ETF คืออะไร : เริ่มลงทุน ETF ตัวไหนดี

Reading time: 19 minutes

หากคุณเพิ่งเริ่มต้นการลงทุนในตลาด คุณอาจจะเคยได้ยินคำว่า 'อีทีเอฟ' หรือในภาษาอังกฤษตรงๆ ตัวว่า 'ETF' และแน่นอนว่า พอได้ยินคำนี้บ่อยเข้า คุณก็อาจจะเริ่มสงสัยว่า ETF คืออะไร

บทความนี้จะให้มุมมองในภาพรวมว่า ETF หรือ กองทุน ETF คืออะไร, ข้อดีข้อเสียของการลงทุนใน ETF รวมถึงการเลือกว่า จะลงทุน ETF ตัวไหนดี ในปี 2020 นี้ ไปรับชมกันได้เลย

ETF คือ

ETF คือ

ETF ย่อมาจาก Exchange Traded Fund คือ กองทุนรวม ที่จะรวม "กลุ่มของหุ้น" หรือกลุ่มของตราสารทางการเงิน เข้ามารวมเป็นหน่วยการลงทุนเดียวกัน โดยกองทุน ETF จะสามารถซื้อหรือขายผ่านบริษัทโบรกเกอร์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้

แนวคิดของกองทุนรวม ETF จะพยายามจัดสัดส่วนกลุ่มของตรสารหรือหุ้นต่างๆ ให้มีลักษณะร่วมบางอย่าง ที่สามารถหรือเป็นตัวแทนของ สภาวะเศรษฐกิจ, ผลตอบแทนอุตสาหกรรม หรือหุ้นเฉพาะของบางประเทศ แล้วแต่จะออกแบบ ซึ่งทำให้นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในสินค้าที่หลากหลายได้ผ่านการซื้อกองทุน ETF ทำให้ไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีลงทุนหลายๆ บัญชี เพื่อลงทุนในหุ้นประเทศต่างๆ

ตัวอย่างกองทุน ETF ที่เปิดให้ลงทุนได้

  • iShares S&P 500 Growth ETF - กองทุน ETF ที่รวมหุ้นจากดัชนี S&P 500
  • VanEck Vectors Gold Miners ETF - กองทุน ETF ที่รวมเฉพาะหุ้นเหมืองทองคำ
  • iShares Silver Trust ETF - กองทุน ETF ที่อ้างอิงผลตอบแทนจากราคาของแร่ Silver
  • iShares PHLX Semiconductor ETF - กองทุน ETF ที่อ้างอิงผลตอบแทนจากหุ้นในกลุ่ม "เซมิคอนดักเต้อร์" (Semiconductor)
  • Energy Sector SPDR Fund ETF - กองทุน ETF ที่รวมเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงาน

กองทุน ETF มีให้เลือกหลากหลายประเภทมาก ตั้งแต่หุ้นยอดนิยม ไปจนถึงพันธบัตร, ตลาดสกุลเงิน แม้แต่สิ่งที่เพิ่งเข้ามาในตลาดการเงินเมื่อไม่นานมานี้อย่าง เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) หรือหุ้นของบริษัทที่พัฒนา "ปัญญาประดิษฐ์" (Artificial Intelligence)

ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า กองทัน ETF จะเปิดโอกาสให้ทั้งเทรดเดอร์และนักลงทุนในการเข้าไปเก็งกำไรหรือลงทุนระยะยาวได้ ใน "ภาพรวม" ของทั้งอุตสาหกรรม หรือภาพรวมของเศรษฐกิจได้ ทำให้การลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่แค่หุ้นรายตัวเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น เราได้ยินและปฏิเสธไม่ได้ถึงการมาของ AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ แต่คำถาม คือ คุณแน่ใจหรอว่า บริษัทไหนคือบริษัท AI ที่จะได้ผลตอบแทนกับคุณมากที่สุด หรือถ้าคุณทำงานประจำจนไม่มีเวลามาหาข้อมูลเกี่ยวกับทุกบริษัทได้ล่ะ จะต้องอย่างไร?

ในกรณีแบบนี้ กองทุน ETF จะช่วยคุณได้อย่างมาก เพราะผู้จัดการกองทุนมืออาชีพจะจัดสรรสัดส่วนการลงทุนในบริษัท AI ไว้ให้คุณ คุณเพียงแค่ต้องรู้ว่า กองทุน ETF ที่ลงทุนในหุ้น AI มีอะไรบ้าง ซึ่งกองทุนหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากได้แก่ กองทุน "Global X Robotics & Artificial Intelligence ETF" จะเห็นว่า ในภาพซื้อขายกันที่ราคา หน่วยละ 19.28 USD เท่านั้น

etf ตัวไหนดี

กองทุน ETF กองนี้ มุ่งที่จะลงทุนในบริษัทที่จะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์โดยเฉพาะ (Robotics & Artificial intelligence) ดังนั้น นักลงทุนไม่จำเป็นต้องไปเลือกหุ้นเป็นรายๆ ตัวด้วยตัวเอง เพราะจะทำให้เสียเวลาอย่างมาก และโอกาสผิดพลาดก็มีสูงเช่นกัน

จากตัวอย่างนี้ จะเห็นได้ชัดเจน เราย่อมตระหนักถึงศักยภาพทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ เป็นอย่างดี และจักรวาลของบริษัท "หุ่นยนต์" ในสหรัฐฯ นั้นมีเยอะมากๆ และแต่ละบริษัทก็ไม่ได้ผลิตเทคโนโลยีแบบเดียวกัน บางบริษัทผลิตเทคโนโลยีเฉพาะอย่างเพื่องานบางอย่างเท่านั้น ซึ่งหากเราไม่ได้มีเวลามาก มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะรู้จักบริษัทเหล่านี้ได้ทั้งหมด กองทุน ETF จึงเป็นเครื่องมือที่ดีมากๆ ที่ทำให้เราสามารถลงทุนในแนวโน้มภาพรวมๆ ได้ ทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรมก็ตาม

กองทุน ETF คืออะไร : ประวัติความเป็นมา

ในฐานะนักลงทุน เราควรมอง ETF เป็นผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่างหนึ่ง ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่นับว่าเป็นกองทุน ETF จริงๆ นั้น เกิดขึ้นครั้งแรก ปี 1993 ที่สหรัฐฯ โดย Nathan Most และ Steven Bloom สร้างกองทุน ETF ที่ชื่อว่า Standard & Poor's Depositary Receipts หรือเรียกสั้นๆ ว่า "SPY"

แต่หลังจากนั้น คนที่นับได้ว่าเป็นผู้อย่างรากฐานของการทำกองทุน ETF อย่างจริงจัง ก็คือนักเศรษฐศาสตร์ที่ชื่อ Harry Markowitz หลักการของเขาถูกนำไปต่อยอด กองทุน SPY พัฒนาตัวเองขึ้นมาจากหลักการดังกล่าว จนกลายเป็นที่รู้จักในฐานะกองทุนที่ลงทุนใน S&P500 ที่มีความน่าเชื่อถือ ตอนหลังเรียกกองทุนนี้ว่า SPDRs หรือ Spiders และกลายเป็นกองทุน ETF ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเวลาต่อมา ด้วยเม็ดเงินรวมตอนนั้นที่มากกว่า 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์

แค่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทีเดียว ก็มีกองทุน ETF มากกว่า 1,000 รายการแล้ว ซึ่งหากนับมูลค่าทั้งหมดรวมกัน ก็ทะลุหลัก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งโบรกเกอร์ Admiral Markets ก็มีผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเตรียมไว้ให้บริการเรียบร้อยแล้ว โดยมีหุ้นรายตัว (Stock) มากกว่า 1,000 รายการ และกองทุน ETF ที่คัดสรรมาแล้วอีกกว่า 300 รายการ

หนึ่งในบริษัทที่ผลิตกองทุน ETF มาอย่างหลากหลาย และได้รับความน่าเชื่อถืออย่างมาก คือ บริษัท iShares ซึ่งได้นำเสนอกองทุนของ iShares ในระดับ Global เป็นครั้งแรกในปี 1996 และมีผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลายมาก ตั้งแต่หุ้นสามัญ ตราสารหนี้ของรัฐบาลทั่วโลก ทั้งยุโรป, อเมริกา รวมถึงประเทศเอเชีย ทำให้นักลงทุนต่างยอมรับกันว่า iShares มีกองทุน ETF ที่หลากลายที่สุดในโลกแล้ว

เมื่อกองทุน ETF ได้รับความนิยมในฐานะเครื่องมือในการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ จึงมีการทำกองทุนรวม ETF ที่ติดตามผลตอบแทนจากราคาทองคำ โดยในปี 2004 มีกองทุนที่เรียกว่า Gold SPDR (GLD) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือในการลงทุน "ทองคำ" ที่ได้รับความนิยมสูงสุดผลิตภัณฑ์หนึ่ง คือแม้ว่า คุณอาจจะสามารถเข้าไปเทรดในตราสารที่เกี่ยวกับทองคำได้ด้วยตัวเอง แต่หากไม่เข้าใจเรื่องความเสี่ยงเป็นย่างดีแล้ว เราก็อาจจะพลาดรายละเอียดต่างๆ ได้ การซื้อกองทุน ETF ที่อ้างอิงกับราคาทองคำ จึงเท่ากับเป็นการลงทุนใน Gold โดยมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยบริหารความเสี่ยงให้

กองทุน etf ตัวไหนดี

ที่มา : ETF.com

ปัจจุบัน ตลาด ETF มีมูลค่าการซื้อขายกว่าต่อวันมากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แม้จะยังไม่ใกล้เคียงกับตลาด Forex แต่ก็ถือว่า ขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่สำคัญในตลาดการเงิน ทั้งนี้ โดยทั่วๆ ไป ตลาด ETF ส่วนใหญ่มักเป็นกองทุน ETF ที่ติดตามผลการดำเนินงานของดัชนีตลาดหุ้น เนื่องจากได้รับความนิยมจากนักลงทุนทั่วไป

หุ้น ETF แตกต่างกันไหม : กองทุน ETF ลงทุนอย่างไร

ลงทุนในกองทุน ETF มีลักษณะเช่นเดียวกันกับหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยกองทุน ETF ก็จะสามารถซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ได้ตามช่วงเวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์ (ภายในเวลา เปิด-ปิด ตลาดหุ้น) พูดง่ายๆ คือ กองทุน ETF ก็เหมือนเป็น หุ้นตัวหนึ่งๆ ที่สามารถเข้าไปเทรดได้ในตลาด และก็จะมีสัญลักษณ์ของกองทุนนั้น แบบนั้นกับที่หุ้นจะมีสัญลักษณ์ย่อ

สิ่งที่แตกต่างกัน คือ "ไส้ใน" ของกองทุน ETF อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เพราะผู้จัดการกองทุนอาจจะซื้อหรือขายหุ้นบางตัวออกไป อย่างไรก็ตาม เราอาจจะไม่ได้จำเป็นต้องพิจารณาการเปลี่ยนแปลงนี้มากนักก็ได้ เพราะเรื่องนี้ ก็เปรียบเสมือน เรากำลังปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการกองทุนดูแล

ราคาของราคากองทุน ETF ต่อหนึ่งหน่วยการลงทุน ปกติก็จะเคลื่อนไหวอ้างอิงกับผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่กองทุน ETF เลือกลงทุน (Underlying Asset) อาจจะเป็นทองคำ, น้ำมัน หรือหุ้นจากบางอุตสาหกรรมอย่างที่ได้อธิบายไป ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่ความหลากหลายของ Underlying Asset เท่านั้น แต่กองทุน ETF ยังมีสภาพคล่องเหลือล้น ให้นักลงทุนทั้งรายใหญ่, รายย่อย สามารถเข้ามาซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้ตลอดที่ตลาดเปิดทำการ อย่างไม่ติดขัดเรื่องทำนองว่า มีคนซื้อ แต่ไม่มีคนขาย

นอกเหนือจาก ความหลากหลายและสภาพคล่องแล้ว ราคาของกองทุน ETF มักมีการเบี่ยงเบนออกจากมูลค่าสินทรัพย์ที่อ้างอิงอยู่ ดังนั้น บ่อยครั้งที่หุ้นที่อ้างอิงนั้นๆ ราคาอาจจะตก แต่ตัวกองทุน ETF อาจจะราคาสูงขึ้นก็ได้ ซึ่งไม่สอดคล้องกันระหว่างราคากองทุนและราคาสินทรัพย์อ้างอิงนัน นักลงทุนก็สามารถใช้กลยุทธิ์ประเภท Arbitrage เข้ามาเก็งกำไรได้เช่นกัน

สรุปลักษณะบางประการที่สำคัญ ที่จะตอบคำถามว่า ETF คืออะไร

  • ETF เทรดได้เหมือนหุ้นทั่วๆ ไป มีสัญลักษณ์ย่อ เทรดในตลาดเหมือนหุ้นตัวหนึ่งๆ และอัปเดตราคาเรียลไทม์
  • ETF สามารถซื้อขายตลอดเวลาในช่วง Session ของตลาด
  • ETF คือผลิตภัณฑ์ที่เปรียบเสมือน หุ้นตัวหนึ่งๆ ที่รวบรวมสินค้าอื่นๆ ไว้ในตัวมันเอง ซึ่งอาจจะเป็น ตราสารหนี้, หุ้นต่างประเทศ, สินค้าโภคภัณฑ์ ฯลฯ
  • ETF มีสภาพคล่องเหลือล้น สามารถเข้าไปเทรดได้ทั้งนักลงทุนรายย่อย และสถาบันการเงินขนาดใหญ่

โดยทั่วไปแล้ว กองทุน ETF มักเป็นตัวเลือกการลงทุนที่โดดเด่น นักลงทุนสามารถซื้อขายได้แบบเรียลไทม์เหมือนหุ้นปกติ แถมมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าอีกต่างหาก นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ ETF ได้รับความนิยมอย่างสูง

กองทุน ETF แตกต่างจาก Hedge Fund อย่างไร

หากคุณกำลังพิจารณาลงทุนในกองทุนรวมต่างๆ คุณอาจรู้สึกว่ากองทุน ETF และกองทุนรวมอื่นๆ มีลักษณะคล้ายกันมาก ซึ่งทั้งกองทุนรวมปกติ กับกองทุน ETF ก็มีทั้งส่วนที่คล้ายคลึงกัน แต่หากเทียบกับ Hedge Fund แล้ว จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันชัดเจน โดยจำแนกรายละเอียดได้ดังนี้

  • ลงทุนใน Hedge Fund รวมถึงกองทุนรวมปกติ นักลงทุนจะมีสถานะเหมือนเป็นผู้ที่สละสินทรัพย์ให้ผู้จัดการกองทุนดูแล ในขณะที่ ETF ก็มีความคล้ายคลึงเช่นนั้น แต่โดยลักษณะ นักลงทุนจะเหมือนกำลังผู้หุ้นรายตัวมากกว่า
  • พวกกองทุน Investment Fund, Hedge Fund ต่างๆ มีลักษณะการลงทุนที่ Active ใช้กลยุทธิ์ที่ดุดันมากกว่าเพื่อเอาชนะตลาด แต่ ETF ใช้กลยุทธิ์ที่ Passive อนุรักษ์นิยมเพื่อให้สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของตลาด
  • Hedge Fund พยายามเอาชนะตลาดไม่ว่าขึ้นหรือลง ในขณะที่กองทุน ETF จะพยายามประคองตัวเองให้อ้างอิงกับราคาสินทรัพย์นั้นๆ ให้ได้มากที่สุด จะเห็นว่า วัตถุประสงค์ของการลงทุนนั้นแตกต่างกันพอสมควร

Leveraged ETF คืออะไร

เราเรียนรู้ไปแล้วว่า ETF อะไร ต่อมาจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Leveraged ETF โดยกองทุน Exchange Traded Fund ลักษณะนี้จะมีการใช้ "ตราสารอนุพันธ์" บนสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ เพื่อเข้ามาช่วยในการป้องกันความเสี่ยง รวมถึงสามารถเพิ่มผลตอบแทนของกองทุนให้เหนือกว่าราคาสินทรัพย์ที่อ้างอิงอยู่ได้ ซึ่งมันก็เหมือน คุณกำลังซื้อ ETF ด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้น แต่จริงๆ คุณใช้เงินเท่าเดิม

คิดเหมือนการซื้อบ้าน คุณต้องจ่ายมัดจำ 10% หรือ 20% ล่วงหน้า และธนาคารอนุญาตให้คุณยืมเงินมา "โปะ" ส่วนที่ขาดเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ในราคาเต็ม ในทำนองเดียวกัน โบรกเกอร์บางรายก็นำเสนอ ETF ที่ใช้ประโยชน์จากแนวคิดเดียวกัน คือ คือนักลงทุนสามารถฝากเงินเพียง 20% ของมูลค่าของ ETF เพื่อทำการซื้อขายกองทุน ETF ในราคาเต็มได้

หากราคาของกองทุน ETF เพิ่มขึ้นหรือลดลง คุณจะรับรู้ผลของกำไรขาดทุนที่มากกว่าการซื้อ ETF ทั่วๆ ไป คุณจะได้กำไรมากขึ้น แม้จะใช้จำนวนเงินลงทุนเพียงเศษเดียว ต้องย้ำว่า ในกรณีที่ราคาของกองทุนขยับไปในทิศทางเดียวกันกับที่คุณเลือกไว้

อย่างไรก็ตาม หากตลาดหรือราคากองทุน ETF เคลื่อนไหวไปในทางตรงกันข้ามกับที่คุณเลือก การสูญเสียก็ย่อมมากกว่าปกติเช่นกัน ทั้งนี้ คุณจะสามารถออกแบบความเสี่ยงทั้งหมดได้ด้วยตัวของคุณเอง

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จาก "เลเวอเลจ" ได้ในบทความ Leverage Forex คืออะไร

ข้อดีของ ETF

ตอนนี้คุณรู้แล้วว่า กองทุน ETF คืออะไร และต่อไปจะอธิบายว่า ประโยชน์ของการเทรด, ลงทุนในกองทุน ETF หรือ Exchange Traded Fund มีอะไรบ้าง

  • ผลประโยชน์ด้านภาษี : ตรงนี้สำหรับประเทศที่หักภาษีกำไรส่วนต่าง หรือที่เรียกว่า Capital Gains Tax เท่านั้น นักลงทุนไทยอาจจะไม่ได้รับประโยชน์ข้อนี้นัก แต่ในส่วนนี้ จะเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมการซื้อขายที่น้อยกว่าหุ้น ทำให้ภาษี Capital Gains ถูกลดหย่อนไปด้วย
  • ค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า : ลักษณะของธุรกรรมกองทุน ETF จะมีค่าธรรมเนียมต่ำ โดยเป็นค่าคอมมิชชันที่้ต้องจ่ายให้โบรกเกอร์ตามปกติเท่านั้นเอง
  • ซื้อขายเมื่อไหร่ก็ได้ : ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่า กองทุน ETF ดังกล่าวนั้น มีเวลาเปิด-ปิด ให้ซื้อขายตามตลาดหลักทรัพย์แห่งใด
  • ธุรกรรมการซื้อขายที่ยืดหยุ่น*** : เนื่องจากการลงทุนในกองทุน ETF สามารถซื้อขายได้เหมือนหุ้นจดทะเบียนทั่วๆ ไป ทำให้นักลงทุนสามารถวางคำสั่งซื้อขายในรูปแบบที่หลากหลาย เพราะโดยปกติ หากลงทุนในกองทุนรวมทั่วไป นักลงทุนจะใช้คำสั่งประเภท limit orders, stop-loss orders, buy-on-margin orders ไม่ได้
  • ความเสี่ยงที่ลดลง : กองทุน ETF บริหารโดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ ซึ่งความเสี่ยงต่างๆ จะถูกลดทอนลงจากการกระจายการลงทุนให้ครอบคลุมสินทรัพย์อ้างอิงในหลายลักษณะ เช่น การลงทุนในอุตสาหกรรมหนึ่งๆ ก็จะมีหุ้นในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ซึ่งก็จะเสี่ยงน้อยกว่า การทุ่มเงินทั้งหมดลงทุนในบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
  • การกระจายความเสี่ยง : จากประโยชน์ข้างต้น เนื่องจาก ETF เป็นตัวแทนของสินทรัพย์ตามที่ผู้จัดการกองทุนจัดสรรให้ การเลือกกองทุน ETF ก็เท่ากับเป็นการกระจายความเสี่ยงแบบอัตโนมัติสำหรับนักลงทุน ซื้อแล้วถือทิ้งไว้ ไม่ต้องเข้าไปจัดการ Position ด้วยตัวเอง
  • ไม่มีการลงทุนขั้นต่ำ : ในส่วนนี้เฉพาะนักลงทุนที่ซื้อกองทุน ETF กับทาง Admiral Markets เท่านั้น
  • เลือกลงทุนได้ทุกทิศทาง : ถ้าคุณซื้อขายกองทุน ETF ผ่านสัญญา CFD คุณก็จะมีความสามารถในการเทรดทั้ง Buy (Long) หรือ Sell (Short) แบบเดียวกันกับเวลาที่คุณเทรดฟอเร็กซ์, ทองคำ ฯลฯ จุดนี้จะทำให้คุณสามารถเข้ามาปกป้องเงินทุน เมื่อตลาดเป็นขาลงได้
  • เทรดมากกว่าเงินที่มีได้ด้วย "เลเวอเรจ" : เมื่อทำการเทรดกองทุน ETF ผ่านสัญญา CFD โบรกเกอร์จะให้คุณสามารถใช้ "เลเวอเรจ" ซึ่งทำให้คุณสามารถลงทุนในปริมาณที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ ในขณะที่คุณใช้เงินจำนวนเท่าเดิม
  • หากคุณได้อ่านข้อดีทั้งหมด และผลประโยชน์ต่างๆ จากการลงทุนในกองทุน ETF แล้วคุณต้องการเริ่มต้นที่จะลงทุนในตลาด ETF เหล่านี้ คุณสามารถเปิดบัญชีการลงทุนได้ง่ายๆ ผ่าน Admiral Markets ซึ่งให้บริการแพลตฟอร์มการเทรดคุณภาพสูงอย่าง MT5 และไม่ใช่แค่กองทุน ETF ที่คุณสามารถเทรดได้มากกว่า 200 กองทุน คุณยังสามารถเข้าถึงหุ้นได้มากกว่า 4,000 รายการ จาก 15 ตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดจากทั่วโลก

เริ่มต้นการลงทุนในกองทุน ETF ของคุณ เพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง

กองทุน etf คืออะไร

ข้อเสียของกองทุน ETF

ความจริง การลงทุนในกองทุน ETF มีข้อดีมากมาย อย่างไรก็ตาม ข้อเสียบางอย่างที่คุณต้องพิจารณา ก็มีเช่นกัน

  • ความล่าช้าในการชำระราคาบัญชี (Settlement) : การชำระราคาในตลาด ETF อาจมีความล่าช้าได้มากถึง 2 วันทำการหลังจากคุณขายกองทุนออก หมายความว่า เวลาคุณขายกองทุน ETF เพื่อทำกำไรแล้ว อาจต้องรออย่างน้อย 1-2 วัน กว่าที่เงินจะเข้ามาในบัญชีของคุณ ทำให้เกิดความล่าช้าบ้างในการนำเงินไปลงทุนต่อ
  • สภาพคล่อง : แม้เราจะอธิบายไปแล้วว่า กองทุน ETF มีปริมาณการซื้อขายหนาแน่น อย่างไรก็ตาม หากเป็นกองทุน ETF ในสินค้าที่ไม่ได้รับความนิยม ก็อาจมีสภาพคล่องไม่มาก ทำให้เกิดความต่างของราคาซื้อและราคาขาย ซึ่งหมายความว่า ต้นทุนการทำธุรกรรมของคุณอาจสูงกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม ประเด็นเกิดขึ้นกับหุ้นทั่วๆ ไปที่ไม่ได้มีสภาพคล่องหนาแน่นเช่นกัน ดังนั้น นับว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
  • การคลาดเคลื่อนของราคา : ประเด็นนี้อาจเป็นข้อดีสำหรับบางกองทุนที่ทำ Arbitrage โดยเป็นลักษณะที่ราคากองทุน ETF อาจจะไม่ได้สอดคล้องกับสินทรัพย์อ้างอิงในบางจังหวะเวลา
  • ค่าใช้จ่ายเปรียบเทียบ : กรณีนี้ จะเกิดขึ้นในกรณีที่กองทุน ETF นั้นๆ เป็นกองทุนที่ไม่ได้รับความนิยม ซึ่งก็อาจทำให้มีค่าธรรมเนียมการซื้อขาย (Bid, Offer) ในราคาที่สูงกว่า ซึ่งการลงทุนในสินทรัพย์ตรงๆ อาจคุ้มกว่าในบางจังหวะ (แต่ต้องบริหารการลงทุนเอง)

ปี 2020 เลือกกองทุน ETF ตัวไหนดี ?

เมื่อตอบคำถามได้แล้วว่า ETF คือ ? พร้อมทั้งเข้าใจถึงผลประโยชน์และข้อเสียของการลงทุนใน ETF เป็นอย่างดีแล้ว คำถามต่อไป คือ แล้วจะเลือกลงทุนในกองทุน ETF ตัวไหนดี โดยเฉพาะในปี 2020 ที่กำลังมีปัญหาทางเศรษฐกิจแบบนี้

แต่ต้องตอบเลยว่า มันไม่ได้มีคำตอบที่ชัดเจนว่า กองทุน ETF ตัวไหนดีที่สุด เพราะการลงทุนย่อมต้องขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล กองทุน ETF ตัวไหนที่มีความเสี่ยงสูง อาจดึงดูดนักลงทุนอายุน้อย และเป็นกองทุน ETF ที่ตอบโจทย์ของนักลงทุนกลุ่มนี้ได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม หลายคนก็เลือกที่จะลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เนื่องจากไม่สามารถทนการขาดทุนเป็นเวลานานๆ ได้ ทั้งหมดเราได้แสดงเป็นหัวข้อๆ ไว้แล้วว่า คุณต้องพิจารณาอะไรว่า เพื่อจำตอบคำถามว่า เลือกลงทุนใน ETF ตัวไหนดี

กองทุน Gold ETF และ Silver

ทองคำ (Gold) และเงิน (Silver) เป็นทั้งทรัพย์สินที่ในเชิง "ป้องกัน" (Defensive) หรือปลอดภัย เพราะในแง่ของการบริหารพอร์ตการลงทุน มันจะกลายเป็นตัวเลือกการลงทุนยอดนิยมในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ หรือสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีอัตราเงินเฟ้อสูง กองทุน ETF บางตัวจะอ้างอิงกับราคาทองคำและเงิน ทำให้เราไม่ต้องเข้าไปซื้อในตลาด Spot ที่เสียงกว่า

กองทุน ETF ทองคำที่ได้รับความนิยม และเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุด คือกองทุน ETF ของ SPDR ชื่อว่า SPDR Gold Shares (GLD) เนื่องจากมีสภาพคล่องที่หนาแน่น และต้นทุนการทำธุรกรรมที่ต่ำกว่า ซึ่งดีนักลงทุนทั่วๆ ไป เพราะการเข้าไปเทรด XAUUSD (Gold) โดยตรงด้วยตัวเอง นักลงทุนอาจจะจัดการความผันผวนและต้นทุนการทำธุรกรรมได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ นอกจากกองทุน SPDR แล้ว ของบริษัท iShares ที่อ้างอิงกับทองคำ ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน ชื่อว่า iShares Gold Trust (IAU) ซึ่งในทางเทคนิค IAU จะมีต้นทุนทางราคาที่ถูกกว่า GLD อยู่ 15 basis point อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญนัก โดยกองทุน Gold ETF ทั้ง 2 กองนี้ สามารถใช้ลงทุนแทนทองคำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ETF ปันผล : กองทุนอสังหา ตัวไหนดี ในปี 2020

นักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) จะได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาล จากการกระจายการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือที่เรียกว่า "REIT" ซึ่งย่อมาจาก real estate investment trust โดย REIT เครื่องมือระดมทุนให้กับองค์กรที่พัฒนาหรือจัดการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อที่สร้างรายได้ออกมาจากอสังหาริมทรัพย์เหล่านั้น นั้นคือองค์ได้เงิน และประชาชนก็มีส่วนร่วมในผลประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์เหล่านั้นผ่านการลงทุนใน REIT ด้วย ทั้งนี้ REIT มีหลายประเภท ทั้งอสังหาริมทรัพย์แบบที่อยู่อาศัย อสังหาริมทรัพย์ในเชิงพาณิชย์ เช่น ร้านค้าโรงงาน บริการด้านการดูแลสุขภาพ โรงแรม สำนักงาน ศูนย์การค้า ฯลฯ นอกจากนี้ ก็เป็นพวกอุตสาหกรรม และพวก Mortgage REIT หรือที่รับจำนองอสังหาริมทรัพย์

ตามที่กฎหมายกำหนด REIT จะต้องชำระเงินคืนอย่างน้อย 90% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษีในแต่ละปี ให้กับผู้ถือหุ้นโดยการจ่ายเงินปันผล ทำไมบ่อยครั้ง นักลงทุนจะนิยมมองหาว่า ETF ปันผล ได้เท่าไหร่มากกว่าปัจจัยอื่นๆ ทั้งนี้ REIT ในสหรัฐฯ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐอเมริกา

นักลงทุนสามารถซื้อขาย REIT เหมือนที่ซื้อขาย ETF ปันผล หรือหุ้นปันผลอื่นๆ สามารถซื้อ REIT เป็นสัดส่วนที่สอดรับกับการถือกองทุนรวมของตัวเองได้ ทำให้เกิดการกระจายการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หากคุณกำลังมองหากองทุน ETF ปันผล หรือ REIT Index Fund ต่างๆ คุณสามารถเลือกลงทุนได้ในกองทุน ETF เหล่านี้

  • Vanguard Large-Cap ETF CFD (VM)
  • SPDR Dow Jones International Real Estate ETF CFD (RWX)
  • iShares US Real Estate ETF CFD (IYR)
  • Schwab US REIT ETF CFD (SCHH)

กองทุน ETF ตัวไหนดีที่สุด : รู้จักกับ Vanguard

กองทุน ETF นามว่า Vanguard นับว่าเป็นหนึ่งในกองทุน ETF ที่ใหญ่ที่สุดในอันดับ หากนับจากมูลค่าสินทรัพย์ที่บริหารอยู่ โดย Vanguard มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารอยู่ที่ 5.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตัวเลข ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2019 เป็นรองแค่ iShares เพียงเล็กน้อย แต่ถึงอย่างไร กองทุน ETF ของ Vanguard ก็มีความหลากหลายเช่นเดียวกันกับ iShares จนตอบไม่ได้จริงๆ ว่า กองทุน ETF ของ Vanguard กองไหนดีที่สุด เพราะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้ลงทุนเอง

ตัวอย่างกองทุนหนึ่งที่ได้รับความนิยมในเอเชีย ชื่อว่า The Vanguard FTSE Developed Markets ETF (VEA) ซึ่งทาง VEA ได้ระดมทุนเพิ่มขึ้นมาได้อีกกว่า 1.746 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2017 เหตุผลที่ได้รับความนิยมมาก เพราะเป็นกองทุน ETF ที่ลงทุนในตลาดเกิดใหม่ หรือที่เรียกว่า Emerging Market เหตุผลหนึ่ง เพราะเพดานการทำรายได้ที่ดูเหมือนจะเริ่มแคบลงมากแล้วสำหรับตลาดหุ้นในสหรัฐฯ โดยเฉพาะในปี 2020 นี้ ทั้งนี้ จากข้อมูลที่เผยแพร่โดยกองทุน ETF VEA เอง ระบุว่า VEA มีความหลากหลาย แค่ในหุ้นก็มากกว่า 3,900 รายการแล้ว ซึ่งเป็นหุ้นที่กระจายมาจาก 24 ประเทศทั่วโลก

กองทุนแบบ Index ETF

ในขณะที่นักลงทุนจำนวนมาก ค่อนข้างพอใจกับผลตอบแทนของตดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ S&P 500 เพราะแค่เวลาเพียง 1 ปี ระหว่างช่วงเดือนมกราคม 2019 ถึงเดือนมกราคม 2020 ตลาดก็ปรับตัวสูงกว่า 36% แล้ว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนบางคนยังต้องการกระจายพอร์ตการลงทุนเพื่อหาโอกาสจากตลาดอื่น ๆ ที่สามารถเพิ่มผลตอบแทนโดยรวมได้

ซึ่งนักลงทุนบางคน อาจต้องการลงทุนหุ้นเฉพาะกลุ่ม หรือที่พวกเขามีความรู้ในด้านนั้นเป็นพิเศษ เช่น หุ้นเทคโนโลยี ซึ่งสามารถลงทุนผ่านดัชนี Nasdaq 100 ได้ ซึ่งจะเป็นการรวมบริษัทเทคโนโลยี 100 อันดับแรกในตลาดสหรัฐฯ ทั้งนี้ ในเวลา 1 ปี ระหว่างช่วงเดือนมกราคม 2019 ถึงเดือนมกราคม 2020 ตลาดทำผลตอบแทนให้นักลงทุนมากกว่า 50%

เรื่องผลตอบแทนก็เป็นสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนเลือกลงทุนในกองทุน ETF ต่างๆ และพยายามมองว่า กองทุน ETF ที่ดีที่สุด โดยเฉพาะกองทุนที่ยึดโยงกับ "ดัชนีตลาดหุ้น" ซึ่งท้ายที่สุด หลายคนก็จบลงด้วย Index ETF ที่อ้างอิงกับ "Nasdaq"

คำถามต่อมา คือ กองทุน ETF ใน Nasdaq ตัวไหนดี

เพราะในตลาดมีกองทุน ETF จำนวนมาก อย่างแค่กองทุนที่อ้างอิงกับผลตอบแทนของ Nasdaq ก็นับกันไม่ไหวแล้ว แต่ที่ได้รับความนิยมมาก ก็คือ กองทุน ETF ที่ชื่อว่า NASDAQ-100 Technology Index Fund (QTEC) ซึ่งกองนี้โดดเด่นมากในแง่ของความหลากหลาย เพราะได้รวมหุ้นดังๆ เข้าไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Apple, Amazon, Netflix and Google แต่ทั้งนี้ เราไม่จำเป็นต้องลงทุนเฉพาะใน Nasdaq เท่านั้น เพราะต้องเลือกกองทุนที่เข้ากับสิ่งที่เราต้องการ

ETF ตัวไหนดีที่ "โตเร็ว"

ยอดขายที่เติบโตอย่างรวดเร็ว, อัตราส่วนราคากับตุ้นทุนที่ดีมากๆ หรือมีอัตราการทำกำไรที่สูง อยากให้ลองพิจารณากองทุน ETF เหล่านี้ดู

  • Vanguard Growth ETF CFD (VUG)
  • Technology Select Sector SPDR Fund ETF CFD (XLK)
  • Consumer Discretionary Select Sector SPDR Fund ETF CFD (XLY)
  • iShares Nasdaq Biotechnology ETF CFD (IBB)

หากคุณยังคงสงสัยเกี่ยวกับการซื้อขาย หรือเทรดในกองทุน ETF และยังไม่แน่ใจว่าคุณจะพร้อมที่จะเริ่มต้นลงทุนได้จริงๆ หรือไม่ คุณอาจทดลองหรือฝึกเทรดผ่านบัญชีทดลอง (Demo Account) ซึ่งเป็นบริการจาก Admiral Markets ที่เปิดให้ใช้ได้ฟรี!

Demo Account หรือบัญชีทดลองนี้ คุณจะสามารถเข้าไปเทรดด้วยเงินจำลอง ทดลองกับตลาดจริงๆ โดยจะไม่มีความเสี่ยงใดๆ เลย เนื่องจากระบบจะไม่มีการบังคับให้ต้องฝากเงินจริงๆ เข้ามา คุณสามารถฝึกเทรดได้นานเท่าที่คุณต้องการ นี่จะทำให้คุณสามารถทดลองเทรด ETF ในสภาวะตลาดจริงๆ ทดลองกลยุทธิ์การเทรดจริงๆ ของคุณได้

ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม หรือเปิดบัญชีเทรด Demo ได้ที่นี่!

etf คืออะไร เปิดบัญชี demo

กองทุน ETF ปันผล ที่ดีที่สุด?

หากนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากเงินปันผล ก็ยังมีกองทุน ETF อีกมากมายให้เลือกที่สามารถตอบโจทย์ในประเด็นนี้ได้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนสามารถตรวจสอบประวัติการจ่ายเงินปันผลทั้งหมดบริษัทที่ถูกจัดสรรในกองทุน ETF เหล่านั้นได้ด้วย เพียงแต่เราต้องตระหนักด้วยว่า การพยายามคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก จึงใช้เป็นตัวชี้วัดหนึ่งในการลงทุนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากนักลงทุนต้องการหา ETF ที่เน้นผลตอบแทนในรูปของ "ปันผล" ก็จะมี ETF ที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ที่ให้ปันผล

ลองสำรวจรายชื่อกองทุน ETF ปันผล เหล่านี้ดู

  • iShares US Real Estate ETF CFD (IYR)
  • PowerShares Preferred Portfolio ETF CFD (PGX)
  • Schwab US Dividend Equity ETF CFD (SCHD)
  • SPDR S&P Dividend ETF CFD (SDYUS)

กองทุน ETF ที่ลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ "AI"

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือที่ AI ย่อมาจาก "Artificial intelligence" เป็นศาสตร์หนึ่งในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่มุ่งเน้นในการสร้าง "เครื่องจักรอัจฉริยะ" ที่สามารถทำงานและตัดสินใจเองได้เหมือนมนุษย์ ซึ่งกองทุน ETF ที่ลงทุนในเทคโนโลยีพวกนี้ก็มีเช่นกัน แน่นอนว่า มันจะได้รับประโยชน์จากการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิต เครื่องจักรขนาดใหญ่ ที่โรงงานพวกนี้กำลังพยายามลดจำนวนแรงงานคนลง สิ่งนี้เกิดขึ้นและกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมยานยนต์อีกด้วย รวมถึงสิ่งใกล้ตัวอย่างสังคมออนไลน์ การแปลภาษาต่างๆ

บริษัทอย่าง Amazon, Tesla Motors, Apple หรือ Alphabet ก็มีในส่วนที่พัฒนา หรืออย่างน้อย 25% ของพอร์ตของบริษัท ที่ได้ลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงมั่นใจได้ว่า กองทุน ETF เฉพาะทางด้าน AI จะได้เลือกสรรหุ้นที่เป็นผู้นำตลาดในด้าน AT อย่างแท้จริง ลองไปสำรวจรายชื่อเหล่านี้!

  • PowerShares QQQ ETF CFD (QQQ)
  • Technology Select Sector SPDR Fund ETF CFD (XLK)

ETF กองทุนอื่นๆ ที่น่าสนใจในปี 2020

นี่คือรายชื่อของกองทุน ETF จากอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ธนาคารและการเงิน, สุขภาพ, พลังงาน, เทคโนโลยีการบินและอวกาศ ซึ่ง ETF เหล่านี้ยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมหาศาล

  • iShares US Aerospace & Defense ETF CFD (ITA)
  • iShares US Home Construction ETF CFD (ITB)
  • iShares Global Energy ETF CFD (IXC)
  • SPDR S&P Bank ETF CFD (KBE)
  • VanEck Vectors Oil Services ETF CFD (OIH)
  • SPDR S&P Biotech ETF CFD (XBI)
  • Vanguard FTSE Emerging Markets ETF CFD (VWO)
  • Financial Select Sector SPDR Fund ETF CFD (XLF)
  • Schwab US Large-Cap Value ETF CFD (SCHV)

ควรลงทุน ETF ดีไหม : หรือแค่เก็งกำไร ETF CFD

สัญญาซื้อขายแบบ Contracts for Difference (CFD) หรือกองทุน Exchange Traded Funds (ETF) ทั้งสองต่างเป็นตัวเลือกที่ดีในการลงทุนในตลาดการเงิน เราไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเองว่า จะลงทุนกองทุน ETF หรือจะใช้ CFD เข้ามาเก็งกำไรในกองทุน ETF เราสามารถทำได้อย่างผสมผสาน

ข้อสังเกต : ETF กับ CFD คืออะไร - ต่างกันอย่างไร

CFD เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูง ในขณะที่กองทุน ETF โดยทั่วไปจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ความเสี่ยงแปรผันตามสินทรัพย์ที่อ้างอิงอยู่ หากเลือก ETF ที่อ้างอิงกับสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ส่วนมากการใช้ ETF ก็จะมีความเสี่ยงต่ำกว่าไปด้วย

อย่างไรก็ตาม คุณสามารถลงทุนในกองทุน ETF ได้โดยตรง หรืออาจจะซื้อขายผ่านสัญญา CFD ที่อ้างอิงกับตัว ETF อีกทีก็ได้ ความแตกต่างคือ การลงทุนในกองทุน ETF โดยตรงนั้น เหมือนกับการลงทุนในหุ้น คือให้คุณคิดว่า คุณซื้อหุ้นตัวหนึ่งที่ชื่อ ETF และรอขายในราคาที่สูงขึ้น

แต่หากพิจารณาถึง CFD นั่นแตกต่างอยู่บ้าง ตรงที่สามารถทำกำไรได้ทั้ง "ขาขึ้น" และ "ขาลง" นั่นเพราะ CFD เป็นตราสารอนุพันธ์แบบหนึ่ง ซึ่งหมายความว่า เทรดเดอร์ไม่จำเป็นต้องซื้อหุ้นหรือกองทุนนุ้นๆ เข้ามาเป็นเจ้าของจริงๆ มันเป็นสัญญาระหว่าง "เทรดเดอร์" กับ "โบรกเกอร์" ว่า เทรดเดอร์ที่ซื้อสัญญาไปนั้น จะสามารถซื้อหรือขายในราคาของสินทรัพย์อ้างอิงนั้นๆ

ในกรณีนี้คือ ETF หรือก็คือ ใช้สัญญา CFD บนกองทุน ETF อีกที โดยทั่วไป มันก็คือ คุณกำลังจะซื้อกองทุน ETF แล้วเปิดราคากราฟของ ETF ขึ้นมา แล้วคุณก็วิเคราะห์แนวโน้มของราคาว่า เหมาะสมจะ Buy หรือ Sell มากกว่า

ซึ่งหากตลาดมีทิศทางการเคลื่อนไหวไปในทางเดียวกันกับที่คุณเข้าเทรด เช่น Buy ไว้ที่ราคาต่ำๆ และเมื่อราคาของกองทุน ETF สูงขึ้น คุณก็สามารถ ปิดการปิดนั้นออกมา กำไรที่คุณได้ก็คือ ราคาที่คุณปิดออกมา หักด้วยราคา ณ จุดที่คุณเข้าไป Buy กรณีนี้เกิดขึ้นแบบเดียวกันเมื่อคุณเลือกที่จะ Sell แน่นอนว่า ถ้าตลาดเคลื่อนไปในทิศทางที่สวนทางกับที่คุณเล่น ผลของการขาดทุนก็คือระยะทางระหว่างราคาที่เข้าไปเทรด กับราคาปัจจุบันนั่นเอง

ทั้งนี้ เวลาคนลงทุนในกองทุน ETF ก็มักจะถูกมองว่าเป็นการลงทุนระยะยาว เพราะมีแนวโน้มที่คุณจะซื้อและถือเป็นเวลาหลายปี ด้วยความตั้งใจที่จะขายมันออกเมื่อเวลาผ่านไปสักหลายๆ ปีก่อน

ในทางกลับกัน ภาพรวมองการใช้ CFD ดูจะเป็นอะไรที่สั้นกว่านั้นมาก แม้จะเป็น CFD ที่อ้างอิงกับกองทุน ETF ก็ตาม เทรดเดอร์ที่ใช้ CFD เทรดบน ETF อาจซื้อขายในเวลาไม่กี่นาที หรือเป็นหลักวัน, เดือน เท่านั้น อาจจะไม่ได้นานเหมือนนักลงทุน ETF ที่ถือทังปี

หนึ่งในเหตุผลที่การซื้อขาย CFD มีแนวโน้มที่นักลงทุนจะถือครอง Position ที่สั้นกว่า เนื่องมาจากการใช้ประโยชน์จาก "เลเวอเรจ" ทำให้สามารถซื้อขายด้วย Position ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ยังฝากเงินเท่าเดิม จึงทำให้ผลกำไรมากกว่าการซื้อขายกองทุน ETF แบบปกติ จึงลดความเสี่ยงที่จะต้องถือกองทุนยาวๆ ไป เนื่องจากการเทรดสั้นๆ ก็สามารถครอบคลุมกำไรขาดทุนที่คาดหวังในอนาคตได้เช่นกัน

อีกทั้ง CFD สามารถทำการซื้อขายได้ทุกทิศทาง เช่น คุณสามารถ Buy (Long) ซึ่งหมายถึงคุณเปิดการซื้อขายแบบ 'Buy' ด้วยความหวังว่าราคาสินทรัพย์อ้างอิงจะเพิ่มขึ้นในอนาคต และคุณก็สามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้น อีกคำสั่ง หรือ Sell (Short) ซึ่งคือคุณเปิด 'Sell' ด้วยความหวังว่าราคาสินทรัพย์อ้างอิงจะปรับตัวลดลง และคุณก็จะได้กำไรจากส่วนต่างดังกล่าว

ยิ่งตลาดมีความผันผวนมาก เทรดเดอร์ก็มีแนวโน้มี่จะเทรดทั้ง Buy หรือ Sell และเป็นการเทรดแบบสั้นๆ เพราะได้กำไรภายในวัน ลดความเสี่ยงในการถือครอง Position เป็นเวลานานๆ

ทั้งหมดนี้ จะเห็นสิ่งที่ทำให้ CFD กับ ETF แตกต่างกัน มันคือลักษณะและวัตถุประสงค์ของการลงทุนของตัวนักลงทุนเองมากกว่า โดย ETF จะเน้นไปทางด้านการลงทุนในเชิง Passive ต้องการ "ซื้อและถือ" ไปยาวๆ ลงทุนไปกับแนวโน้มภาพใหญ่ๆ ตัวอย่างเช่น หากดัชนีตลาดหุ้น ASX 200 เพิ่มขึ้นหรือลดลง 15% นักลงทุน ETF ก็พร้อมจะรับรู้ผลกำไรขาดทุนตามผลตอบแทนของตลาด ในขณะที่นักเทรด CFD ที่แม้จะเทรด CFD ที่อ้างอิงกับ ETF นั้น อาจจะทำกำไรได้มากกว่า เพราะมีกลยุทธิ์ที่ยืดหยุ่นกว่า

ลงทุนกองทุน ETF กับ Admiral Markets

เมื่อมาถึงตรงนี้ คุณคงได้อ่านบทความนี้เรียบร้อยแล้ว และคงได้คำตอบไปแล้วว่า "ETF คือ" ? พร้อมกับสามารถบอกได้ด้วยว่า ประโยชน์และข้อเสียของการลงทุนในหุ้น กับกองทุน ETF แตกต่างกันอย่างไร ซึ่งมันก็น่าจะทำให้คุณเลือกได้แล้วว่า จะลงทุน ETF ตัวไหนดี ในปี 2020 นี้

และหากคุณพร้อมที่จะลงทุนใน ETF แล้ว คุณก็จำเป็นต้องเลือกโบรกเกอร์ ETF ที่น่าเชื่อถือสำหรับการซื้อขายกองทุน ETF ของคุณ

ยกตัวอย่าง โบรกเกอร์ Admiral Markets เราเป็นโบรกเกอร์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากองค์กรการกำกับดูแลทางการเงินจากทั่วโลก และเราได้รับรางวัลมากมายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ETF ซึ่งคุณสามารถลงทุน ETF ได้ผ่านแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง MetaTrader 5 คุณสามารถซื้อขายหุ้นจากตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุด 15 แห่งทั่วโลก พร้อมเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับตลาดแบบเรียลไทม์ เครื่องมือวิเคราะห์กราฟขั้นสูง ข้อมูลด้านการวิเคราะห์ทางเทคนิคผ่านแพลตฟอร์มการเทรดที่ล้ำสมัย

และคุณสมบัติขั้นเทพอื่นๆ อีกมากมาย คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อเปิดบัญชีการลงทุนของคุณได้เลยวันนี้!

กองทุน etf คืออะไร เทรดผ่าน MT5

เรียนรู้เรื่องการเทรดเพิ่มเติมได้ที่นี่

เกี่ยวกับ Admiral Markets

Admiral Markets เป็นโบรกเกอร์ Forex และ CFD ที่ชนะรางวัลมากมาย อีกทั้งได้รับใบอนุญาตและกำกับดูแลจากหลายประเทศทั่วโลก โดยให้บริการซื้อขายตราสารการเงินมากกว่า 8,000 รายการผ่านแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกอย่าง MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 เริ่มเทรดเลยวันนี้

บทความนี้ไม่มีและไม่ควรถูกตีความว่า มีการให้คำปรึกษาด้านการลงทุน ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำเสนอสำหรับการทำธุรกรรมใดๆ ในเครื่องมือทางการเงินต่าๆ โปรดทราบว่าการวิเคราะห์การซื้อขายดังกล่าวไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ที่เชื่อถือได้สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบันหรืออนาคต เนื่องจากสภาวการณ์อาจมีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ก่อนการตัดสินใจลงทุน คุณควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาทางการเงินอิสระเพื่อให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจความเสี่ยงดังกล่าวอย่างดีแล้ว

CFD เป็นตราสารที่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินอย่างรวดเร็วจากเลเวอเรจ