เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการใช้เว็บไซต์ของเรา เมื่อดำเนินการเรียกดูเว็บไซต์นี้ต่อไปหมายความว่าคุณให้ความยินยอมในการให้ใช้คุกกี้ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงวิธีแก้ไขการตั้งค่าของคุณ โปรดอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว
รายละเอียดเพิ่มเติม ยอมรับ

Cryptocurrency คือ : พื้นฐานการลงทุนสกุลเงินดิจิตอล

เมษายน 17, 2020 02:57 UTC
Reading time: 24 minutes

บทความนี้ จะเป็นคู่มือในเบื้องต้นสำหรับผู้ที่กำลังต้องการเข้าไปซื้อขายหรือเทรด Cryptocurrency ซึ่งก็จะอธิบายภาพรวมๆ ของ "สกุลเงินดิจิตอล" ทั้งหมด ไม่ใช่แค่ Bitcoin เท่านั้น เนื่องจากว่า Cryptocurrency มีหลายสกุลเงินให้เลือกเทรดมาก และแต่ละเหรียญก็เป็นสกุลเงินที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยจะเริ่มอธิบายตั้งแต่ Cryptocurrency คืออะไร, ตัวหลักๆ ของ สกุลเงินดิจิตอล มีอะไรบ้าง รวมไปถึงวิธีการซื้อขาย Bitcoin, Litecoin, Ethereum และเหตุผลว่า ทำไมควรเราควรเลือกเทรด Bitcoin ผ่านสัญญา CFD

cryptocurrency คือ

Cryptocurrency คืออะไร : ประวัติ 'สกุลเงินดิจิตอล'

Cryptocurrency คือ 'สินทรัพย์ดิจิตอล' (Digital Asset) ประเภทหนึ่ง หรือที่คนไทยเรียกติดปากว่า 'สกุลเงินดิจิตอล' เนื่องจากมันไม่ได้มีรูปกายสังขารที่จับต้องได้ ไม่ได้มีลักษณะทางกายภาพ เช่นเดียวกันกับ สกุลเงินทั่วไป อย่างดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเงินยูโร โดยทั่วไป Cryptocurrency จะไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมหรือจัดการโดยหน่วยงานทางการเงินหรือธนาคารใดๆ เหมือนสกุลเงินแบบดั้งเดิม แต่จะเป็นการ 'ควบคุมด้วยตนเอง' ผ่านการใช้เทคนิคการเข้ารหัสที่มีความซับซ้อนและหลากหลายรูปแบบ นอกจากนี้ ผู้ใช้ภายในเครือข่าย จะมีส่วนร่วมกันทั้งระบบในกระบวนการขับเคลื่อนของสกุลเงินดิจิตอลผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นลักษณะของการ 'ยืนยันธุรกรรม' ของผู้ใช้ในเครือข่ายสกุลเงินดิจิตอลให้แก่กันและกัน

ต้นกำเนิดของ Cryptocurrency ที่ทั่วโลกยอมรับหรือพอจะสืบกลับไปได้ มันเริ่มต้นในปี 2009 จากการเปิดตัว Bitcoin ซึ่งมีลักษณะที่เรียกว่า Proto-Cryptocurrency ซึ่งจุดเริ่มต้นนั้น Bitcoin พยายามเสนอตัวเองต่อประชาคมโลกในฐานะที่เป็นเพียง 'ระบบการชำระเงิน' เท่านั้น (Electronic Payment System) ซึ่งการยืนยันธุรกรรมจะทำร่วมกันเป็นเครือข่ายบนพื้นฐานของ 'Cryptographic Proof' โดยใช้ประโยชน์จากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่อย่าง "Blockchain" ซึ่งเป็นเสมือน 'ลายเซ็นดิจิตอล' ที่จะแสดงหลักฐานการคำนวณต่างๆ ที่สามารถอธิบายประวัติการทำธุรกรรมทั้งหมดของ Bitcoin ในแต่ละรายการ

ระบบจะมี "ห่วงโซ่แห่งการเป็นเจ้าของ" ที่อนุญาตให้ทำธุรกรรมแบบ peer-to-peer โดยไม่จำเป็นต้องใช้บริการจากองค์กรอื่นนอกเครือข่าย (Third-Party) ในการประมวลผลการชำระเงิน ซึ่งทำให้ Bitcoin รับส่งเงินได้ภายในเครือข่ายเอง และประมวลผลได้ด้วยตัวเอง (จากคนในเครือข่าย) ซึ่งการไม่มี Third-Party ใดๆ ในการส่งและรับธุรกรรมต่างๆ นั้น หมายความว่า Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีลักษระของ "การกระจายอำนาจ" (Decentralised Digital Currency) ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปในปี 2009 จะเห็นว่า มีนักวิเคราะห์จำนวนมากที่มองพลาดไปว่า Bitcoin จะเป็นเพียง "กระแสชั่วขณะ" เนื่องจากได้อานิสงส์จากวิกฤตการเงินปี 2008 เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ยิ่งเมื่อเวลาผ่านไป Bitcoin มูลค่ามูลค่ามากขึ้น และได้รับความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นในวงกว้าง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความเชื่อมั่นและหลักการที่ดูมีอนาคตของเทคโนโลยี Blockchain และในแง่ของนักลงทุน ก็มีการเข้ามาลงทุนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ราคา Bitcoin รวมถึง Cryptocurrency ตัวอื่นๆ เพิ่มสูงขึ้น คนทั่วไปให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น จนทำให้ความผันผวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ที่น่าทึ่งมากๆ ก็คงเป็น "ราคา" ที่แพงแสนแพง เมื่อเทียบกับจุดเริ่มต้นของมัน

เหตุผลที่ทำให้คนทั่วโลกเริ่มสนใจ Cryptocurrency มากขึ้น ก็คือการกำเนิดของ Cryptocurrency อื่นๆ อีกมากมายนอกเหนือจาก Bitcoin สร้างโอกาสมากมายให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการระดมทุนออนไลน์ต่างๆ แม้จะการฉวยโอกาสในการสร้าง Cryptocurrency ที่เรียกได้ว่า "เถื่อน" และเป็นเพียงเครื่องมือหลอกเอาเงินประชาชนเท่านั้น แต่โครงการเหล่านั้นค่อยๆ ตาย รวมถึงถูกดำเนินคดีทางกฎหมายเป็นที่เรียบร้อย ทำให้ภาพรวมๆ ตลาด Cryptocurrency ยังน่าสนใจ โดยตัวเลขในปี 2016 มูลค่ารวมของทั้งตลาดอยู่ที่ 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทานั้น แต่พอปีถัดมา 2017 ตลาดก็โตขึ้น 3 เท่า อยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เลยทีเดียว

ปี 2017 เป็นปีที่ได้พิสูจน์แล้วว่า Bitcoin สามารถทำเงินให้นักลงทุนเป็นจำนวนมาก และเป็นปีที่น่าทึ่งสำหรับ Bitcoin รวมถึงตลาดสกุลเงินดิจิตอลทั้งหมด เพราะก่อนหน้านี้ราคา Bitcoin ขยับขึ้นสูงกว่า $ 1,000 เลย แต่พอมาเดือนตุลาคม 2017 ราคากลับทะลุ $ 6,000 ขึ้นไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยทะลุหลัก $ 10,000 ได้ในสิ้นปีนั้น ความเหลือเชื่อยังคงดำเนินต่อไปจนถึงจุดสูงสุดที่ราคา $ 19,783 ก่อนจะเป็นขาลงอย่าง หลังจากมีการเปิดให้สามารถซื้อขายสัญญาล่วงหน้า (Future) ในสกุลเงิน Bitcoin ผ่านตลาด CME และ CBOE ได้

การเปิดให้เทรดสัญญา Future ของ Bitcoin เหล่านี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเท่ากับเป็นการรับรองให้ Bitcoin อยู่ในตลาดที่ถูกกฎหมาย (Regulated) ไปโดยปริยาย และนี่จะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่สามารถเข้าไปถือ Bitcoin โดยสามารถป้องกันความเสี่ยงด้วยสัญญา Future ได้

แม้ว่าปริมาณสัญญาซื้อขาย Future ของ Bitcoin จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนหลังจากการเปิดตัวใน CME, CBOE ซึ่งทำให้ปัญหาที่มีมานานอย่างเรื่อง "สภาพคล่อง" บรรเทาลงไปมาก มีผู้ซื้อผู้ขายตลาดเวลา แต่ราคาของ Bitcoin ก็ยังคงลดลงเป็นแนวโน้มขาลงอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2008 ราคา Bitcoin ลดลงต่ำกว่า $ 6,500 และเหลือเพียง $ 3,500 ภายในเดือนธันวาคม ปี 2018 ซึ่งทำให้มูลค่ารวมของสกุลเงินดิจิตอล ลดลงจาก 1.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เหลือ 1.52 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง เท่านั้น จุดนี้ทำให้นักวิเคราะห์จำนวนมาก มองว่า มันเป็นการ Crash ที่เหมือนกับยุค Dot-Com Crash ในปี 2000 ไม่มีผิด

Cryptocurrency List : สกุลเงินดิจิตอล มีอะไรบ้าง ที่สำคัญๆ

สำหรับ Bitcoin หรือ "บิตคอยน์" เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่เก่าแก่ที่สุด อายุของมันก็หลัก 20 ปีเข้ามาแล้ว ซึ่งหลังจากความสำเร็จของ Bitcoin ได้เป็นที่ประจักษ์ มันก็ตามมาด้วย Cryptocurrency ที่มีชื่อว่า "Namecoin" ในปี 2011 ซึ่งพอหลังจากที่สามารถมีคนสร้างสกุลดิจิตอลเจ้าที่ 2 ได้ มันก็นำไปสู่การเพิ่มจำนวนขึ้นอย่าง "มหาศาล" ของสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา และในปัจจุบันมี Cryptocurrency เป็นหล้กร้อย ที่มีปริมาณการซื้อขายกันอยู่ตลอด ซึ่งส่วนมากสร้างขึ้นบนหลักการของการกระจายอำนาจ เหรียญส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกกำกับดูแลโดยองค์กรใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งแตกต่างจากสกุลเงินแบบดั้งเดิม (Fiat Currency) ที่จะถูกควบคุมโดยธนาคารกลาง ที่ตามปกติจะดำเนินงานโดยเป็นอิสระจากรัฐบาล แต่รัฐบาลหลายแห่งชาติก็ใช้อำนาจในการควบคุมธนาคารกลางเช่นกัน ทำให้ Fiat Currency ตกอยู่ในความเสี่ยงตามมมุมมองของผู้ที่สนับสนุน Cryptocurrency

ตัวอย่างคือ ธนาคารกลาสหรัฐฯ หรือ "FED" (Federal Reserve) ซึ่งมีอำนาจในการเพิ่มปริมาณเงินในระบบของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (Supply) อย่างไรก็ตาม ก็ใช่ว่า ทุกสกุลเงินดิจิตอลจะปราศจากการควบคุมดูแล ซึ่งอาจเป็นบริษัทเอกชนที่สร้างมันขึ้นมา แต่ถึงกระนั้น หากพูดในแง่ขององค์กรที่ทำหน้าที่แบบเดียวกันกับ "ธนาคารกลาง" ก็นับว่า ยังไม่มีสกุลเงินดิจิตอลสากลใดๆ ที่เป็นที่ยอมรับกัน และเป็นเหรียญที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาลหรือธนาคารกลาง

ทั้งนี้ คงไม่สามารถแสดงรายการทั้งหมดได้ว่า สกุลเงินดิจิตอล มีอะไรบ้าง เพราะหากจะเอา Cryptocurrency List ทั้งหมดนั้น อาจไม่สามารถจบได้ในหน้ากระดาษเดียว แต่หากนับเฉพาะสกุลเงินดิจิตอลที่สำคัญๆ ก็มีเช่น Ethereum หรือ "Ether" รายนี้เป็นคู่แข่งที่ใหญ่ที่สุดของ Bitcoin โดยวัดจากราคา และส่วนส่วนแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าตลาดรวมของเงินดิจิตอล ผู้เล่นคนสำคัญอื่นๆ ที่รองลงมาในสนาม Cryptocurrency List นี้ได้แก่ Bitcoin Cash, Litecoin และ Ripple เป็นต้น โดยตัวมูลค่าที่อ้างอิงของสกุลเงินดิจิตอล ยังคงถูกอ้างอิงเป็นสกุลเงินหลักๆ อยู่ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ (USD) และสกุลเงินยูโร (EUR)

สัญลักษณ์ของ Cryptocurrency มีอะไรบ้าง

ในจุดนี้ จะเป็นรายการของ สกุลเงินดิจิตอล ทั้งหมด ที่สำคัญๆ โดยการเทรดในตลาดเราจะไม่ได้ใช้ชื่อเต็มๆ แต่เป็นตัวอักษรย่อ และเทียบมูลค่ากับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

  • Bitcoin เทียบกับ Dollar : BTC/USD
  • Ether เทียบกับ Dollar : ETH/USD
  • Bitcoin Cash เทียบกับ Dollar : BCH/USD
  • Litecoin เทียบกับ Dollar : LTC/USD
  • Ripple เทียบกับ Dollar : XRP/USD

คล้ายๆ กับกรณีข้างต้น สกุลเงินยูโรก็ได้รับความนิยมทั่วโลก สัญลักษณ์ของเหรียญต่างๆ เป็นยูโร ศึกษาได้ตามนี้

  • Bitcoin เทียบกับ Euro : BTC/EUR
  • Ether เทียบกับ Euro : ETH/EUR
  • Bitcoin เทียบกับ Euro : BCH/EUR
  • Litecoin เทียบกับ Euro : LTC/EUR
  • Ripple เทียบกับ Euro : XRP/EUR

Trading Cryptocurrency 2020 : ทำไมควรเทรด "สกุลเงินดิจิตอล" ด้วย CFD

ต้องยอมรับว่า Cryptocurrency ทำให้ความเป็นไปได้ที่เราจะสามารซื้อขายแลกเปลี่ยนมูลค่าผ่านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นมาใหม่อย่าง Blockchain ซึ่งเปรียบเสมือนบัญชีแยกประเภทแบบสาธารณะ ที่เก็บบันทึกการทำธุรกรรมทั้งหมดไว้ (Ledger System) และด้วยศักยภาพของเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง มันนำไปสู่การเกิดขึ้นของสินทรัพย์รูปแบบใหม่ๆ ได้รับความสนใจทั้งจากนักเก็งกำไรเอง รวมถึงนักวิชาการจากสถาบันต่างๆ

โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนและเก็งกำไร ที่เข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่อง จากข้อเท็จจริงที่ว่า Bitcoin ได้รับการยอมรับมากขึ้นว่า เป็นวิธีการชำระเงินที่สะดวกสบายและปลอดภัย และนั่นเป็นจุดเปลี่ยนให้ Cryptocurrency ทั้งหมด ได้รับความสนใจกัน "ยกแผง" เราจะเห็นได้จาก การพาดหัวข่าวที่คอยกระตุ้นอารมณ์ตลอดเวลา เมื่อราคาของ Bitcoin เกิดการกระโดดครั้งใหญ่ จาก $ 1,000 พุ่งสูงขึ้นกว่า $ 19,000 ภายระยะเวลาไม่กี่เดือนเท่านั้น

สาเหตุที่คุณควรเทรด Cryptocurrency มันถูกรับรองความน่าเชื่อถือ (มากขึ้นกว่าเดิม) หลังจากที่มันถูกยกให้เป็นสินค้าอ้างอิง (Underlying Asset) ในตลาดซื้อขาย Future ที่ CBOE, CME หลายคนก็เข้ามาเทรดในตลาดก็เพราะเหตุผลนี้ อย่างไรก็ตาม ข้อเสียสำหรับการเทรดในตลาดอย่าง CBOE, CME ตรงๆ หรือแม้แต่พวก Exchange ต่างๆ คือการประมวลผลที่ช้ามากๆ สำหรับการซื้อขาย ในหลายกรณี ต้องตั้งราคาซื้อหรือขายไว้ก่อน และรอจนกว่าจะมีคนมา Match กับคำสั่งซื้อขายของเรา ซึ่งรวมถึงการถอนเงินกลับมาที่กระเป๋าออนไลน์ (Wallet) ที่ยังช้าอยู่มาก แตกต่างจากการเทรด Forex (FX) ที่ปัจจุบันประมวลรวดเร็ว ซื้อขายได้ทันที การฝาก-ถอน ก็ทำได้สะดวกสบาย

จึงทำให้มีการพัฒนาการใช้สัญญา CFD บนสินค้าประเภท Cryptocurrency มันจะทำให้สามารถหลีกเลี่ยงขั้นตอนที่ยุ่งยากเหล่านี้ คุณจะสามารถซื้อขาย Cryptocurrency ได้อย่างง่ายดาย "รวดเร็วและทันที" การใช้ CFD จะทำให้ธุรกรรมการเทรด Bitcoin ของคุณรวดเร็วยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือ คุณเลือกเทรดทำกำไรได้ทั้ง "ขาขึ้น" และ "ขาลง" ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับตลาดที่ผันผวนเช่นนี้ ตัวอย่างโบรกเกอร์ที่ให้บริการเทรด Cryptocurrency ด้วย CFD คือ Admiral Markets UK Ltd ซึ่งได้รับอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Financial Conduct Authority (FCA) จึงมั่นใจได้ว่า การซื้อขาย Bitcoin ผ่าน CFD กับ Admiral Markets จะได้รับการคุ้มครองและดูแลในลักษณะเดียวกันกับการซื้อขาย FX ตามปกติ

เริ่มเทรดโดย "ไร้ความเสี่ยง" กับบัญชีทดลอง Admiral Markets

เทรดเดอร์มืออาชีพที่เลือกเทรดกับ Admiral Markets จะทราบกันดีอยู่แล้วว่า พวกเขาสามารถเทรดในตลาดโดยปราศจากความเสี่ยงใดๆ ได้จากระบบบัญชีทดลอง (Demo Account) คุณสามารถทดลองกลยุทธิ์ใหม่ๆ เทรดได้เหมือนตลาดจริงทุกประการ บนสภาพแวดล้อมจริงทุกประการ คำนวณเงินและราคาได้ตามตลาดจริง เพียงแต่เป็นการเทรดด้วยเงินที่จำลองขึ้นมาเท่านั้นเอง คุณสามารถฝึดเทรดได้เรื่อยๆ โดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ Demo Account คือบัญชีที่คุณจะได้ออกแบบประสบการณ์การเทรดได้ด้วยตัวของคุณเอง! ลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อเปิดบัญชีทดลองได้แล้ววันนี้ ฟรี!

สกุลเงินดิจิตอล มีอะไรบ้าง - เปิดบัญชี Demo

เทรด Cryptocurrency ตัวหลัก! : บิทคอยน์ เล่นยังไง?

Bitcoin ก็เหมือนเป็น "ลูกคนโต" จากในตระกูล สกุลเงินดิจิตอล ทั้งหมด การที่มันมีปริมาณการซื้อขายและมูลค่ารวมของตลาดมากที่สุดนั้น ทำให้ Bitcoin เป็น Cryptocurrency ที่กระตุ้นให้นักข่าวเลือกพาดหัวข่าวมากที่สุด สร้างหัวข้อข่าวมากที่สุด และหากคุณพิจารณากราฟด้านล่างในปี 2017 นั้น คุณจะเข้าใจว่า ทำไมมีคนมากมายถึงถามกันนักว่า บิทคอยน์ เล่นยังไง และจะทำกำไรจากมันได้อย่างไร

cryptocurrency คืออะไร

ที่มา: MetaTrader 4 platform - BTC/USD daily chart - Data Range: 11 Apr, 2017 - 7 Dec, 2017

คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer): กราฟของสินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงในบทความนี้ ใช้ในจุดประสงค์เพื่อการอธิบาย ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือชักชวนให้ซื้อขายเครื่องมือการทางเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวนอนาคตได้

วิธีการหนึ่งในการทำกำไรจาก Bitcoin ก็เป็นอะไรที่ตรงไปตรงมา โดยการซื้อ Bitcoin ทิ้งไว้ แล้วรอให้มูลค่าของมันเพิ่มขึ้น ลักษณะนี้หมายถึง การซื้อเก็บไว้ในกระเป๋าเงิน Bitcoin ออนไลน์ แล้วก็รอขายในภายหลังในวันที่ราคามันสูงขึ้น เป็นวิธีที่ง่ายมากๆ และก็ง่ายกว่าการเก็งกำไรทิศทางของ Bitcoin พอสมควร

อย่างไรก็ตาม หาก Bitcoin เป็นแนวโน้มขาลง เราก็จะเสียเปรียบ จึงสมควรใช้ CFD ในการเทรด BTC / USD ซึ่งคุณสามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านการเปิดบัญชีซื้อขายจริง หลังจากนั้นแพลตฟอร์มการเทรด ไม่ว่าจะเลือกเป็น MetaTrader 4 (MT4) หรือ MetaTrader 5 (MT5) ต่างก็จะมีสัญลักษณ์ BTC / USD เตรียมไว้ให้บริการสำหรับนักเทรดทุกท่านอยู่แล้ว

หากคุณเทรดผ่านแพลตฟอร์มที่ใช้ CFD มันจะคุ้มค่ากว่ามากๆ เพราะการเคลื่อนไหวของ Bitcoin ผันผวนมากๆ หากคุณเลือกที่จะ "ซื้อและถือ" คุณจะสูญเสียโอกาสในการทำกำไรในฝั่งขาลง เพราะการที่ราคาขึ้นเป็นแนวโน้มขาขึ้น กระโดดทีเดียว 10-20 เท่าในเวลา 1 ปี อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ อีกแล้ว แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ คือ ความผันผวนของ Bitcoin ที่พร้อมจะให้เราเข้าไปเก็บกำไรได้ทั้ง "ขาขึ้น" และ "ขาลง"

สกุลเงินดิจิตอล "ลูกของ Bitcoin" : Altcoin

Bitcoin Cash หรือที่รู้จักกันในชื่อ "Altcoin" เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่ใช้งานได้ในลักษณะเดียวกับ Bitcoin อนึ่ง ในความเป็นจริง Bitcoin Cash ก็เปรียบเสมือนลูกแท้ๆ ของ Bitcoin เพราะมันเกิดจากกระบวนการที่เรียกว่า Hard Fork โดยส่วนของ blockchain หนึ่งๆ ที่แยกตัวออกมาเป็น blockchain หนึ่ง อันกระบวนการและระเบียบทาง blockchain ที่เปลี่ยนไป ในกรณีนี้ ธุรกรรมของ Bitcoin Cash ก็แตกตัวออกมาจาก Bitcoin นั่นเอง โดยธุรกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น จะถูกบันทึกตามหลักเกณฑ์ของ Bitcoin Cash

เหตุผลจากข้อจำกัดทางโครงสร้าง ที่ทำให้ "ค่าธรรมเนียม" ในการธุรกรรมผ่าน Bitcoin มีต้นทุนที่สูง และค่อนข้างช้ามาก ทำให้ความสามารถในการไปประยุกต์ใช้ในแวดวงอื่นๆ มีข้อจำกัด ดังนั้น ชุมชนของนักพัฒนา Bitcoin จึงต้องการเพิ่มความสามารถของแต่ละ blockchain ให้สูงใหญ่ขึ้น เพื่อแก้ปํญหาคอขวดเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม นักพัฒนาอีกส่วนหนึ่ง ก็มองว่า อยากจะเก็บสิ่งต่างๆ ให้มันเป็นอย่างเหมือนที่เคยเป็นมา เมื่อความเห็นไม่ตรงกัน ดังนั้น ในเดือนสิงหาคม ปี 2017 ก็เกิดการแตก blockchain ออกมา โดยเป็น Bitcoin Cash ที่นำแนวคิดบล็อกที่ "ใหญ่ขึ้น" มาใช้ ในขณะที่ Bitcoin ดั้งเดิม ก็ยังคงดำเนินเรื่องราวของมันต่อไป

การปะทะกันเป็นของ 2 อุดมการณ์ ก็เสมือนใหม่กับเก่า ที่ไม่ลงรอยกันระหว่างพัฒนาการในเชิง "เทคนิค" กับการที่ต้องการอนุรักษ์คุณค่าเดิมไว้ อย่างไรก็ตาม นักเทรดที่ต้องการติดตามราคา Bitcoin Cash อย่างง่ายๆ เราใช้บริการแพลตฟอร์มจาก Admiral Markets ได้ด้วยการทำตามขั้นตอนง่ายๆ เหล่านี้

  • Login เข้าสู่ระบบแพลตฟอร์มการซื้อขาย MT4 หรือ MT5 ผ่านบัญชีของ Admiral Markets ของคุณ
  • คลิกขวาที่หน้าต่าง 'Symbols'
  • เลือก 'Show All'
  • ค้นหาสัญลักษณ์สกุลเงินดิจิตอลที่ชื่อ่า "BCH / USD" ในรายการ
  • คลิกขวาที่ชื่อ BCH/USD แล้วเลือก 'Chart Window'

cryptocurrency thailand - กราฟ BCH

ที่มา: MetaTrader 4 - BCH/USD Daily Chart - Data Range: 26 Dec, 2017 - 7 Feb, 2018

คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer): กราฟของสินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงในบทความนี้ ใช้ในจุดประสงค์เพื่อการอธิบาย ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือชักชวนให้ซื้อขายเครื่องมือการทางเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวนอนาคตได้

สกุลเงินดิจิตอล 'ที่น่าลงทุน' : Litecoin

ตอนนี้คุณเข้าใจแล้วว่า กระบวนการซื้อขาย Cryptocurrency โดยทั่วๆ ไปที่จะมีความยุ่งยากบ้าง รวมถึงว่า ข้อแตกต่างระหว่างวิธีการดั้งเดิม กับใช้ CFD บน สกุลเงินดิจิตอล มีอะไรบ้าง ต่อไปจะเล่าถึงเหรียญอีกตัวที่ถือว่า เป็นผู้นำตลาดเช่นกัน นั่นคือ Litecoin ซึ่งตามหลังรุ่นพี่ไม่นานนัก เริ่มต้นขึ้นในปี 2011 โดย Charles Lee ที่สร้างขึ้นมาสมัยที่เขายังเป็นพนักงานของบริษัท Google ทั้งนี้ Litecoin เคยเป็น Cryptocurrency ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสอง จนในสมัยคนเปรียบว่าเบอร์หนึ่งเป็น Gold Bitcoin กับอันดับสอง คือ Silver Litecoin อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของ Cryptocurrency ตัวใหม่ๆ ที่ได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหนือชั้นกว่าเดิม ทำให้ชื่อเสียงของ Litecoin ถูกบดบังลงมาพอสมควร นั่นอาจจะเป็นเพราะเป้าหมายที่ดูไม่ได้ยิ่งใหญ่มากนักสำหรับ Litecoin ที่วางตัวเป็นเพียงระบบการชำระเงินทางเลือกของ Fiat Currency เท่านั้นเอง

แม้ว่า Litecoin จะคล้ายกับ Bitcoin มากๆ ในทางเทคนิค แต่ที่ตอนแรกมันได้รับความนิยม เพราะใช้เวลาในการทำธุรกรรมที่เร็วขึ้นกว่า Bitcoin มาก และมีค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่ต่ำกว่าอีกด้วย ซึ่งเป็นปัญหาหลักๆ ของ Bitcoin อย่างที่ได้อธิบายได้ ทั้งนี้ มีสกุลเงินดิจิตอลที่มีประสิทธิภาพการด้านความเร็วในการทำธุรกรรมและค่าธรรมเนียมที่ชนะทั้ง Bitcoin และ Litecoin ไปแล้ว ทำให้ตัวของ Litecoin เอง ตกมาเป็น Cryptocurrency ที่ใหญ่ที่สุดเป็น "อันดับหก" เท่านั้นเอง แต่ถึงกระนั้น มันก็ถูกมันไปใช้อย่างแพร่หลายเทียบเคียงไปกับ Bitcoin และ Ethereum เช่น กรณีของบริษัท Aliant Payment ที่ใช้เหรียญเหล่านี้แทนระบบการชำระเงิน

Cryptocurrency เบอร์ 2 : Ethereum คืออะไร?

Ethereum คือ สกุลเงินดิจิตอลอีกสกุลเงินหนึ่ง สัญลักษณะย่อ คือ ETH แนวคิดเหมือนการเริ่มต้นของ Bitcoin คือเป็นแพลตฟอร์มแบบกระจายศูนย์ บนพื้นฐานการประมวลผลของเทคโนโลยี blockchain ซึ่งหากเปรียบ Bitcoin เป็นเหรียญบริสุทธิ์และเรียบง่าย ดังนั้น Ethereum ก็เป็นเวอร์ชั่นที่ซับซ้อนกว่า เพื่อให้ได้มาซึ่งโครงสร้างของการทำงานที่ดีกว่า Ethereum ยังเป็น Cryptocurrency ที่ยังใช้เทคโนโลยีอันเป็นหัวใจหลักของ Bitcoin หรือก็คือตัว blockchain นั่นเอง และดำเนินระบบเครือข่ายโหนด (Network of nodes) ซึ่งข้อมูลธุรกรรมจะเก็บไว้ในแต่ละทุกๆ Node ของเครือข่าย blockchain โดยในส่วนนี้จะสามารถใช้เป็น "โครงสร้างพื้นฐาน" สำหรับองค์กรอื่นๆ ที่จะนำระบบของ Ethereum ไปประยุกต์เพื่อใช้งานในเชิง Cloud

นั่นหมายความว่า แทนที่ Ethereum จะนำเสนอตัวเองให้เป็นตัว App หรือบริการระบบการชำระเงินเหมือน Cryptocurrency ตัวอื่นๆ กลับเป็นการนำเสนอตัว "เครือข่าย" ในแบบการกระจายศูนย์ หรือไม่มีบุคคลใดควบคุม Ethereum คือแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถนำเทคโนโลยีของ Ethereum ไปประยุกต์ใช้งานได้ โดยในระบบเครือข่ายของ Ethereum นั้น ก็จะต้องจ่ายด้วยสกุลเงิน Ether นั่นเท่ากับเป็นปัจจัยหลักในการสร้าง Demand ให้กับสกุลเงิน Ether ในระยะยาว

ซื้อขายด้วยแพลตฟอร์ม MetaTrader 5

คุณรู้หรือไม่ว่า? MetaTrader 5 เป็นแพลตฟอร์มการเทรดชั้นนำ ที่มีเครื่องมือการวิเคราะห์กราฟระดับสูง, ระบบการเทรดอัตโนมัติ ปรับแต่งเครื่องมือและระบบเทรดได้ตามต้องการ ข้อมูลการวิเคราะห์ตลาดแบบเรียลไทม์ พร้อมเจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือในหลากหลายภาษา รวมถึงภาษาไทยด้วย ไม่ว่าคุณจะเป็นเทรดเดอร์สายข่าว หรือนักวิเคราะห์ทางเทคนิค MetaTrader 5 คือแพลตฟอร์มที่ดีที่สุดสำหรับคุณ คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง เพื่อดาวน์โหลดแพลตฟอร์มไปใช้งานได้ฟรี!

cryptocurrency trading - เปิดบัญชี MT5

Cryptocurrency Market Cap : Ethereum vs Bitcoin

แน่นอนว่า Ethereum ชนะ Bitcoin ไปอย่างใสๆ ในประเด็นเกี่ยวกับ เวลาในการทำธุรกรรม ซึ่งรวดเร็วกว่า Bitcoin มาก เนื่องจากในเชิงเทคนิค จะใช้เวลาในการสร้าง block ในเครือข่าย blockchain ที่สั้นกว่า ซึ่งนอกจากจะทำให้เวลาเฉลี่ยในการทำธุรกรรมลดลงแล้ว ยังทำให้กินพลังงานทรัพยากรน้อยกว่า และส่งผลให้ต้นทุนของการทำธุรกรรมลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับ Bitcoin

อีกอย่างที่น่าสนใจสำหรับ Ethereum ก็คือการนำเสนอฟังก์ชั่น "สัญญาอัจฉริยะ" หรือที่เรียกว่า Smart Contact ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ถูกใช้ในเครือข่ายของ blockchain ของ Ethereum แนวคิดคือการพยายามนำสัญญาหรือข้อตกลงต่างๆ มาอยู่ในเครือข่าย blockchain ซึ่งจะทำให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ง่ายนั่นเอง ซึ่งหากเทียบมูลค่าตลาดกันแล้ว ข้อมูล ณ วันที่เขียน 18 April 2020 นั้น

  • Bitcoin จะมี Market Cap อยู่ที่ : 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • Ethereum จะมี Market Cap อยู่ที่ : 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

Cryptocurrency ผู้เป็นสกุลเงินดิจิตอลแห่งอนาคต : Ripple

Cryptocurrency อีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ ไม่แพ้ Ethereum เลยก็คือ Ripple หรือตัวย่อ "XRP" โดย Ripple วางตัวเองเป็น "โปรโตคอล" สำหรับการชำระเงิน หรือคือ Ripple ทำตัวเองให้เป็นตัวกลางในการเชื่อมภาษาของคอมพิวเตอร์จากหลายๆ แห่ง ที่ต้องการรับส่งเงินออนไลน์ เป็นลักษณะที่เรียกว่า peer-to-peer เหมือน Bitcoin นั้นเอง แต่ไม่ใช่เพื่ออุดมการณ์ที่พยายาม "ปลดแอก" จากระบบเงินตราดั้งเดิม เนื่องจากเครือข่าย Ripple อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท Ripple นั่นเอง

ระบบ Ripple ได้รับการยอมรับว่า มีขอบเขตที่กว้างกว่า Bitcoin และด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ ทำให้การประมวลธุรกรรมทางการเงิน มีความรวดเร็วกว่าปลอดภัย ในขณะที่ก็ยังคงความปลอดภัย และด้วยเครือข่ายของ Ripple นั้นไม่ได้จำกัดแค่การสนับสนุนการทำงานแต่ XRP ซึ่งเป็น Cryptocurrency ของตัวเองเท่านั้น เครือข่ายของ Ripple พัฒนาขึ้นมาให้สนับสนุนทุกๆ สกุลเงิน สรุปก็คือ Ripple นำเสนอตัวเองโดยเน้นการเป็นระบบการชำระเงิน ซึ่งปัจจุบัน Market Cap ก็ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกแล้ว ด้วยมูลค่ารวมกว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ในทางเทคนิค ผู้ใช้เครือข่าย จำเป็นต้องมีเหรียญ XRP จำนวนเล็กๆ น้อยๆ ติดไว้ในบัญชีของพวกเขา เพื่อทำหน้าที่เป็น "กำแพง" ที่ทำให้บรรดาแฮกเกอร์ไม่สามารถเจาะระบบด้วยวิธีการใช้บัญชีปลอมได้ แต่ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะจำนวนเงินดังกล่าวน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะตัวของบริษัท Ripple ที่ใช้ป้องกัน "Fake Transaction" และหนึ่งระบบที่น่าสนใจ คือ Ripple จะไม่ได้ระบบ "เหมือง" หรือต้องใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ในการ "ขุด" เพื่อสร้าง Token ใหม่

แต่เป็นระบบที่ดูแลโดยบริษัท Ripple เองที่สร้าง XRP มาไว้เป็นจำนวน 1 แสนล้าน XRP ในตอนเริ่มต้น โดยมีการระบุว่า จะไม่มีการสร้างเพิ่มขึ้นอีก แต่จะอยู่บนพื้นฐานของระเบียบการทำงานของเครือข่าย ซึ่งนั่นเป็นประเด็นที่ XRP ของ Ripple ถูกนำมาถกเถียงกันว่า แนวคิดในเรื่องการกระจายศูนย์ หรือ Decentralization ยังมีอยู่ใน Ripple หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า ระบบการรับส่งหรือชำระเงินนั้นรวดเร็วกว่าแต่ก่อนมาก ซึ่งกำลังได้รับความสนใจในการนำ Ripple ไปประยุกต์อย่างกว้างขวางจากสถาบันการเงินใหญ่ๆ บ้างแล้ว แน่นอนว่า นี่จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผลักดันให้เกิด Demand ในตัวเหรียญ XRP

ขุดเหมือง 'สกุลเงินดิจิตอล' หรือ "Mining" ดีไหม : เทียบกับ Cryptocurrency Trading

หากคุณเริ่มมีความคุ้นเคย Bitcoin หรือแนวคิดเกี่ยวกับ Cryptocurrency คุณอาจจะเคยได้ยินคำว่า 'การขุดสกุลเงินดิจิทัล' (Mining) ซึ่งในตอนนี้จะอธิบายว่า Mining คืออะไรกันแน่? เราต้องเข้าใจก่อนว่า Cryptocurrency อยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยี blockchain ซึ่งก็เป็นหลายๆ block ข้อมูลเชื่อมกัน กรณีของ Bitcoin ถูกกำหนดปริมาณสูงสุดไว้แล้วที่ 21 ล้าน Bitcoin และการจะสร้างแต่ละ block ให้เป็นเหรียญ Bitcoin ขึ้นมานั้น ต้องอาศัยการประมวลผลจากคอมพิวเตอร์ในการยืนยันธุรกรรมที่เกิดขึ้น ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เองที่เรียกว่าการ "ขุด"

ความจริงซึ่งที่นักขุดทำก็เป็นเพียงการประมวลผลและยืนยันธุรกรรมเท่านั้น เพียงแต่เครือข่ายจะให้ 'รางวัล' แก่คนที่มาช่วยประมวลผล ซึ่งก็ทำหน้าที่เป็นแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่จะมอบให้กับคนขุดเหมือง Cryptocurrency นั่นเอง นี่ไม่ใช่การพยายามกระจายรายได้ แต่มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมและยืนยันในตัวธุรกรรมได้ อันเป็นสิ่งที่ทำให้มั่นใจได้ว่า นี่คือระบบที่มีการกระจายศูนย์ได้อย่างแท้จริง

Cryptocurrency ทั้งหมดต่างก็ต้องพึ่งพา Node ซึ่งเป็นจุดเชื่อมของคอมพิวเตอร์หรือเซิร์ฟเวอร์ ที่ทำงานร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำธุรกรรมบนเครือข่าย และแต่ Node ก็ต่างจะพยายามแข่งขันกันเอาชนะในการแก้ไข "ปริศนาการคำนวณ" (Computational Puzzle) ซึ่งในเชิงเทคนิค จะเป็นการพยายามใส่ตัวแปรต่างๆ ที่เป็นไปได้เข้าไปในสมการเรื่อยๆ จนกว่าจะแก้ปัญหารหัสลับต่างๆ ได้

จุดเชื่อม Node แรกที่สามารถชนะการแข่งขัน และสร้าง block ใหม่ขึ้นมา ก็จะส่งผลให้เกิดการสร้างสิ่งที่เรียกว่า Hash ซึ่งเป็นกระบวนภายใน blockchain ที่ตัวมันจะเสมือนเป็นผู้สร้างชุดรหัสขุดมาใหม่ใน block ต่างๆ ซึ่งปัจจุบัน ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ รางวัลต่อ block สำหรับการแก้สมการใน Bitcoin จะเท่ากับ 12.5 Bitcoin อย่างไรก็ตาม ปริมาณรางวัลจริงๆ ที่ได้รับจะน้อยกว่านี้มากๆ ซึ่งแน่นอนว่า ขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของคุณในเครือข่าย

จะเห็นว่า ทุกครั้งที่แก้ปริศนาได้ ก็จะมีสมการยากๆ ผ่านกระบวนการ Hash ซึ่งต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีกำลังประมวลผลสูงมากๆ ในการคำนวณเพื่อแก้ปัญหา มันจึงเป็นไปได้ยากมากที่จะมีใครสามารถ Hack ได้ทั้งระบบในเวลาเดียว และนี่เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้นักลงทุนสมัยใหม่ "เชื่อถือ" ต่อการมั่นคงของ Bitcoin ว่ามันจะสามารถเป็นสิ่งที่รับประกันความปลอดภัยทางประวัติศาสตร์ของธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ได้ โดยที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากองค์กรของรัฐ

รากฐานของ Bitcoin ดั้งเดิมที่ถูกวางไว้โดย Satoshi Nakamoto คือ มุมมองเรื่องของ Mining ที่เชื่อว่า มันคือแบบเดียวกันกับที่ เราต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลในการขุดทองคำออกมาจากเหมืองทอง ยิ่งมีความต้องการทองคำมากขึ้น ก็ต้องใช้ทรัพยากรต่างๆ ไปขุด นั้นทำให้ต้นทุนการขุดเหมืองทองคำสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมันเปรียบเสมือนกรณีเดียวกันกับ Bitcoin

Trading Cryptocurrency 2020 : ขุดหรือเทรด?

คำถามที่คนส่วนใหญ่ต้องการ คือ การขุด Bitcoin ยังสามารถทำกำไรได้หรือไม่? เพราะต้นทุนก็คืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และค่าไฟที่มหาศาล หรือไม่ควรขุด Bitcoin แต่ไปขุด Ripple แทน?

คำตอบสั้นๆ สำหรับเรื่องนี้ก็คือ "มันไม่ได้ผล" และมีแนวโน้มที่จะขาดทุนสำหรับคนส่วนใหญ่ ยิ่งมีคนขุดมันขึ้นมาเท่าไหร่ ความยากในการทำเหมืองก็ยิ่งยากมากขึ้น ต้องใช้เวลานานมากขึ้นสำหรับการขุด Bitcoin ในปริมาณเท่าเดิม ความสำเร็จของคนยุคแรกๆ อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นกับนักขุด Cryptocurrency หน้าใหม่

มันเป็นสนามการแข่งขันที่ดุเดือด แม้ว่า คุณจะสามารถเข้าถึง ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังกว่าเดิม และมีแนวโน้มจะทรงพลังขึ้นทุกปี แต่คอมพิวเตอร์เหล่านั้น ก็ย่อมเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั่วไปสามารถหาซื้อได้เช่นกัน การ Mining ที่ต้องดำเนินตลอด 24 ชั่วโมง จะมาพร้อมค่าใช้จ่ายด้านการดูแลระบบไฟฟ้าต่างๆ ไม่มีทางเลยที่จะเหมาะสมสำหรับบุคคลทั่วๆ ไป ยกเว้นจะรวมกำลังกันเพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า Pool

อย่างไรก็ตาม ในฐานะปัจเจกบุคคล มันง่ายกว่ามากๆ ที่จะแลกเปลี่ยนและซื้อขาย หรือก็คือการเข้าไปเทรดใน Cryptocurrency ตรงๆ ด้วย CFD ผ่านโบรกเกอร์ที่เปิดให้บริการ การเทรดสินค้าใดๆ ในโลกผ่านสัญญา CFD นั้น จะทำให้นักลงทุนเลือกได้ว่า ต้องการจะทำกำไร "ขาขึ้น" หรือ "ขาลง" ทำให้การลงทุนใน Cryptocurrency ของคุณ จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่การ "ซื้อและถือ" เท่านั้น

หากคุณต้องการเริ่มเทรด Cryptocurrency ผ่าน CFD สามารถทำตามขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้เลย!

  • เปิดบัญชี Live Account
  • ดาวน์โหลดแพลตฟอร์ม MT4 หรือ MT5 เพื่อที่จะเข้าไปเทรดใน Cryptocurrency ต่างๆ
  • เปิดแพลตฟอร์มขึ้นมา และคลิกที่แท็บ 'File' ที่ด้านบนซ้ายของหน้าจอ
  • เลือก 'Login to Trade Account' และใส่รายละเอียดเกี่ยวกับบัญชี Live Account ของคุณ
  • ตรงนี้คุณจะสามารถเปิดกราฟ Cryptocurrency ใดๆ ก็ได้ตามที่คุณต้องการ
  • เมื่อคุณต้องการซื้อหรือขาย คลิก 'New Order'

เริ่มเทรดด้วย MT5 SE

คุณรู้หรือไม่ว่า Admiral Markets ให้บริการแพลตฟอร์ม Metatrader ในเวอร์ชั่นที่แตกต่างจากรุ่นมาตรฐานซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการเทรดของคุณ โดยคุณสามารถเทรดด้วยเครื่องมือเสริมขั้นสูงผ่าน MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 ซึ่งมีทั้งฟีเจอร์ที่แสดงค่าความสัมพันธ์ของทุกสกุลเงินในตลาด ทำให้คุณสามารถเปรียบเทียบการอ่อนหรือแข็งค่าของแต่ละสกุลเงินได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ ยังมี Widget เสริมให้คุณสามารถเทรดผ่านหน้าต่าง Window ขนาดเล็กได้โดยที่คุณก็ทำงานอื่นควบคู่ไปด้วยได้ และที่สำคัญก็คือ คุณสามารถโหลดไปใช้ได้ฟรี! คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง!

cryptocurrency trading แปลว่า - เปิดบัญชี MT5 SE

การเทรด Cryptocurrency ใน MT4

ในขั้นตอนนี้ จะเป็นวิธีการใช้คำสั่งเพื่อแสดงรายชื่อ Cryptocurrency ทั้งหมดที่มีให้เทรดใน MT4 ทำได้โดยการเข้าไปที่หน้าต่าง MarketWatch ทางด้านซ้ายของแพลตฟอร์ม ในหน้าต่างนี้ คุณจะเห็นรายการ "สัญลักษณ์" ของแต่ละสินค้า แต่ตามปกติ MT4 จะยังไม่ได้แสดงรายการสินค้าทั้งหมดที่มีให้เทรดได้ (เนื่องจากจะเยอะมากๆ) โดยในโบรกเกอร์ Admiral Markets แค่หุ้นก็มีมากกว่า 4,000 รายการแล้ว ซึ่งสำหรับ Cryptocurrency ให้กด "คลิกขวา" ตรงหน้าต่าง 'MarketWatch' และเลือก 'Show All' จะมีหน้าต่าง "ประเภทของสินค้า" ต่างๆ รวมถึง Cryptocurrency ให้คุณเลือกเทรดได้แล้ว ลองศึกษาจากภาพด้านล่าง

สกุลเงินดิจิตอล ทั้งหมด ใน MT4

ที่มา: MetaTrader 4 - BTC/USD hourly chart - ภาพหน้าต่าง Market Watch - Date Accessed: 8 February 2018

คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer): กราฟของสินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงในบทความนี้ ใช้ในจุดประสงค์เพื่อการอธิบาย ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือชักชวนให้ซื้อขายเครื่องมือการทางเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวนอนาคตได้

ในการเรียกกราฟของ Cryptocurrency ออกมาแสดง เพียงคลิกที่สัญลักษณ์ (เช่น BTCUSD ตามภาพ) และลากเข้าไปในหน้าต่างกราฟของเดิมทางด้านขวา หรืออาจจะใช้วิธีคลิกขวาที่ชื่อสัญลักษณ์ แล้วเลือก 'Chart Window'

ขั้นตอนการ "เปิด-เปิด" คำสั่ง Trading ในสินค้า Cryptocurrency

การวางคำสั่งซื้อขายในแพลตฟอร์ม MetaTrader 4 นั้นง่ายมากๆ เรามาดูตัวอย่างของวิธีการเปิดสถานะคำสั่งซื้อขายในสกุลเงินดิจิตอล ที่ชื่อว่า Ethereum โดยจะเห็นว่าในภาพด้านล่าง จะใช้ตัวย่อ ETH/USD อย่างที่เคยอธิบายไป ซึ่งภาพรวมจะเป็น MT4 รุ่นปรับปรุงพิเศษ เฉพาะของ Admiral Markets ซึ่งจะมีปลั๊กอินเสริมประสิทธิภาพให้ เรียกรุ่นพิเศษนี้ว่า MetaTrader 4 Supreme Edition (MT4SE) หลังจากดาวน์โหลด MT4SE แล้ว ตัวปลั๊กอินต่างๆ จะมีให้ดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรี

การเปิดสถานะในสกุลเงินดิจิตอล ETH/USD

ให้สังเกตภาพด้านล่าง จะมีหน้าต่างพิเศษเฉพาะใน MT4SE ซึ่งมี "Mini Terminal EA" ซึ่งจะแสดงปุ่มการเปิดสถานะต่างๆ Buy หรือ Sell ได้จากปุ่มนี้ได้อย่างง่ายดาย หรือสังเกตด้านซ้ายจะเห็นว่า มีปลั๊กอินดีๆ ให้เลือกใช้อีกจำนวนมาก

cryptocurrency แปลว่า

ที่มา: MetaTrader 4 ที่ได้รับการติดตั้งปลั๊กอิน Supreme Edition - A Mini-Terminal หน้าต่างการซื้อขายสกุลเงิน ETH/USD - Date Accessed: 8 February 2018

คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer): กราฟของสินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงในบทความนี้ ใช้ในจุดประสงค์เพื่อการอธิบาย ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือชักชวนให้ซื้อขายเครื่องมือการทางเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวนอนาคตได้

สำหรับขั้นตอนการเปิดสถานะ ก่อนอื่นให้เราเปิดกราฟ ETH/USD แล้วดับเบิลคลิกที่ Admiral - Mini Terminal เพื่อเปิด EA ส่วนหน้าต่าง Calculate S/L จะเป็นโปรแกรมการคำนวณการจำกัดการขาดทุนให้อัตโนมัติ ซึ่ง MT4 ตามปกติจะไม่มีให้ใช้

ฟังก์ชั่นนี้ช่วยให้คุณ จะเหมาะมากๆ สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับการเทรด Cryptocurrency เพราะตัวราคาและจุดทศนิยม ที่ทั้งเหมือนและแตกต่างกันไปตามแต่กรณีกับพวกหุ้นหรือ Forex ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน แต่หากเรามีโปรแกรมช่วยคำนวณ เราก็จะไม่มีทางคำนวณเงินผิดพลาด และแน่นอนว่า สำหรับการเทรด Cryptocurrency คุณก็สามารถเลือกปรับแต่งคำสั่ง Take Profit ได้เช่นกัน ลองไปเล่นกันดูๆ

วิธีการปิดสถานะ "บางส่วน" สำหรับ Cryptocurrency

สมมติเราได้เปิดสถานะ ไม่ว่าจะ Buy หรือ Sell ก็ตาม หากคิดเป็นจำนวนเต็ม 100 เราก็ต้องแบกสถานะ 100 นี่ไว้ตลอดเวลา เมื่อราคาเคลื่อนไประยะหนึ่งแล้ว เราสามารถ "ปลด" น้ำหนักออกบางส่วน เพื่อลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตออกได้ เช่น จาก 100 คุณก็จะอาจจะปิดสถานะออกไป 40 เหลือที่ถืออยู่ 60 เป็นต้น ซึ่งปลั๊กอิน Mini-Terminal จะส่วนคุณปิดสถานะบางส่วนได้ง่ายมากๆ เราเรียกกระบวนปิดแค่บางส่วนว่า "Partial"

cryptocurrency แปลว่า

ที่มา: MetaTrader 4 - Price data from Admiral Markets - ETH/USD hourly chart - Date Accessed: 9 February 2018.

คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer): กราฟของสินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงในบทความนี้ ใช้ในจุดประสงค์เพื่อการอธิบาย ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือชักชวนให้ซื้อขายเครื่องมือการทางเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวนอนาคตได้

ในตัวอย่างจริงข้างบน จะเห็นว่า มีสถานะ Buy ไว้เรียบร้อยแล้ว ให้สังเกตที่กล่องสีเขียวๆ ในรูป ซึ่งกล่องพิเศษที่เพิ่มมานี้มีเฉพาะใน MT4SE เท่านั้น และเมื่อคลิกในกล่องนี้ มันจะแสดงหน้าต่าง ที่ให้คุณเลือกแก้ไข Stop Loss, Take Profit รวมถึง คุณจะเลือกได้ว่า ต้องการปิดสถานะเป็นจำนวนเท่าไหร่จากสถานะเดิมที่มีอยู่

การปิดสถานะ Cryptocurrency "ทั้งหมด" ในคราวเดียว

ความจริงอาจจะไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมแล้วก็ได้ เพราะการปิดสถานะทีเดียวทั้งหมด นั้นเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว และมีความซับซ้อนน้อยกว่าการปิดบางส่วน จากภาพจะเห็นว่า หน้าต่างแสดงรายละเอียดให้เราเห็นว่า ตอนนี้เรามีสถานะสกุลเงินดิจิตอล ETH/USD อยู่จำนวน 1.00 Lots ซึ่งถ้าจะปิดทีเดียวทั้งหมด ก็กดปุ่ม Close order สีแดงๆ ตามในรูปได้เลย!

cryptocurrency คือ - ตัวอย่างกราฟ

ที่มา: MetaTrader 4 - ตัวอย่างจากโบรกเกอร์ Admiral Markets - ETH/USD hourly chart - Date Accessed: 9 February 2018.

คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer): กราฟของสินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงในบทความนี้ ใช้ในจุดประสงค์เพื่อการอธิบาย ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือชักชวนให้ซื้อขายเครื่องมือการทางเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวนอนาคตได้

เริ่มเทรด Cryptocurrency Market กับโบรกเกอร์ Admiral Markets

คุณพร้อมที่จะเข้าร่วมตลาด Cryptocurrency ที่กำลังเติบโตนี้แล้วใช่หรือไม่? ถ้าเป็นเช่นนั้น คุณกำลังมาถูกที่แล้ว เพราะ Admiral Markets เพื่อให้นักลงทุนและเทรดเดอร์ สามารถแลกเปลี่ยนซื้อขาย Cryptocurrency ได้ตลอด 24 ชั่วโมง / 7 วันต่อสัปดาห์ หรือพูดง่ายๆ คือ คุณสามารถเทรดสกุลเงินดิจิตอลได้ทุกวัน แบบไม่ต้องพักผ่อนกันเลยทีเดียว!

คุณสามารถเทรดเหรียญที่หลากหลาย ทั้ง BTCEUR, ETHEUR, XRPEUR, BTCUSD และอื่นๆ อีกมากมาย! คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อเปิดบัญชีและเริ่มเทรดได้ทันที!

cryptocurrency trading คือ - เปิดบัญชีเทรดสกุลเงินดิจิตอล

เรียนรู้เรื่องการเทรดเพิ่มเติมได้ที่นี่

เกี่ยวกับ Admiral Markets

Admiral Markets เป็นโบรกเกอร์ Forex และ CFD ที่ชนะรางวัลมากมาย อีกทั้งได้รับใบอนุญาตและกำกับดูแลจากหลายประเทศทั่วโลก โดยให้บริการซื้อขายตราสารการเงินมากกว่า 8,000 รายการผ่านแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกอย่าง MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 เริ่มเทรดเลยวันนี้

คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer) : สารสนเทศที่ได้นำเสนอ มีรายละเอียดเพิ่มเติมที่เชื่อมโยงกับการวิเคราะห์ การประเมินผลลัพธ์ การคาดการณ์และการพยากรณ์ รวมถึงข้อมูลอื่นใดที่มีลักษณะของการให้ข้อมูลในรูปแบบเดียวกัน (ต่อไปจะเรียกว่า "การวิเคราะห์") ซึ่งได้เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ Admiral Markets ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน โปรดศึกษาและพิจารณาข้อควรระวังดังต่อไปนี้

  1. นี่คือการสื่อสารทางการตลาด การวิเคราะห์ที่ถูกเผยแพร่ไปนั้น มีวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่สามารถตีความได้ว่าเป็นข้อเสนอแนะหรือคำแนะนำทางด้านการลงทุน ไม่ได้จัดทำขึ้นตามข้อกำหนดทางกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความเป็นอิสระของการวิจัยการลงทุน (Independence of Investment Research) และไม่อยู่ภายใต้ข้อห้ามใดๆ เกี่ยวกับการจัดการล่วงหน้าในการเผยแพร่การวิจัยการลงทุน
  2. การตัดสินใจลงทุนใดๆ ของลูกค้า เป็นการตัดสินใจแต่โดยลำพังของลูกค้าเอง Admiral Markets จะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการตัดสินใจดังกล่าว ไม่ว่าการตัดสินใจนั้นจะเป็นผลจาก "การวิเคราะห์" หรือไม่ก็ตาม
  3. การวิเคราะห์นี้ จัดทำขึ้นโดยนักวิเคราะห์อิสระ (Jens Klatt, นักวิเคราะห์ ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า "ผู้แต่ง")
  4. เพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ของลูกค้าจะได้รับการคุ้มครอง ในขณะที่เป้าหมายในการจัดทำการวิเคราะห์ที่ดีก็ยังสามารถดำเนินต่อไปได้ Admiral Markets จึงได้กำหนดกระบวนเป็นการภายในเพื่อป้องกันและจัดการกับความขัดแย้งกันทางผลประโยชน์ (Conflicts of Interest)
  5. เราได้พยายามอย่างหนักเพื่อให้แน่ใจว่า แหล่งที่มาทั้งหมดของการวิเคราะห์ มีความน่าเชื่อถือและได้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดเท่าที่จะเป็นไปได้ เข้าใจได้ง่าย แม่นยำ ทันเวลาหรือไม่ล้าสมัย อย่างไรก็ตาม Admiral Markets ไม่รับประกันความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลที่อยู่ในการวิเคราะห์ ตัวเลขที่นำเสนอหรืออ้างถึงผลลัพธ์ในอดีต ไม่สามารถเป็นตัวบ่งชี้ที่น่าเชื่อถือถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
  6. ข้อมูลที่นำเสนอในการวิเคราะห์ ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นคำแนะนำการลงทุน คำให้สัญญา หรือการรับประกันจาก Admiral Markets ว่า ลูกค้าจะได้กำไรจากกลยุทธิ์หนึ่งๆ อย่างแน่นอน หรือสามารถจำกัดการขาดทุนได้
  7. การใช้เครื่องมือทางการเงินก่อนหน้านี้หรือแบบจำลองใดๆ ที่ระบุไว้ในเอกสารเผยแพร่ไม่ควรตีความว่าเป็นคำมั่นสัญญาที่จะรับประกันอย่างแน่นอน หรือโดยพฤตินัย จาก Admiral Markets เกี่ยวกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะไม่มีการรับประกันมูลค่าของเครื่องมือทางการเงินอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง
  8. ผลิตภัณฑ์เลเวอเรจ (Leveraged products) รวมถึงสัญญาเพื่อส่วนต่าง "CFD" โดยธรรมชาติถือเป็นเครื่องมือในการเก็งกำไร ซึ่งอาจทำให้เกิดการขาดทุนหรือกำไร ก่อนที่คุณจะเริ่มลงทุน โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่า คุณได้เข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงเป็นอย่างดีแล้ว

CFD เป็นตราสารที่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินอย่างรวดเร็วจากเลเวอเรจ