อสัปดาห์

ในหนึ่งสัปดาห์สามารถเทรด CFD Forex, สินค้าโภคภัณฑ์ และดัชนีได้ตั้งแต่เที่ยงคืนของคืนวันอาทิตย์ไปจนถึงเวลา 23:00 น.ของวันศุกร์ตามเวลาลอนดอน

ตามปกติแล้ว ช่วงเวลาที่มีการซื้อขายมากที่สุดในการเทรด CFD (ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของราคามักจะผันผวนมากที่สุด) คือช่วงคาบเกี่ยวของตลาดการเงินต่าง ๆ ดังนั้นเทรดเดอร์ส่วนใหญ่จึงถือว่าช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการเทรดก็คือ

  • ลอนดอน: 8:00 – 17:00 น. GMT
  • นิวยอร์ก: 13:00 – 22:00 น. GMT
  • สิงคโปร์: 8:00 – 17:00 น. GMT
  • โตเกียว: 0:00 – 9:00 น. GMT

โดยทั่วไปแล้วเวลาทำการของตลาดฝั่งเอเชียจะเงียบที่สุดในตราสารส่วนใหญ่

การเทรด CFD ระยะสั้น

CFD ถือว่าเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่มีประโยชน์ไม่น้อยสำหรับการเทรดระยะสั้น ซึ่งเปิดโอกาสให้คุณทำกำไรได้มากขึ้นจากการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงระยะสั้นของตลาดหุ้น, ตลาดดัชนี หรือตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องวางเงินลงทุนเป็นจำนวนมาก

หากคุณกำลังคิดจะลองเทรดระยะสั้นดู หรือเทรดแบบ scalping สิ่งจำเป็นคือควรเลือกโบรกเกอร์ CFD ที่มีการดำเนินคำสั่งที่รวดเร็ว โบรกเกอร์ที่ดีจะต้องสามารถดำเนินคำสั่งเทรดได้ในเวลาน้อยกว่าวินาที เพราะความรวดเร็วในการดำเนินคำสั่งนั้นมีความจำเป็นอย่างมากสำหรับการเทรดในตลาดการเงินที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

วันหมดอายุของ CFD

ข้อดีอีกหนึ่งประการของการเทรด CFD ก็คือ CFD ตราสารส่วนใหญ่ไม่มีวันหมดอายุ อาจจะมีบางตลาดที่มีวันหมดอายุในการเทรด แต่สำหรับ CFD หุ้นแล้ว ไม่มีวันหมดอายุ ทำให้คุณสามารถปิดสถานะสัญญา CFD หุ้นเมื่อไหร่ก็ได้ที่ต้องการ

นี่จึงถือเป็นประโยชน์อย่างมากในการเทรดระยะยาว เพราะไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะต้องปิดสถานะสัญญาก่อนที่จะกำไรได้จริงเพราะ CFD กำลังจะหมดอายุ (แต่ก็มีกรณีอื่น ๆ ที่สถานะสัญญาการเทรดของคุณถูกปิดโดยอัตโนมัติ เช่น เมื่อมีเงินทุนไม่เพียงพอในบัญชีสำหรับการเทรด)

แน่นอนว่าต้องมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง อย่างเช่น CFD ฟิวเจอร์สสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งจะมีวันหมดอายุของฟิวเจอร์ส แต่ก็ไม่จำเป็นว่าคุณต้องรอจนกว่าจะถึงวันหมดอายุจึงจะปิดสถานะสัญญาฟิวเจอร์สได้ เพราะคุณสามารถปิดสถานะได้เองภายในเวลาที่กำหนด

ค่าใช้จ่ายในการเทรด CFD

อีกหนึ่งสิ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือค่าใช้จ่ายในการเทรด CFD ซึ่งมักจะต่ำกว่าวิธีการลงทุนรูปแบบอื่น โดยเราได้กล่าวไปแล้วข้างต้นถึงการลงทุนแบบดั้งเดิมที่คุณต้องชำระเงินเต็มจำนวนของมูลค่าสินทรัพย์ที่ต้องการลงทุน แต่ในการเทรด CFD คุณสามารถเทรดด้วยมาร์จิ้นหรือเงินประกันขั้นต่ำที่น้อยกว่า

นอกจากนี้ CFD ยังไม่มีค่าธรรมเนียมในการเปิดหรือปิดสถานะสัญญาอีกด้วย แต่โบรกเกอร์ CFD ส่วนใหญ่จะมีการเรียกเก็บในส่วนที่เรียกว่า 'สเปรด' แทน

ถ้าคุณเข้าไปดูแพลตฟอร์มเทรด CFD ใด ๆ ก็ตาม จะเห็นว่ามีราคาแสดงอยู่ 2 ราคาด้วยกัน - ราคาแรกคือราคาที่ซื้อ CFD และราคาที่สองเป็นราคาที่ขาย CFD ซึ่งรู้จักกันโดยทั่วไปว่าเป็นราคา bid (ซื้อ) และราคา ask (ขาย) โดยจะสังเกตได้ว่ามีส่วนต่างระหว่างราคาทั้งสองอยู่ และส่วนต่างราคานี่แหละที่เรียกว่า 'สเปรด'

เมื่อเปิดคำสั่งเทรด buy/ซื้อ หรือเทรด long คุณจะทำกำไรจากการเทรดนี้ได้ก็ต่อเมื่อราคาของสินทรัพย์อ้างอิงขึ้นไปมากกว่าค่าสเปรดแล้ว ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเทรดทองคำด้วยราคา bid $1,500 และราคา ask $1,501 ราคาทองคำนั้นจะต้องขึ้นไปถึง $1,501 ก่อน คุณถึงจะเท่าทุน และราคาจะต้องขยับขึ้นไปอีก คุณถึงจะทำกำไรจากการเทรดนี้ได้ โดย $1 นี้จะจ่ายให้กับโบรกเกอร์นั่นเอง

ในตราสารบางประเภทอาจมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม อย่างเช่นหุ้นและ CFD หุ้น นอกจากนี้ หากคุณเปิดสถานะสัญญาข้ามคืน คุณก็อาจจะต้องจ่ายค่าบริการเพิ่มเติมซึ่งเรียกว่า 'สว็อป' (swap) ด้วย

คุณสามารถคำนวณค่าธรรมเนียมในการเทรด CFD ได้ฟรีด้วยเครื่องคำนวณการเทรด CFD ของเรา

ค่าบริการเหล่านี้ถือว่าน้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับค่าบริการนายหน้าในการซื้อขายผ่านโบรกเกอร์แบบดั้งเดิม

ความเสี่ยงในการเทรด CFD มีอะไรบ้าง

การเทรด CFD ก็เหมือนกับการลงทุนอื่น ๆ ที่จะต้องมีความเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ CFD นั้นถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อน ทำให้มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่คุณควรจะต้องทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับ CFD เสียก่อนเริ่มเทรด

ความเสี่ยวประการแรกจากการเทรด CFD ก็คือความเสี่ยงด้านตลาด หากตลาดดำเนินไปในทิศทางที่คุณเลือกเทรด ก็จะทำให้คุณได้กำไร แต่ถ้าหากตลาดไม่ได้ดำเนินไปในทิศทางนั้นแต่กลับเป็นไปในทางตรงกันข้ามเมื่อไหร่ คุณก็ต้องสูญเงินเมื่อนั้น ซึ่งก็เป็นหลักการเดียวกันกับการเทรดและการลงทุนในรูปแบบอื่น

แต่เพราะ CFD นั้นได้ประโยชน์จากการใช้เลเวอเรจ จึงทำให้เมื่อเทรดเสีย จะต้องสูญเงินในจำนวนที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับเงินลงทุนขั้นต้น ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น CFD นั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเลเวอเรจ ซึ่งเพิ่มความสามารถในการเทรดให้คุณเทรดได้ในปริมาณที่มากขึ้นโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากขึ้นตามไปด้วย จึงเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไรได้มากขึ้น แต่ก็เพิ่มมูลค่าการสูญเสียให้มากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน หากลงทุนด้วยเงินจำนวน 5,000 ยูโร คุณอาจจะทำกำไรได้มากถึง 50,000 ยูโร แต่ก็มีโอกาสเสียเงินในจำนวนเท่ากันได้ด้วยเช่นกัน

ในตลาดที่มีความผันผวนสูง นี่อาจทำให้เงินในบัญชีของคุณลดลงจนติดลบต่ำกว่า 0 ได้หรือที่เรียกว่าวงเงินติดลบในบัญชี จึงควรให้ความสำคัญกับการเลือกโบรกเกอร์ที่มีนโยบายคุ้มครองวงเงินติดลบในบัญชีให้ด้วย

ใครเทรด CFD ได้บ้าง

การเทรด CFD สามารถทำได้ทุกคนที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป และมักจะดึงดูดเทรดเดอร์ที่ต้องการ

  1. กระจายพอร์ตลงทุนในส่วนของประเภทสินทรัพย์
  2. กระจายพอร์ตลงทุนในส่วนของกรอบระยะเวลาลงทุน (มีการลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว)
  3. ทดลองกลยุทธ์เทคนิคและสไตล์การเทรดแบบต่าง ๆ ทั้งการเทรดภายในหนึ่งวัน (intraday trading), สวิงเทรด และ scalping
  4. เก็งกำไรทั้งในตลาดขาขึ้นและตลาดขาลง

คุณไม่จำเป็นต้องมีปริญญาหรือมีความรู้ในด้านการเงินก็สามารถลงทุนใน CFD ได้ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังเป็นเรื่องจำเป็นที่คุณจะต้องหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับตลาด, กลยุทธ์เทคนิคการเทรด, การบริหารความเสี่ยง และการบริหารเงินทุนเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่เป็นกำไรให้กับการลงทุนของคุณให้ได้มากที่สุด

ด้วยเหตุนี้ ทำไมไม่ลองลงทะเบียนรับความรู้ฟรีในสัมมนาออนไลน์ Webinar กับ Admiral Markets ดูละ โดยใน Trading Spotlight series ของเรา จะมีเทรดเดอร์มือโปรถึง 3 คนด้วยกันมาร่วมเสวนากับเราถึงสัปดาห์ละ 3 ครั้งในหัวข้อต่าง ๆ เกี่ยวกับการเทรด CFD ที่เป็นที่นิยมที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของตลาด, กลยุทธ์เทคนิคการเทรดสำหรับมือใหม่, จิตวิทยาในการเทรด และอื่น ๆ อีกมากมาย

เพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อลงทะเบียนเลยวันนี้

Webinar สดด้านการเทรดฟรี

จะเริ่มเทรด CFD อย่างไรดี

มาถึงตอนนี้คุณคงจะพอเข้าใจกระบวนการและข้อมูลสำคัญของการเทรด CFD ว่าคืออะไร รวมถึงข้อดีข้อเสียของมัน ทีนี้คุณอาจจะกำลังสงสัยอยู่ว่าแล้วจะเริ่มเทรด CFD ยังไงดีละ การเทรด CFD ก็มีขั้นตอนอยู่นิดหน่อย ซึ่งเราได้ทำเป็นคู่มือเบื้องต้นง่าย ๆ สำหรับการเริ่มต้นเทรด CFD ที่คุณสามารถทำตามได้ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1: สร้างบัญชีสำหรับเทรด CFD

ในการที่จะเทรด CFD ได้นั้น คุณต้องมีบัญชีเทรดกับโบรกเกอร์ CFD เสียก่อน ซึ่งอาจเป็นบัญชีเทรดจริงที่คุณจะต้องทำการฝากเงินเข้าไปและใช้เงินจำนวนนั้นในการเทรดในตลาด หรืออาจจะเป็นบัญชีทดลองเทรดที่คุณสามารถเข้าไปเรียนรู้เกี่ยวกับโปรแกรมเทรด และฝึกฝนทักษะในการเทรดให้ชำนาญด้วยเงินจำลอง

สามารถเปิดบัญชีทดลองได้โดยทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. ไปที่หน้าเปิดบัญชีทดลองแล้วกรอกแบบฟอร์มให้ครบถ้วน
  2. รายละเอียดบัญชีทดลองของคุณจะปรากฏที่หน้าจอ และจะถูกส่งไปที่อีเมลของคุณด้วยเช่นกัน
  3. คลิก 'เริ่มเทรด' เพื่อทำการเทรดออนไลน์
  4. สำหรับการเทรดจากคอมพิวเตอร์ของคุณให้ข้ามไปที่ขั้นตอนที่ 2 ซึ่งเราจะอธิบายขั้นตอนในการดาวน์โหลดแพลตฟอร์มเทรด CFD ลงบนคอมพิวเตอร์

สามารถเข้าไปดูขั้นตอนได้ในวิดีโอด้านล่างนี้

หากคุณต้องการเปิดบัญชีเทรดจริงให้ทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. สร้างบัญชี Trader's Room ขึ้นมา Trader's Room เป็นแดชบอร์ดที่คุณสามารถเข้าไปจัดการบัญชีเทรดจริงและบัญชีทดลองของคุณ, ฝากหรือถอนเงิน รวมถึงดาวน์โหลดซอฟต์แวร์สำหรับเทรดได้
  2. คุณจะได้รับอีเมลที่แสดงรายละเอียดบัญชีของคุณ ให้คลิกที่ลิงก์เพื่อเปิดใช้บัญชี
  3. เมื่อเปิดใช้บัญชีเรียบร้อยแล้ว ให้ลงชื่อเข้าใช้ที่นี่
  4. คลิก 'เปิดบัญชีเทรด' เพื่อลงทะเบียนบัญชีของคุณ
  5. กรอกรายละเอียดของคุณลงไป และคุณจะต้องเตรียมเอกสารยืนยันตัวตนไว้ด้วย เช่น พาสปอร์ต เป็นต้น
  6. เมื่อเอกสารลงทะเบียนได้รับการตรวจสอบแล้ว จะมีการแจ้งผลไปยังอีเมลของคุณ

สามารถเข้าไปดูขั้นตอนได้ที่วิดีโอด้านล่างนี้

ขั้นตอนที่ 2: ดาวน์โหลดแพลตฟอร์มเทรด CFD

การเลือกแพลตฟอร์มเทรด CFD หรือโปรแกรมเทรด CFD ที่เหมาะกับคุณนั้นถือเป็นหนึ่งในสิ่งแรกสุดที่คุณจะต้องพิจารณาก่อนจะเริ่มเทรด CFD จริง ๆ แล้วนี่ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณต้องนึกถึงด้วยเมื่อจะเลือกโบรกเกอร์ CFD ที่ต้องการใช้บริการ

แพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกของการเทรดก็คือ MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 โดย MetaTrader นั้นได้รับการออกแบบสำหรับการเทรด CFD และ Forex จึงมีทั้งฟีเจอร์แสดงกราฟแบบขั้นสูง, อินดิเคเตอร์สำหรับการเทรด และกลุ่มสังคมสนับสนุนขนาดใหญ่ แพลตฟอร์ม MetaTrader ถือเป็นหนึ่งแพลตฟอร์มเทรดที่เสถียร, ใช้งานง่าย และเข้าถึงได้ง่ายที่สุดในตลาด

ที่ Admiral Markets เรามีแพลตฟอร์ม MetaTrader ให้บริการ ได้แก่

  1. MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 บน Windows และ MAC
  2. MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 บน iPhone และ iPad
  3. MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 บน Android และ PC แท็บเล็ต
  4. MetaTrader WebTrader สำหรับการเทรดบนบราวเซอร์

หากคุณพร้อมที่จะเริ่มเทรด CFD แล้ว ก็สามารถดาวน์โหลด MetaTrader 5 มาไว้บนคอมพิวเตอร์ได้เลยด้วยการคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง แล้วเข้าถึงข้อมูลตลาดแบบเรียลไทม์, การวิเคราะห์เชิงเทคนิค, ข้อคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเทรดมืออาชีพ รวมถึงเข้าเทรดตราสารได้หลายพันรายการ

เทรดด้วย MetaTrader 5

ขั้นตอนที่ 3: เลือกระเบียบวิธีในการเทรด CFD ของตัวเอง

เมื่อคุณเตรียมเครื่องมือพื้นฐานสำหรับการเทรดครบพร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือระเบียบวิธีการเทรด CFD ของคุณ เนื่องจากมีโอกาสทำกำไรจากการเทรดมากมายในหลาย ๆ ตลาดการเงิน คุณจึงต้องมีแผนเข้าเทรดทำกำไรเตรียมเอาไว้

ต่อไปนี้เป็นองค์ประกอบที่ควรนำไปพิจารณาเพื่อเลือกใช้ในระเบียบวิธีการเทรดของคุณ

  • กิจวัตรประจำวัน: คุณจะเข้าดูติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดในช่วงเวลาไหนของแต่ละวัน แล้วจะคอยติดตามดูอยู่เรื่อย ๆ หรือจะให้มีการเปิดปิดคำสั่งเทรดอัตโนมัติไปเลยในตอนที่คุณไม่ได้เฝ้าอยู่ที่หน้าจอ
  • สไตล์การเทรด: คุณเป็นเทรดเดอร์ประเภทไหน เป็นเดย์เทรดเดอร์, scalper, สวิงเทรดเดอร์หรือต้องการเทรดแบบระยะยาว
  • ตลาดที่เทรด: คุณต้องการเทรดในตลาดไหน ตลาดหุ้น, ตลาด Forex, ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์, ตลาดดัชนี หรือตลาดคริปโต
  • กลยุทธ์เทคนิคการเทรด: คุณจะทำการตัดสินใจเทรดอย่างไรในการเข้าซื้อ, ขาย หรือออกจากสถานะสัญญาเมื่อทำกำไรได้หรือขาดทุน
  • การบริหารความเสี่ยง:จะต้องมีการกำหนดขนาดของสถานะสัญญา, จุดหยุดขาดทุน และจุดทำกำไรเพื่อจำกัดความเสี่ยงในการเทรดของคุณ
  • ข้อมูลสนับสนุน: คุณเพิ่มความรู้ด้านการเทรดให้กับตนเองบ่อยแค่ไหน ได้เข้าอ่านบทความที่ให้ความรู้ และการสอนเทรดต่าง ๆ เพื่อพัฒนาทักษะการเทรดให้กับตนเองหรือไม่

คุณอาจจะยังไม่ทราบคำตอบของคำถามบางข้อข้างต้นในตอนนี้ แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะเราจะอธิบายเพิ่มเติมต่อไปเกี่ยวกับสไตล์การเทรด, การเทรดด้วยตนเอง vs การเทรดอัตโนมัติ และชนิดของการวิเคราะห์ ซึ่งจะช่วยหาคำตอบให้คุณได้อย่างแน่นอน

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญมากก็คือการเทรดนั้นต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นหลัก ดังนั้นการเปิดบัญชีเทรดจริงหรือบัญชีทดลอง และคอยสังเกตดูว่าตลาดมีความเคลื่อนไหวอย่างไร จะทำให้คุณเข้าใจเกี่ยวกับการเทรดในตลาดการเงินต่าง ๆ ของโลกได้มากยิ่งขึ้น

ขั้นตอนที่ 4: เริ่มเทรด CFD เป็นครั้งแรกได้เลย

เริ่มเทรด CFD เป็นครั้งแรกด้วยบัญชีเทรดจริงหรือบัญชีทดลองได้โดยทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. เปิด MetaTrader ขึ้นมาแล้วลงชื่อเข้าใช้บัญชีเทรดของคุณ
  2. ไปที่หน้าต่าง 'Market Watch'
  3. ดับเบิ้ลคลิกที่ CFD ตราสารที่ต้องการเทรด
  4. เลือกจำนวน lot ในหน้าต่างคำสั่ง (order) (lot เป็นขนาดของสถานะสัญญาซื้อขายของคุณ ซึ่งเราจะกล่าวถึงอย่างละเอียดต่อไปในหัวข้อ 'การคำนวณผลกำไรและขาดทุนของ CFD')
  5. คลิกที่ 'buy' ถ้าคุณคิดว่า CFD นั้นจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น หรือคลิก 'sell' ถ้าคุณคิดว่า CFD นั้นจะมีมูลค่าลดลง
  6. เทรดของคุณจะถูกเปิด และจะปรากฏขึ้นในหน้าต่าง 'Toolbox' ในสถานะ active trade (เทรดที่เปิดอยู่)
  7. หากต้องการปิดเทรด ให้ดับเบิ้ลคลิกที่ active trade แล้วคลิก 'Close'
  8. เมื่อปิดเทรดเรียบร้อยแล้ว เทรดนั้นจะปรากฏขึ้นที่แท็บ 'History' ในหน้าต่าง Toolbox

รับชมวิดีโอด้านล่างเพื่อดูขั้นตอนการเทรดแบบละเอียดบนแพลตฟอร์มเทรด

หาสไตล์การเทรด CFD ที่เป็นคุณ

หากจะกล่าวถึงรูปแบบวิธีการเทรดแล้ว หนึ่งสิ่งที่จะต้องพูดถึงก็คือสไตล์การเทรด ซึ่งสำหรับ CFD แล้วมีหลายสไตล์ด้วยกัน และหลาย ๆ สไตล์ก็จะเริ่มจากกรอบระยะเวลาที่ต้องการเทรด ตั้งแต่ scalping ที่จะมีการเทรดซื้อขายภายในไม่กี่นาที ไปจนถึงการเทรดระยะยาว

CFD scalping

'Scalping' คือรูปแบบการเทรดอย่างหนึ่งซึ่งเทรดเดอร์มักจะเปิดและปิดคำสั่งภายในไม่กี่นาที ในกรณีส่วนใหญ่เทรดเดอร์แบบ scalping จะทำกำไรได้แค่ไม่กี่ pip ต่อเทรด (1 pip เท่ากับ 0.0001 ของมูลค่า CFD) ดังนั้นเทรดเดอร์ประเภทนี้มักจะต้องเทรดในปริมาณมาก และใช้เลเวอเรจสูงเพื่อให้ได้ปริมาณกำไรมาก ๆ

นี่ถือเป็นสไตล์การเทรดที่น่าตื่นเต้นไม่น้อยสำหรับตลาดที่มีความผันผวนสูง แต่ก็เป็นสไตล์การเทรดที่เสี่ยงมากเช่นกัน เพราะคุณอาจจะสูญเงินอย่างรวดเร็วพอ ๆ กับตอนที่ทำกำไรได้ ดังนั้นการเทรดสไตล์ scalping จึงไม่ค่อยเหมาะกับเทรดเดอร์มือใหม่นัก สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่แล้วควรจะเริ่มที่การเทรดแบบระยะยาวจะดีที่สุด

Day CFD trading (เทรด CFD แบบเดย์เทรด)

เดย์เทรดก็คือการเทรดที่มีการเปิดและปิดคำสั่งภายในหนึ่งวัน ดังนั้นคำสั่งเทรดหนึ่งอาจจะกินเวลาหลาย ๆ ชั่วโมงได้ เดย์เทรดเดอร์มักจะพยายามเทรดในช่วงที่ทิศทางตลาดมีการพลิกผันซึ่งในบางครั้งจะมีความคล้ายกับ scalping อยู่ด้วย เพราะเป็นการเทรดตามทิศทางตลาด แต่จะใช้กรอบระยะเวลาการเทรดที่นานกว่า

Swing trading สำหรับ CFD (เทรด CFD แบบสวิงเทรด)

สวิงเทรดเป็นสไตล์การเทรดที่มีกรอบระยะเวลาตั้งแต่ 1 วันไปจนถึง 1 สัปดาห์ เป้าหมายของสวิงเทรดก็คือการหาประโยชน์จากโมเมนตัมของตลาดว่าจะเป็นตลาดกระทิง (ตลาดขาขึ้น) หรือตลาดหมี (ตลาดขาลง)

การเทรด CFD แบบระยะยาว

สำหรับการเทรด CFD 'ระยะยาว' จะหมายถึงการเทรดใด ๆ ที่ยาวนานกว่า 1 สัปดาห์ แม้ว่าการเทรดแบบระยะยาวจะใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคในการตัดสินใจเทรดได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วเทรดเดอร์ที่เทรด CFD ในสไตล์นี้มักจะใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน และข้อมูลโดยรวมที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดเสียมากกว่า

การเทรด CFD แบบเทรดด้วยตัวเอง vs เทรดอัตโนมัติ

นอกเหนือจากสไตล์การเทรดแล้ว วิธีเทรดที่เทรดเดอร์เลือกใช้ก็อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคนด้วย ซึ่งเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ก็จะมีการเลือกใช้วิธีเทรดด้วยตนเองและเทรดอัตโนมัติ

การเทรด CFD แบบเทรดด้วยตนเอง

ในการเทรด CFD แบบเทรดด้วยตนเอง เทรดเดอร์จะต้องทำการตัดสินใจเปิดคำสั่งซื้อหรือขายด้วยตนเอง และจะต้องทำการคลิกส่งคำสั่งเทรดด้วยตนเองเช่นกัน (หรือตั้งค่าล่วงหน้าสำหรับจุดหยุดขาดทุนและจุดทำกำไร)

สำหรับการตัดสินใจเทรดนั้น เทรดเดอร์สามารถเอาการวิเคราะห์รูปแบบต่าง ๆ มาใช้ประกอบการตัดสินใจได้ เช่น การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน, การวิเคราะห์ทางเทคนิค หรือการวิเคราะห์ Wave เป็นต้น ผู้เชี่ยวชาญบางคนแนะนำว่าเทรดเดอร์มือใหม่ควรเริ่มจากการใช้กลยุทธ์เทคนิคการเทรดแบบเทรดด้วยตัวเองก่อน เพราะถือเป็นวิธีที่ดีที่จะเรียนรู้ตลาดและการทำงานของตลาด แต่การเทรดรูปแบบนี้อาจจะมีความซับซ้อนอยู่สักหน่อยเนื่องจากเทรดเดอร์มือใหม่ยังมีกลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่ไม่ชัดเจนพอ จึงทำให้ทำกำไรได้น้อยต่อการเทรด

การเทรด CFD แบบเทรดอัตโนมัติ

การเทรดนั้นสามารถใช้โปรแกรมช่วยเทรดอัตโนมัติบางส่วนหรือทั้งหมดเลยก็ได้ บางโปรแกรมก็จะเน้นแจ้งจุดหรือโอกาสที่จะทำกำไรได้ให้กับเทรดเดอร์ ส่วนบางโปรแกรมก็อาจจะทำการเปิดและปิดคำสั่งแทนเทรดเดอร์ไปเลยก็ได้

โปรแกรมเหล่านี้จะใช้อัลกอริธึมที่กำหนดขึ้นโดยเทรดเดอร์ซึ่งจะระบุเวลาที่ดีที่สุดที่จะเข้าหรือออกจากการเทรด ข้อดีหลัก ๆ ของการเทรดวิธีนี้คือสามารถกำจัดอารมณ์ความรู้สึกออกจากการเทรดได้และบังคับให้คุณปฏิบัติตามกลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่กำหนดไว้ไปในตัว

หากคุณกำลังคิดอยากจะเทรด CFD ด้วยการใช้โปรแกรมช่วยเทรดอัตโนมัติ เราขอแนะนำให้คุณทดสอบโปรแกรมหรือโรบอทนั้น ๆ หลาย ๆ ครั้งเพื่อให้คุ้นเคยกับการทำงานของมัน ถือเป็นเรื่องดีไม่น้อยที่โปรแกรม MetaTrader มีฟังก์ชันที่ให้เทรดเดอร์สามารถ backtest กลยุทธ์เทคนิคการเทรดด้วยข้อมูลย้อนหลังได้ ทำให้ตรวจสอบได้ว่าโปรแกรมช่วยเทรด CFD นั้นทำงานอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ในสภาวะตลาดที่ต่างกัน

อันที่จริงแล้วหนึ่งในเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับโปรแกรมช่วยเทรดอัตโนมัติก็คือ MetaTrader Supreme Edition - ปลั๊กอิน MetaTrader ฟรีที่มีให้บริการเฉพาะสำหรับเทรดเดอร์ของ Admiral Markets เท่านั้น ด้วย MetaTrader Supreme Edition เทรดเดอร์ CFD จะสามารถเพิ่มสมรรถนะในการเทรดของตนได้จากความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลตลาดล่าสุดแบบเรียลไทม์, ข้อคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการเทรดมืออาชีพ และฟีเจอร์การใช้งานเพิ่มเติมมากมาย อาทิเช่น Expert Advisor หลาย ๆ ตัวที่สามารถใช้ในการเทรดอัตโนมัติ ดาวน์โหลด MetaTrader Supreme Edition ไปใช้ฟรี เพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง

ดาวน์โหลด MetaTrader 5 Supreme Edition

การวิเคราะห์ CFD: จะวิเคราะห์ตลาด CFD อย่างไร

การวิเคราะห์ CFD นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน ได้แก่ การวิเคราะห์ทางเทคนิค และการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน

การวิเคราะห์ทางเทคนิคมีความเชื่อว่าประวัติศาสตร์จะย้อนรอยเสมอ ดังนั้นการวิเคราะห์รูปแบบราคาในอดีตจะช่วยทำนายทิศทางการเปลี่ยนแปลงของราคา CFD ในอนาคตได้

ส่วนการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานนั้นจะเน้นไปที่ข่าวและเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจโดยรวมซึ่งอาจส่งผลต่อสภาวะตลาด CFD

การคำนวณผลกำไรและขาดทุนของ CFD

เมื่อคุณพร้อมที่จะเริ่มการเทรดแล้ว และมีการจัดการเงินทุนและความเสี่ยงอยู่ คุณอาจจะต้องเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการคำนวณผลกำไรและขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นเสียก่อนที่จะเริ่มทำการเทรด

ข่าวดีก็คือเราเพิ่มความสะดวกให้กับคุณด้วยเครื่องคำนวณการเทรดที่สามารถคำนวณค่าเหล่านี้ให้กับคุณ เข้าไปดูเครื่องคำนวณการเทรดสำหรับการเทรด CFD ที่จะช่วยให้คุณสามารถประเมินผลกำไรและขาดทุนจากการเทรดได้โดยการปรับเปลี่ยนตราสาร, เลเวอเรจที่ใช้ได้, สกุลเงินในบัญชี, ราคาเปิดและราคาปิด

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานของเครื่องคำนวณการเทรดดังกล่าวต่อไปได้เลยที่ด้านล่างนี้

ขั้นตอนที่ 1: ส่วนต่างราคาของ CFD

ขั้นแรกเลยก็คือการคำนวณหาผลกำไรและขาดทุนในบัญชี CFD ซึ่งทำได้ไม่ยาก โดยเป็นการหาส่วนต่างของมูลค่าสินทรัพย์ ณ เวลาที่เปิดคำสั่งเทรด และมูลค่าของสินทรัพย์ ณ เวลาที่ปิดคำสั่งเทรดนั่นเอง

สำหรับคำสั่งเทรด long ให้คำนวณโดยเอาราคาที่เปิดคำสั่งเทรดมาลบออกจากราคาที่ปิดคำสั่งเทรด และสำหรับคำสั่ง short ให้คำนวณโดยเอาราคาที่ปิดคำสั่งเทรดมาลบออกจากราคาที่เปิดคำสั่งเทรด

ดังนั้นหากคุณเปิดคำสั่งเทรด long ใน EUR/USD ที่ราคา 1.1073 และปิดคำสั่งเทรดที่ราคา 1.1152 ส่วนต่างของราคาก็จะเท่ากับ 0.0079 (หรือ 79 pips โดย 1 pip เท่ากับ 0.0001)

ขั้นตอนที่ 2: ปริมาณการเทรด CFD

เมื่อคุณเข้าใจเกี่ยวกับส่วนต่างราคาแล้ว ทีนี้ก็ลองเอามาคูณด้วยขนาดการเทรดดูบ้าง ซึ่งก็คือปริมาณการเทรด (หรือที่เรียกว่าจำนวน lot หรือสัญญา) คูณกับมูลค่าการเปลี่ยนแปลงราคาแต่ละครั้ง

Lot หรือขนาดของสัญญาเป็นจำนวนมาตรฐานที่แสดงว่าแต่ละสัญญามีมูลค่าเท่าไหร่ โดยจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละ CFD ซึ่งสามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยาก

ยกตัวอย่างเช่น ในคู่สุกลเงิน Forex นั้น 1 lot จะเท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก หรือสกุลเงินแรกที่ระบุในคู่สกุลเงิน Forex ดังนั้น 1 lot ของ EUR/USD จะมีมูลค่าเท่ากับ €100,000 ในขณะที่ 1 lot ของ AUD/USD จะมีมูลค่าเท่ากับ AUD100,000 ถ้าคุณรู้สึกว่าจำนวนเงินดังกล่าวมีมูลค่ามากไปสักหน่อย ก็สามารถเลือกเทรดแบบ mini lot (0.1 lot) และ micro lot (0.01 lot) ได้ซึ่งหลาย ๆ โบรกเกอร์ รวมถึง Admiral Markets ด้วยมีให้บริการ ทำให้คุณสามารถเปิดคำสั่งเทรดในมูลค่าที่น้อยลงได้

ขนาดสัญญา CFD

แหล่งที่มา: เครื่องคำนวณการเทรดจาก Admiral Markets

สำหรับการเทรดโลหะ อย่างเช่น ทองคำและเงิน ปริมาณมาตรฐานต่อ 1 สัญญาก็คือ 100 ออนซ์ ในขณะที่ขนาดสัญญาของดัชนี อย่างเช่น FTSE100 และ DAX30 เท่ากับหนึ่ง CFD หากคุณต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ lot หรือขนาดของสัญญาสำหรับตราสารชนิดต่าง ๆ สามารถเข้าไปดูได้ที่เครื่องคำนวณการเทรดของเรา

การคำนวณปริมาณการเทรดรวมทั้งหมดของคุณสามารถทำได้โดยการเอาจำนวนของสัญญามาคูณด้วยขนาดรวมของสัญญา ดังนั้น สัญญาขนาด 0.1 lot จำนวน 3 สัญญาของ EUR/USD จะมีมูลค่าเท่ากับ $30,000

0.1 x 3 x €100,000 = €30,000

ขั้นตอนที่ 3: มูลค่าของการเคลื่อนที่ของจุด (Point) ใน CFD

ขั้นตอนต่อไปก็คือการคำนวณมูลค่าของการเคลื่อนที่ของจุด (Point) แต่ละจุด ซึ่งอาจจะเกิดความสับสนได้ เพราะในแต่ละสินทรัพย์ก็จะมีความแตกต่างกันไป ดังนั้นการใช้เครื่องคำนวณการเทรดของเราในการค้นหาชนิดของตราสารที่คุณอยากจะเทรดจึงช่วยได้มาก

สำหรับคู่สกุลเงิน สูตรในการคำนวณหามูลค่าของ pip ก็คือเอา pip มาคูณด้วยขนาดของสัญญา ซึ่งจะได้เป็นมูลค่าของ 1 pip ในสกุลเงินอ้างอิง (สกุลเงินที่สองที่ระบุในคู่สกุลเงิน) ใน 1 lot ของคู่สกุลเงิน EUR/USD จะมีสูตรคำนวณดังนี้

0.0001 x 100,000 = $10

การเคลื่อนที่ของทุก ๆ 1 pip (การเคลื่อนที่ในทุก ๆ 0.0001) จะมีมูลค่าเท่ากับ $10 สำหรับ mini lot (0.1 lot) มูลค่าก็จะลดลงเป็น $1 และสำหรับ micro lot มูลค่าก็จะลดลงเป็น $0.1

หากเอาทั้งสามข้อนี้มารวมกัน (ส่วนต่างราคาของ CFD, ปริมาณการเทรด CFD และมูลค่าการเคลื่อนที่ของจุด) ก็จะสามารถคำนวณหาผลกำไรและขาดทุนของการเทรดได้

สามารถสรุปได้ดังนี้

  • ส่วนต่างราคา = ราคาเมื่อปิดคำสั่ง - ราคาเมื่อเปิดคำสั่ง (คำสั่งเทรด long)
  • ปริมาณการเทรด = ขนาดสัญญา x จำนวนของสัญญา x มูลค่าของสัญญา
  • มูลค่าการเคลื่อนที่ของจุด (Point) = ขนาดของจุด (Point) x ขนาดสัญญา

ในการคำนวณผลกำไรและขาดทุนของการเทรด คุณจะต้องคูณส่วนต่างราคาด้วยปริมาณการเทรดและมูลค่าการเคลื่อนที่ของจุด (Point)

(ราคาที่ปิดคำสั่ง - ราคาที่เปิดคำสั่ง) x (ขนาดสัญญา x จำนวนของสัญญา x มูลค่าของสัญญา) x (ขนาดของจุด (Point) x ขนาดสัญญา)

ลองย้อนกลับไปดูตัวอย่างด้านบน สมมติว่าคุณเปิดคำสั่งเทรด long ในขนาด mini lot จำนวน 3 สัญญาของคู่สกุลเงิน EUR/USD ที่ราคา 1.1073 และปิดคำสั่งเทรดที่ราคา 1.1152 สามารถคำนวณด้วยสูตรดังนี้

(1.1152 - 1.1073) x (0.01 x 3 x €100,000) x (0.0001 x 10,000)

0.0079 x €30,000 x $1 = $237

จะใช้สูตรเดียวกันนี่แหละในการหาผลขาดทุนของการเทรด โดยส่วนต่างของราคาจะติดลบ และจะทำให้ตัวเลขที่ได้ติดลบ ซึ่งก็คือผลขาดทุนนั่นเอง

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้น

การเทรด CFD ที่ได้กำไร

  • คุณเปิดคำสั่งซื้อ CFD DAX30 จำนวน 2 สัญญาที่ 12,000 จุด เมื่อราคาพุ่งขึ้นไปที่ 13,000 จุด คุณก็ทำการปิดสถานะสัญญา
  • กำไร = (13,000 - 12,000) x (1 CFD x 2 x €1) x (€1) = +€2,000

การเทรด CFD ที่ขาดทุน

  • คุณเปิดคำสั่งซื้อ CFD DAX30 จำนวน 2 สัญญาที่ 12,000 จุด เมื่อราคาตกลงไปอยู่ที่ 11,000 จุด คุณก็ทำการปิดสถานะสัญญา
  • กำไร = (11,000 - 12,000) x (1 CFD x 2 x €1) x (€1) = -€2,000

นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวของราคาตลาดเองแล้ว คุณยังต้องดูในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการเทรด CFD ด้วยเมื่อจะคำนวณผลกำไรทั้งสิ้นจากการเทรดของคุณ

ขั้นตอนที่ 4: ค่าใช้จ่ายในการเทรด CFD

อาจมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจากการเทรด CFD ได้อยู่ 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ สเปรด, คอมมิชชั่น และค่าธรรมเนียมสว็อป

สเปรดเป็นส่วนต่างของราคา bid และราคา ask ของ CFD ราคา bid เป็นราคาที่คุณจ่ายไปเมื่อทำการซื้อ CFD และราคา ask เป็นราคาที่คุณจ่ายไปเมื่อทำการขาย CFD หากคุณเปิดคำสั่งเทรด long ก็หมายความว่าคุณเปิดเทรดด้วยราคา bid และปิดเทรดด้วยราคา ask (ส่วนคำสั่งเทรด short จะเป็นไปในทางตรงกันข้าม)

ราคา bid และราคา ask

แหล่งที่มา: แพลตฟอร์มเทรด Admiral Markets MetaTrader 5

ตามปกติแล้วจะมีส่วนต่างของราคา bid และราคา ask อยู่ ซึ่งเรียกกันว่าสเปรด และค่าสเปรดนี้จะถูกจ่ายให้กับโบรกเกอร์ CFD เหมือนเป็นค่าธรรมเนียม ดังนั้นการเทรดหนึ่ง ๆ จะถือว่าทำกำไรได้ก็ต่อเมื่อราคานั้นข้ามค่าสเปรดไปแล้ว ในการเทรด long ไม่เพียงแต่ราคาจะต้องขึ้นไปสูงกว่าราคา bid เท่านั้น แต่จะต้องสูงขึ้นไปเหนือกว่าระดับราคา ask ด้วย

ลองกลับไปดูตัวอย่างการเทรดสกุลเงิน EUR/USD อีกครั้ง ถ้ามีค่าสเปรดที่ 1 pip (หมายความว่าส่วนต่างราคาระหว่างราคา bid กับราคา ask เท่ากับ 0.0001) ราคาคู่สกุลเงินนั้นจะต้องขึ้นไปอย่างน้อย 1 pip เสียก่อนจึงจะทำกำไรได้ ดังนั้นจากการคำนวณส่วนต่างราคาที่เราทำไว้ก่อนหน้าที่ 79 pip คุณก็จะต้องลบออก 1 pip ซึ่งเป็นค่าสเปรดเพื่อหาผลกำไรทั้งสิ้น

คุณจึงเห็นได้ว่าโบรกเกอร์หลาย ๆ เจ้ามักจะโฆษณาว่ามีค่าสเปรดต่ำ เนื่องจากสเปรดจะไปกินกำไรของคุณให้ลดลง ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่จะต้องคำนึงถึงเมื่อจะเลือกใช้บริการจากโบรกเกอร์ใดก็ตามก็คือโบรกเกอร์นั้นให้ค่าสเปรดได้ต่ำขนาดไหนนั่นเอง

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างค่าสเปรดพื้นฐานของ CFD ที่ได้รับความนิยมที่สุดใน Admiral Markets

CFD Forex

EURUSD 0.6

GBPUSD 1.0

USDJPY 0.9

CFD ดัชนี


DAX30 0.8

IBEX35 3.5

DJI30 1.5

CFD สินค้าโภคภัณฑ์

GOLD 25.0

BRENT 3

WTI 3

CFD คริปโตเคอเรนซี่

BTCUSD 0.5

LTCUSD 1

ETHUSD 1

XRPUSD 1

CFD หุ้น

AAPL 4.0

BBVA 4.0

TEF 2.0

ITX 10

ค่าใช้จ่ายส่วนต่อไปในการเทรด CFD ก็คือค่าคอมมิชชั่น ซึ่งจะขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์ของคุณ โดยอาจจะมีการเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่นเพิ่มเติมจากค่าสเปรด หรือเรียกเก็บคอมมิชชั่นแทนค่าสเปรดก็ได้ ค่าคอมมิชชั่นนั้นมักจะมีการเรียกเก็บในตราสารอ้างอิงบางชนิด เช่น CFD หุ้น เป็นต้น

ที่ Admiral Markets เราคิดค่าคอมมิชชั่นตั้งแต่ $0.01 ต่อหุ้นสำหรับบัญชี CFD ใน MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 และเรายังเพิ่มบริการให้กับเทรดเดอร์ขั้นสูงด้วยบัญชี Zero.MT4 ซึ่งจะคิดค่าคอมมิชชั่นในการเทรด CFD สินค้าโภคภัณฑ์, ดัชนี และ Forex แต่คิดค่าสเปรดตั้งแต่ 0 pip

ค่าใช้จ่ายในการเทรด CFD ส่วนที่สามก็คือค่าสว็อป (swap) ซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากการถือสถานะสัญญาข้ามคืน ในการเทรด long จะมีการเรียกเก็บสว็อปโดยคิดเป็นค่าธรรมเนียมและจะหักออกจากผลกำไรจากการเทรด ส่วนในการเทรด short อาจมีการจ่ายให้เป็นเงินคืน โดยเพิ่มเข้าไปในผลกำไรจากการเทรด

เคล็ดลับในการเทรด CFD

แม้ว่าหลักการในการเทรด CFD ดูจะเป็นเรื่องง่าย ๆ คือ ผลกำไรหรือผลขาดทุนที่ได้นั้นมาจากส่วนต่างของราคาซื้อและราคาขายของสินทรัพย์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำการเทรด CFD ให้ดีได้ง่าย ๆ เหมือนกับหลักการของมัน

จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณจะต้องหาความรู้เกี่ยวกับการเทรด CFD ให้มากพอก่อนที่จะเริ่มเทรดในตลาดจริง ซึ่งก็มีแหล่งข้อมูลความรู้ฟรีมากมายที่คุณสามารถเข้าไปเรียนรู้เพิ่มเติมได้ ไม่ว่าจะเป็นบทความฟรี, หลักสูตรสอนเทรดออนไลน์ หรือแม้แต่สัมมนาออนไลน์ (webinar) สดที่สอนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการเทรด

ที่ Admiral Markets เราก็มีสัมมนาออนไลน์ฟรี (webinar) โดยเทรดเดอร์มืออาชีพ 3 คน ถึง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งจะมาพูดเกี่ยวกับหัวข้อด้านการเทรดที่เป็นที่สนใจมากที่สุด ทั้งกลยุทธ์เทคนิคการเทรด, ตลาดการเงินประเภทต่าง ๆ, วิธีใช้งานโปรแกรมเทรด CFD ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด และอื่น ๆ อีกมากมาย

เรียนรู้เพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์วันนี้ด้วยการคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง

Webinar สดด้านการเทรดฟรี

และตอนที่คุณกำลังรอการสัมมนาออนไลน์ครั้งต่อไป เราก็มีเคล็ดลับสำหรับมือใหม่ในการเริ่มเทรด CFD ทั้งหมด 7 ประการมาฝากกัน ดังนี้

1. ปล่อยให้เทรดที่ทำกำไรดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ และหยุดทันทีเมื่อขาดทุน

เทรดเดอร์ CFD มือใหม่หลาย ๆ คน (รวมถึงเทรดเดอร์มากประสบการณ์หลาย ๆ คนด้วย) มักจะจำกัดผลกำไรที่ควรได้ให้น้อยลงด้วยการไม่ยอมทำตามกฎข้อนี้ ง่าย ๆ เลยก็คือควรจะปล่อยให้เทรดที่ทำกำไรได้ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ทำกำไรได้มากที่สุด ในขณะที่ก็ควรจะหยุดการเทรดทันทีที่ขาดทุน

นี่อาจจะยากอยู่สักหน่อยถ้าจะให้เทรดเดอร์มือใหม่ประเมินสถานการณ์ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณจึงควรเริ่มเทรดด้วยบัญชีทดลองดูก่อน เพราะมันจะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีการทำงานของตลาดและรู้ว่าการเทรด CFD ที่ทำกำไรและที่ขาดทุนมีหน้าตาเป็นอย่างไร

2. เทรดด้วยเหตุผล ไม่ใช่ด้วยอารมณ์

เทรดเดอร์ที่ตัดสินใจเทรดด้วยอารมณ์, สัญชาตญาณ และความรู้สึกอาจจะชนะการเทรดได้ในบางครั้ง แต่วิธีการเทรดเช่นนี้ไม่อาจทำกำไรได้ในระยะยาว การเทรด CFD ที่จะทำกำไรได้จริง ๆ นั้นคือเทรดเดอร์จะต้องมีกฎเกณฑ์ในการเทรดที่เคร่งครัด และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นั้น ๆ เสมอไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตาม ส่วนหนึ่งที่ทำให้การเทรดประสบความสำเร็จได้ก็คือเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้นั่นเอง

3. อย่านำไข่ทั้งหมดไปใส่ไว้ในตะกร้าเพียงใบเดียว (ต้องกระจายความเสี่ยง)

เทรดเดอร์ที่เสี่ยงเอาเงินทุนถึง 50% หรือ 100% ไปลงทุนในเทรดเดียวไม่นับว่าเป็นเทรดเดอร์เลยด้วยซ้ำ เพราะสิ่งที่เขากำลังอยู่นั้นเหมือนกับการพนันยังไงยังงั้นเลย หนึ่งในแนวทางการบริหารความเสี่ยงที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดก็คือไม่เอาเงินทุนเกินกว่า 2% ของเงินทุนทั้งหมดไปเสี่ยงในเทรดเดียว เพื่อเป็นการรับประกันว่าเมื่อเทรดเสียไปหนึ่งเทรดก็จะไม่ทำให้เงินในบัญชีหายไปทั้งหมดหรือมีการเรียกเงินประกันเพิ่ม

นอกเหนือจากการที่ไม่เอาเงินทุนทั้งหมดไปเสี่ยงในเทรดเดียวแล้ว อีกหนึ่งสิ่งสำคัญเลยก็คือไม่เทรดเพียงตราสารเดียวหรือตลาดเดียว การกระจายการลงทุนไปยังตราสารประเภทต่าง ๆ หรือภาคธุรกิจที่ต่างกันไปจะช่วยให้พอร์ตการลงทุนของคุณมีความหลากหลาย

4. ใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานร่วมกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค

เมื่อทำการวิเคราะห์ CFD เทรดเดอร์ที่ใช้ทั้งการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานร่วมกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคดูจะประสบความสำเร็จมากกว่าเทรดเดอร์ที่ใช้การวิเคราะห์เพียงอย่างใดอย่างเดียวในการเทรด วิธีหนึ่งที่จะใช้การวิเคราะห์ทั้งสองอย่างร่วมกันก็คือ ใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในการเข้าเทรด แล้วใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคในการเฝ้าติดตามและตัดสินใจว่าจะปิดเทรดเมื่อใด

5. เทรดในจังหวะเวลาที่เหมาะสม

แม้ว่าคุณจะสามารถระบุเทรนด์ตลาดได้อย่างถูกต้อง แต่กลับเปิดเทรดเร็วหรือช้าเกินไปก็อาจทำให้ขาดทุนได้เช่นกัน จึงเป็นการดีกว่าที่จะรอให้มี "สัญญาณ" การเข้าเทรดเกิดขึ้นก่อน เช่น เมื่อราคาสินทรัพย์ทะลุแนวรับหรือแนวต้าน หรือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เป็นต้น ตามหลักแล้ว เทรดที่จะทำกำไรได้คือเทรดที่ได้รับสัญญาณการเข้าเทรดมากกว่า 1 ตัว

6. อย่าพยายามแก้ไขเทรดที่เสียไปแล้ว

เป็นเรื่องปกติที่เทรดเดอร์ CFD มือใหม่จะลงทุนเพิ่มเข้าไปอีกในสถานะสัญญาเทรดที่กำลังขาดทุน โดยหวังว่าตลาดอาจจะพลิกกลับมาและช่วยให้เทรดที่เสียนั้นกลับมาทำกำไรได้ ซึ่งนี่ไม่ใช่ความคิดที่ดีเอาซะเลย หากเทรดไหนที่ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ก็ให้ปิดสถานะคำสั่งไปเสียจะดีกว่า

ทางที่ดีก็คือให้ยอมรับการขาดทุนที่เกิดขึ้นแต่เนิ่น ๆ ดีกว่าเปิดคำสั่งเทรดทิ้งไว้ด้วยความหวังว่าจะกลับมาทำกำไรได้ ซึ่งนั่นอาจทำให้คุณต้องเสียเงินไปหมดทั้งบัญชีเลยก็ได้


7. รู้จักใช้จุดหยุดขาดทุนอย่างชาญฉลาด

จุดหยุดขาดทุนเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการจำกัดการสูญเสียหรือผลขาดทุนในการเทรด หลักการง่าย ๆ ของมันก็คือให้คุณตั้งราคาที่ควรจะให้ปิดเทรดโดยอัตโนมัติเมื่อตลาดเป็นไปในทิศทางตรงข้ามกับที่คุณเทรด

การเทรดที่ไม่มีจุดหยุดขาดทุนมักจะลงเอยด้วยผลลัพธ์ที่ร้ายแรง แต่ถ้าคุณกำหนดจุดหยุดขาดทุนไว้ใกล้กับราคาปัจจุบันมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดการปิดคำสั่งเทรดที่กำไรได้เร็วเกินไป คือยังไม่ถึงจุดที่จะทำกำไรได้ด้วยซ้ำ ก็มีการปิดคำสั่งอัตโนมัติซะแล้ว จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณต้องรู้จักใช้จุดหยุดขาดทุนอย่างชาญฉลาด คือต้องมีความสมดุลกันระหว่างความปลอดภัยและโอกาสทำกำไร

เลือกโบรกเกอร์ CFD และแพลตฟอร์มเทรด CFD อย่างไร

หากคุณกำลังนึกสงสัยอยู่ว่าจะมองหาโบรกเกอร์ CFD ดี ๆ ได้อย่างไร แล้วจะเลือกแพลตฟอร์มเทรดไหนดี คุณอาจเริ่มได้ด้วยการตั้งคำถามในฟอรั่มเกี่ยวกับการเทรด แต่นี่ก็ไม่ใช่ที่ที่ดีที่สุดในการมองหาโบรกเกอร์ CFD หรอก เพราะในฟอรั่มเหล่านี้ก็มักจะมีข้อตกลงร่วมกันระหว่างฟอรั่มเองและโบรกเกอร์หนึ่ง ๆ จึงทำให้รีวิวที่ปรากฏในฟอรั่มนั้นไม่ใช่ข้อมูลจริงที่เชื่อถือได้

เรามีเช็คลิสต์สิ่งที่ควรพิจารณาเมื่อจะเลือกโบรกเกอร์ CFD ดังต่อไปนี้

  • การเลือกโบรกเกอร์จะต้องพิจารณาสิ่งเหล่านี้ ได้แก่
  • มีการกำกับดูแลอย่างถูกต้องหรือไม่
  • มีแพลตฟอร์มเทรดที่ใช้งานได้ดีและรวดเร็วให้บริการหรือไม่
  • ค่าใช้จ่ายในการเทรดถูกหรือแพง
  • มีการให้ความรู้และหลักสูตรฝึกเทรดหรือไม่ และฟรีรึเปล่า
  • มีการให้บริการลูกค้าดีหรือไม่
  • มีให้บริการตลาดการเงินที่คุณต้องการเทรดรึเปล่า

อย่างไรก็ดี ความคิดเห็นก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่เราเชื่อว่า Admiral Markets เป็นหนึ่งในโบรกเกอร์ CFD ที่ดีที่สุดสำหรับคุณ ซึ่งต่อไปนี้เป็นประโยชน์บางประการที่คุณจะได้รับเมื่อเทรดกับเรา

  • ความปลอดภัยสูง: Admiral Markets เป็นโบรกเกอร์ที่ได้รับการกำกับดูแลจากองค์กรกำกับดูแลทั่วโลก อย่าง FCA, ASIC, EFSA และ CySEC
  • แพลตฟอร์มเทรดดีเยี่ยมระดับโลก: เราให้บริการด้วยแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลกอย่าง MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 ซึ่งสามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ทั้งบน PC และ Mac หรือจะใช้งานแอพฯ บน Android และ iOS ก็ได้ รวมทั้งเทรดบนบราวเซอร์ด้วย MetaTrader WebTrader
  • ค่าใช้จ่ายในการเทรดต่ำ: ค่าสเปรดทั่วไปของเราถือว่าต่ำที่สุดในตลาด เพียง 0.6 pip สำหรับ CFD EUR/USD และ 0.8 pip สำหรับ CFD DAX30 นอกจากนี้ค่าคอมมิชชั่นของ CFD หุ้นและ ETF นั้นเริ่มตั้งแต่ $0.01 เท่านั้น
  • ช่องทางให้ความรู้ฟรี: เพลิดเพลินไปกับคลังความรู้ที่เต็มไปด้วยเอกสารด้านความรู้เรื่องการเทรดและการวิเคราะห์ตลาดจาก Trader's Blog ของเรา ให้คุณได้อัพเดตข้อมูลตลาดล่าสุดได้ตลอดเวลา
  • การบริการลูกค้าระดับรางวัล: ด้วยความที่เราเป็นบริษัทระดับโลก เราจึงมีการสนับสนุนลูกค้าในแต่ละภูมิภาคด้วย โดยเรามีทีมงานในมากกว่า 30 ประเทศที่พูดภาษาเดียวกับคุณ และยังติดต่อได้ง่ายทั้งทางอีเมล, แชท และโทรศัพท์
  • ตลาดที่หลากหลาย: Admiral Markets ให้บริการเทรด CFD ในตลาดตราสารทั่วโลกเป็นพัน ๆ แห่ง เช่น Forex, หุ้น, สินค้าโภคภัณฑ์, ดัชนี, ETF, คริปโตเคอเรนซี่ ฯลฯ
  • นโยบายคุ้มครองวงเงินติดลบในบัญชี: เราช่วยดูแลให้เงินในบัญชีของคุณไม่ติดลบได้ด้วยนโยบายคุ้มครองวงเงินติดลบในบัญชีแบบไม่มีขีดจำกัดสำหรับลูกค้ารายย่อย และการคุ้มครองวงเงินติดลบในบัญชีสูงสุดถึง £50,000 สำหรับลูกค้ามืออาชีพ
  • การแจ้งเตือนด้านการเทรดผ่าน SMS ฟรี: อัพเดตข่าวสารข้อมูลล่าสุดไม่ว่าจะเป็นการฝาก, การถอน หรือการเรียกเก็บเงินประกันเพิ่มด้วยการลงทะเบียนรับบริการแจ้งเตือนผ่าน SMS ฟรีที่ Trader's Room
  • เทรดด้วยเลเวอเรจ: ลูกค้ารายย่อยสามารถเปิดสถานะสัญญาเทรดมูลค่าสูงสุดถึง 30 เท่าของวงเงินในบัญชี ในขณะที่ลูกค้ามืออาชีพสามารถเปิดสถานะสัญญาเทรดมูลค่าสูงสุดถึง 500 เท่าของวงเงินในบัญชี
  • เทรดตลาดในทิศทางไหนก็ได้: เทรด CFD ด้วยคำสั่งเทรด long หรือ short ก็ได้ ทำให้สามารถทำกำไรได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและตลาดขาลง

แม้เราจะมั่นใจว่าเราเป็นโบรกเกอร์ที่ดีที่สุด แต่ทางที่ดีที่จะตัดสินใจได้ว่าโบรกเกอร์ไหนดีที่สุดก็คือการทดลองใช้ ซึ่งคุณสามารถทำได้ด้วยการเปิดบัญชีทดลองฟรีกับเรา โดยคุณจะสามารถเข้าไปทดสอบทั้งแพลตฟอร์มเทรดและประโยชน์ที่โบรกเกอร์นำเสนอให้ได้แบบไร้ความเสี่ยง

คุณสามารถเปิดบัญชีทดลองได้ง่าย ๆ ไม่เกิน 2 นาทีเพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างนี้

เทรดด้วยบัญชีทดลองฟรี

บทสรุป: การเทรด CFD

อย่างที่ได้เห็นกันไปแล้วว่าการเทรด CFD (หรือ Contracts of Difference/สัญญาซื้อขายส่วนต่าง) ได้เปิดโอกาสในการทำกำไรในตลาดหลาย ๆ ประเภทด้วยกัน โดยใช้เงินลงทุนเพียงน้อยนิด มีการใช้เลเวอเรจที่จะช่วยเพิ่มปริมาณผลกำไรที่จะได้ และความสามารถในการเทรด short หรือ long เพื่อทำกำไรได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและตลาดขาลง

แต่ก็อย่างที่ทราบกันดีว่าการเทรด CFD ก็เหมือนกับการลงทุนรูปแบบอื่น ๆ ที่มีโอกาสที่จะขาดทุนพอ ๆ กับการทำกำไรได้

จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณจะต้องมีความรู้ในเรื่องการเทรด CFD, เรื่องตลาด, มีกลยุทธ์เทคนิคการเทรดที่น่าเชื่อถือ และมีแพลตฟอร์มเทรดที่รวดเร็วซึ่งจะช่วยเพิ่มการสร้างผลกำไรให้ได้มากที่สุด

เรียนรู้เรื่องการเทรดเพิ่มเติมได้ที่นี่

เกี่ยวกับ Admiral Markets

Admiral Markets เป็นโบรกเกอร์ Forex และ CFD ที่ชนะรางวัลมากมาย อีกทั้งได้รับใบอนุญาตและกำกับดูแลจากหลายประเทศทั่วโลก โดยให้บริการซื้อขายตราสารการเงินมากกว่า 8,000 รายการผ่านแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกอย่าง MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 เริ่มเทรดเลยวันนี้

เปิดบัญชีเทรด Forex และ CFD

คำสงวนสิทธิ์: ข้อมูลข้างต้นเป็นรายละเอียดเพิ่มเติมที่จัดทำโดยอาศัยข้อมูลการวิเคราะห์ การประเมิน การทำนาย การพยากรณ์ และการประมวลผลหรือข้อมูลอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน (ต่อไปนี้เรียกว่า "บทวิเคราะห์") ซึ่งมีการเผยแพร่บนเว็บไซต์ของ Admiral Markets ก่อนตัดสินใจในการลงทุนใด ๆ กรุณาอ่านรายละเอียดต่อไปนี้ด้วยความระมัดระวัง

  1. ข้อมูลที่ปรากฏนี้เป็นการสื่อสารทางการตลาด บทวิเคราะห์นี้เป็นการเผยแพร่ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลความรู้เพียงอย่างเดียวและจะต้องไม่ถือเป็นการแทนคำปรึกษาหรือคำชี้แนะด้านการลงทุน ข้อมูลนี้ไม่ได้ถูกจัดทำขึ้นภายใต้ข้อกำหนดทางกฎหมายสำหรับการส่งเสริมความเป็นอิสระในการค้นคว้าวิจัยด้านการลงทุน และไม่เกี่ยวข้องกับข้อห้ามในการทำข้อตกลงก่อนที่จะมีการเผยแพร่บทวิจัยด้านการลงทุน
  2. Admiral Markets จะไม่รับผิดชอบต่อการสูญเสียหรือความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจลงทุนทุกประเภทของลูกค้าแต่ละราย ไม่ว่าจะมาจากเนื้อหาในบทวิเคราะห์หรือไม่ก็ตาม
  3. บทวิเคราะห์ถูกจัดทำขึ้นโดยนักวิเคราะห์อิสระซึ่งเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพและนักวิเคราะห์ (ต่อไปนี้เรียกว่า "ผู้เขียน") โดยยึดตามการประเมินส่วนบุคคล
  4. เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของลูกค้าของเราและความเป็นกลางของบทวิเคราะห์ Admiral Markets ได้จัดทำกระบวนการภายในที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันและจัดการเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
  5. แม้ว่าเราจะทำทุกวิถีทางที่เป็นไปได้เพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มาของเนื้อหาและให้ข้อมูลทั้งหมดที่แสดงอยู่ในเนื้อหานั้นมีความแม่นยำ สมบูรณ์ ความเป็นปัจจุบัน และเข้าใจได้มากที่สุด แต่ Admiral Markets ไม่รับประกันความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลใด ๆ ที่ปรากฏอยู่ในบทวิเคราะห์ ตัวเลขที่ปรากฏอยู่ในข้อมูลที่แสดงถึงผลตอบแทนการลงทุนในอดีตไม่สามารถนำมาเป็นตัวชี้วัดผลตอบแทนการลงทุนในอนาคตได้
  6. เนื้อหาในบทวิเคราะห์จะต้องไม่ถือเป็นการให้คำสัญญา การรับประกัน หรือการแสดงเจตนาจาก Admiral Markets ว่าลูกค้าจะได้กำไรจากกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่กล่าวในบทวิเคราะห์ และขอสงวนความรับผิดชอบในการสูญเสียใด ๆ ที่เกิดจากข้อมูลที่อยู่ในเนื้อหาบทวิเคราะห์
  7. ผลตอบแทนการลงทุนใด ๆ ในอดีต หรือตัวอย่างผลตอบแทนการลงทุนใด ๆ ของตราสารทางการเงินที่ปรากฏอยู่ในเนื้อหาจะต้องไม่ถือเป็นการให้คำสัญญา การรับประกัน หรือการแสดงเจตนาจาก Admiral Markets ถึงผลตอบแทนการลงทุนในอนาคต มูลค่าของตราสารทางการเงินอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ และจะไม่มีการรับประกันมูลค่าหลักทรัพย์
  8. ตัวอย่างที่แสดงอยู่ในบทวิเคราะห์อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม การเรียกเก็บภาษี หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับหัวข้อของเนื้อหาที่เผยแพร่ โดยมีการระบุรายการค่าบริการที่เรียกเก็บโดย Admiral Markets อย่างเปิดเผยบนเว็บไซต์ของ Admiral Markets
  9. ผลิตภัณฑ์ที่มีเลเวอเรจ (รวมถึงสัญญาซื้อขายส่วนต่างด้วย) ถือเป็นการเก็งกำไร และอาจมีการขาดทุนหรือทำกำไรได้ ก่อนที่คุณจะเริ่มเทรด กรุณาตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจในความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดีแล้ว

CFD เป็นตราสารที่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินอย่างรวดเร็วจากเลเวอเรจ