DAX Index คืออะไร: คู่มือการเทรดหุ้นเยอรมัน DAX 30 Index

Reading time: 20 minutes

DAX Index เป็นที่รู้จักกันดีของบรรดากองทุนการลงทุนระดับโลก รวมถึงนักเทรดมืออาชีพ และบทความนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับดัชนีตลาดหุ้นเยอรมัน DAX 30 Index ให้มากยิ่งขึ้น ตั้งแต่ว่า DAX Index คืออะไร, ตลาดหุ้นเยอรมันมีประวัติความเป็นมาอย่างไรก็ตาม วิธีการเปิดบัญชีเพื่อเทรด DAX และสุดท้ายที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ กลยุทธิ์การเทรด DAX ด้วย CFD

dax index

DAX Index คืออะไร

หากคุณกำลังสงสัยว่า ดัชนี DAX Index คืออะไร และทำไมถึงมี DAX เฉยๆ กับ DAX 30 Index ก็ขอเริ่มอธิบายกันเลยว่า

DAX Index คือ ดัชนีตลาดหุ้นเยอรมัน ซึ่งจะคำนวณจากหุ้นที่ใหญ่ที่สุด 30 บริษัท จากตลาดหลักทรัพย์แฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt Stock Exchange) ซึ่ง DAX ก็มีฐานะเสมือน Dow Jones (DJIA) ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ นั่นเอง และเมื่อเป็นการรวมเฉพาะแค่ 30 บริษัท จึงมักเรียกกันว่า Dax 30 Index

ดัชนีตลาดหุ้นเยอรมัน DAX ก็มีแนวคิดเหมือนดัชนีตลาดหุ้นอื่นๆ ที่พยายามนำเสนอตัวเองให้เป็นดัชนีที่สามารถแสดง "ภาพรวม" ของตลาดการลงทุนหรือเศรษฐกิจได้ โดย Dax 30 Index ประกอบด้วยบริษัทที่หลากหลาย ตั้งแต่ภาคการผลิตสินค้า, การธนาคาร, การประกันภัย, เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม, ยาเวชภัณฑ์, ภาคการขนส่ง (โลจิสติกส์), เคมีภัณฑ และแน่นอนว่า ต้องมีสินค้าอุปโภคบริโภค ที่เปรียบเสมือนหัวใจดัชนีที่แสดง "กำลังซื้อ" ของประชาชน

ประวัติศาสตร์ : ตลาดหุ้นเยอรมัน DAX 30 Index

DAX Index นี้ได้รับการออกแบบโดย Frank Mella บรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ Börsen-Zeitung ซึ่งตอนหลัง ก็ได้รับความไว้วางใจให้พัฒนาดัชนีตลาดหุ้นเยอรมันที่รวมบริษัทสำคัญๆ ในประเทศเยอรมันไว้

และผลที่ได้จากการพัฒนาดัชนีดังกล่าว คือการทำให้หัวหน้าของเขาพึงพอเป็นอย่างมาก จนกลุ่มของหนังสือพิมพ์ Börsen-Zeitung ก็แนะนำสิ่งที่พัฒนาขึ้นมาให้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมธนาคาร แน่นอนว่า นายแบงค์เหล่านั้นรู้สึกประทับใจในดัชนีตลาดหุ้นเยอรมันที่ Frank Mella คิดค้นขึ้นมาเป็นอย่างมาก สุดท้ายก็เป็นหนังสือพิมพ์ Börsen-Zeitung, Frank Mella และกลุ่มนายแบงค์ที่ตัดสินใจที่จะทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง DAX Index หรือ DAX 30 Index ขึ้นมาใช้กับตลาดหุ้นเยอรมัน

สถิติตลาดหุ้นเยอรมัน

  • ดัชนีตลาดหุ้นเยอรมัน DAX30 เปิดตัว เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 1987 โดยมีมูลค่าเริ่มต้น 1,000 จุด ตั้งแต่เวลาดังกล่าว ก็มีการประเมินใหม่ (Revalue) อยู่เรื่อยๆ มากกว่า 13 ครั้ง
  • ราคาที่ถือเป็นจุดสูงสุดล่าสุด ของ DAX Index คือ 13,786 จุด ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2020
  • ครั้งแรกที่ DAX 30 มีราคาปิดเหนือ 5,000 จุด คือวันที่ 20 มีนาคม 1998 โดยไปปิดที่ราคา 5,001.55 จุด
  • ปีที่มีการร่วงลงครั้งใหญ่ที่สุดของ DAX Index คือปี 2002 ที่ลดลง 44%
  • เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2008 เป็นวันที่ DAX 30 บอกมากที่สุดในวันเดียว คือ 11.40%
  • ดัชนีตลาดหุ้นเยอรมนีปรับตัวสูงกว่า 12,000 จุด เป็นครั้งแรกในวันที่ 16 มีนาคม 2015 โดยไปปิดที่ราคา 12,167.72 จุด

ในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ราคาของดัชนี DAX30 วิ่งเป็นรถไฟเหาะ เพราะเพียงช่วงเวลาสั้นๆ มันก็สร้างโอกาสมากมายให้กับเทรดเดอร์ที่มีความชำนาญ:

  • 12/31/2015: +9.56%
  • 12/31/2016: +6.87%
  • 12/31/2017: +12.51%
  • 12/31/2018: -18.26%
  • 12/13/2019: +26.48%

พอผ่านช่วงเวลา 5 ปีนั้นมาได้ ผลตอบแทนโดยรวมของตลาดหุ้นเยอรมัน DAX เพิ่มขึ้น 34.2% ซึ่งหมายความว่า ต่อเป็นนักลงทุนระยะยาวที่ไม่ได้คิดอะไรมาก ก็สามารถทำกำไรได้มหาศาล และสำหรับเทรดเดอร์ที่เชี่ยวชาญ DAX Index คือ 1 ในสนามที่ทำเงินที่สุด

DAX ที่ผ่านเหตุการณ์เศรษฐกิจที่สำคัญๆ มานับไม่ถ้วน

  • จากการกำเนิดสถาบันการเงินแห่งสหภาพยุโรป (European Monetary Institute) ในปี 1994 และได้ก่อตั้งสำนักงานใหญ่ในแฟรงค์เฟิร์ต ทำให้ DAX100 ได้มีโอกาสนำเสนอสู่ประชาชน จุดประสงค์ของดัชนีนี้คือการวิเคราะห์ประสิทธิภาพและวิวัฒนาการของ 100 บริษัทที่มีสภาพคล่องมากที่สุด
  • อีกหนึ่งปีต่อมาในปี 1995 ได้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ Deutsche Bundespost ในประเทศเยอรมนี การดำเนินการนี้ส่งผลให้มีการแยกสถาบันดังกล่าว ออกเป็น 3 บริษัท ที่เป็นอิสระต่อกัน ได้แก่ Deutsche Post AG, Deutsche Telekom AG และ Postbank AG ซึ่งบริษัทเหล่านี้ยังคงเป็นบริษัทที่คำนวณอยู่ในดัชนี DAX 30 Index ของเยอรมนีในปัจจุบัน
  • ในเดือนพฤศจิกายนปี 1996 Deutsche Telekom ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของดัชนีตลาดหุ้นเยอรมนี มีการขายหุ้นออกไปได้ถึง 713 ล้านหุ้น ซึ่งทำให้ระดมทุนจากตลาดได้ถึง 1.3 หมื่นล้านยูโร ซึ่งความจริง ความต้องการซื้อหุ้นจากตลาดยังมากกว่าจำนวนหุ้นที่มีถึง 5 เท่า ด้วยซ้ำ!
  • ในปี 2000 สกุลเงินยูโร (EUR) ถูกเปิดตัวให้ใช้ทั่วไปสหภาพยุโรป สกุลเงินมาร์กเยอรมัน ที่ประเทศเยอรมันใช้มาก่อนหน้านั้น จึงถูกยกเลิก
  • ปี 2003 นับว่าเป็นเป็นปีที่เลวร้ายสำหรับตลาดหุ้นเยอรมัน และตลาดหุ้นทั่วโลก โดยราคา DAX Index ตกลงอย่างมาก หลังจากเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่ Dotcom จนทำให้หลายคนเรียก DAX ว่าเป็น "ตลาดใหม่" ด้วยซ้ำ เพราะมีลักษณะที่ขึ้นลงรุนแรง เหมือนหุ้นจากตลาดหุ้นในประเทศกำลังพัฒนา
  • ประวัติศาสตร์ของ DAX มีการควบรวมกิจการขององค์กรที่ใหญ่ที่สุด ในวันที่ 7 พฤษภาคม 1998 โดยเป็นการผนวกเข้ากันระหว่าง "Daimler-Benz" กับ "Chrysler" มันเป็นการควบรวมกิจการที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์ ผลสรุปคือ ผู้ถือหุ้นจาก Daimler-Benz ได้สิทธิความเป็นเจ้าของประมาณ 57% ของบริษัทใหม่ ในขณะที่ Chrysler ถือหุ้นประมาณ 43%
  • ในเดือนตุลาคม 2008 บริษัท Volkswagen เป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก ถึงจะไม่นานนัก เพราะครองแชมป์อยู่แค่ไม่กี่ชั่วโมง โดยเกิดจากที่ราคาหุ้นในตลาดสูงกว่า 1,000 ยูโร เพราะช่วงนั้น มีการแข่งขันทางธุรกิจที่ดุเดือดระหว่าง Porsche และ Volkswagen และจังหวะเวลานั้น เป็นทางฝั่งของ Volkswagen ที่มีเงินสดสะสมไว้จำนวนมาก จึงไม่แปลกที่นักลงทุนจะพร้อมใจกันดันราคาหุ้นให้ขึ้นสูงจากเดิม

หากลงทุน DAX Index ตั้งแต่วันนั้น!

นับตั้งแต่เปิดตัวมาเป็นเวลากว่า 30 ปี มูลค่าของ DAX Index ทวีคูณมากกว่าสิบเท่า แต่ให้นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นตอนที่ดัชนีตลาดหุ้นเยอรมัน DAX อยู่ในจุดสูงสุด ในปี 1988 พวกเขาก็ยังได้รับผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 7.5% ต่อปีอยู่ดี

ดัชนีตลาดหุ้นเยอรมนี ยังคงเป็นหนึ่งในดัชนีหุ้นที่สำคัญที่สุดทั่วโลก มันทำหน้าที่เป็น "เครื่องมือทางการลงทุน" ที่เป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับการบริหารพอร์ตการลงทุน หุ้นและผลิตภัณฑ์ทางการเงินจำนวนมากที่อยู่ในตลาดหุ้นเยอรมัน เปิดโอกาสให้เทรดเดอร์สามารถเข้าไปเทรดได้ตลอดเวลา เพราะมีสภาพคล่องสูง และ DAX Index ก็ถือเป็นตลาดอนุพันธ์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก

และหากคุณต้องการเริ่มทำการซื้อขายดัชนีตลาดหุ้นเยอรมัน DAX 30 Index คุณสามารถคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างและเปิดบัญชีซื้อขายกับ Admiral Markets ได้ทันที!

เปิดบัญชีเทรด DAX

DAX 30 Index มีบริษัทอะไรบ้าง

ดัชนีตลาดหุ้นเยอรมัน มีหุ้นในตลาดมากมายนับไม่ไหว แต่หุ้นที่อยู่ใน DAX30 มีเพียงแค่ 30 บริษัทเท่านั้น และนี่คือรายชื่อบริษัทเหล่านั้น

Adidas

Allianz

Basf

Bayer

BMW

Beiersdorf AG

Continental

Covestro I

Daimler

Deutsche Bank

Deutsche Boerse

Deutsche Post

Deutsche Telekom

E.ON

Fresenius SE

Fresenius ST

Heidelbergcement

Henkel VZO

Infineon

Linde

Lufthansa

Merck

MTU Aero

Munich RE

RWE AG ST

SAP

Siemens AG

Volkswagen VZO

Vonovia

Wirecard AG

กลุ่มอุตสาหกรรมหนึ่งในเยอรมัน "ThyssenKrupp" เป็นหนึ่งในสมาชิกแรกของการคำนวณในดัชนีตลาดหุ้นเยอรมัน แต่ก็ถูกคัดออกจาก DAX Index ในวันที่ 23 กันยายน 2019 อันเป็นผลมาจากราคาหุ้นของ ThyssenKrupp ตกต่ำอย่างรุนแรง ซึ่งหุ้นที่เข้ามาคำนวณแทนที่ ก็คือ "MTU Aero Engines," ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเครื่องยนต์อากาศยาน

บริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในตลาดหุ้นเยอรมัน ก็ได้รวมอยู่ในดัชนี DAX 30 ไว้แล้ว นั่นก็คือบริษัท SAP ซึ่งเป็นบริษัทด้านซอฟต์แวร์ โดยมีมูลค่าตลาดเกิน 1.5 แสนล้านยูโร (ณ เดือนธันวาคม 2019)

ซึ่งความจริง SAP เคยเป็นเพียงบริษัทเล็ก และไม่เป็นที่รู้จักนัก แต่หลังจากเปิดตัวใน DAX 30 Index 1995 ก็กลายเป็นบริษัทดาวรุ่งที่คนนิยมเข้าไปลงทุน เพราะราคาหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ เป็น 1 ในบริษัทที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของราคามากที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นเยอรมัน

จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม พบว่า บริษัทที่ตาม SAP มาติดๆ เหมือนกัน ก็คือบริษัท Linde ที่มี่มูลค่าตลาดมากกว่า 1 แสนล้านยูโร และ Siemens ที่มีมูลค่าต่างกันไม่กี่ล้าน แต่ก็อยู่ระดับ 1 แสนล้านยูโร (จากข้อมูลการประเมินมูลค่า ณ วันที่ 13 ธันวาคม 2019) ซึ่งมูลค่าตลาดรวมของดัชนี DAX ในวันเดียวกันนั้นคือ 1,447,110 ล้านยูโร

วิธีการดูค่า P/E ของหุ้น DAX

หากต้องการติดตามข้อมูลรายรับของบริษัทใน DAX รวมถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับมูลค่าตลาด (Market Capitalisation) ของแต่ละบริษัท DAX มีเว็บไซต์หลักๆ ที่คุณควรอ้างอิงถึง เนื่องจากเป็นข้อมูลจากทางเยอรมัน เว็บไซต์ชื่อว่า Finanzen ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับ Price/Earings Ratios (P/E) ของบริษัทใน DAX

รู้จักกับ Price/Earnings : P/E Ratio คืออะไร

Price/Earnings ratio (P/E) คือ "อัตราส่วนราคา" ต่อ "รายได้" นั้นโดยทั่วไป มันจะสามารถตีความหมายได้ว่า ต้องใช้เวลากี่ปี จึงจะมีรายได้ที่ชำระคืนได้เทียบเท่ากับราคาที่ต้องจ่าย ณ ปัจจุบัน ซึ่งหากบริษัทมีอัตราส่วน P/E เท่ากับ 14 ก็หมายความว่า จะต้องใช้เวลา 14 ปี ในการหารายได้ที่ทำให้นักลงทุน "คืนทุน" ได้ ซึ่งนั่นทำให้เกิดสูตรเกือบสำเร็จว่า ยิ่งค่า PE สูงขึ้นเท่าใด ก็แปลว่าราคาหุ้นนั้นสูงมาก และมีโอกาสที่มันกำลังจะ "Overvalue" มากขึ้น เพราะตามธรรมชาติ เพดานในการสร้างรายได้ย่อมมีจำกัด ณ ระดับใดระดับหนึ่ง โดยในเศรษฐกิจดีๆ ค่า P/E ก็จะสูงมาก แต่ในช่วงภาวะถดถอย PE สามารถลดลงได้ต่ำกว่า 10 เลยทีเดียว

จากข้อมูลของ CNN Money ค่า Price/Earnings (P/E) โดยเฉลี่ยของ DAX 30 Index อยู่ที่ 22.9 ซึ่งก็แปลว่า ต้องถือหุ้นไปอย่างน้อย 22.9 ปี ถึงจะคืนทุนในทางทฤษฎี ซึ่งจำนวนปีที่ว่า อยู่บนสมมติฐานที่ว่า กำไรที่ได้ในแต่ละปีจะ "คงที่" อีกด้วย สถิติตลาดหุ้นเยอรมัน ที่เกี่ยวกับ P/E ไม่ได้บ่งบอกว่า หุ้นกำลัง Overvalue อยู่ตลอดเวลา แต่ P/E จริงๆ มันตีความได้เพียงว่า มีคนกำลังให้มูลค่ากับสิ่งนั้นๆ ซึ่งจะเห็นว่าตลาดหุ้นเยอรมัน มีคนตีมูลค่ามันให้อยู่ในระดับสูงตลอดเวลา เพราะค่า P/E ของตลาดหุ้นยุโรปอื่นๆ จะอยู่ในช่วง 14-16 เท่านั้น

การมาถึงของสินเชื่อราคาถูกด้วยการทำ QE ทำให้ราคาของตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึง DAX Index ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากภายในแค่ช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่คำถามใหญ่ก็คือ ราคาในระดับสูงเหล่านี้ จะเป็นสิ่งที่ยั่งยืนในระดับไหน แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า QE จะยังอยู่กับเราไปอีกนานแสนนาน

ทำไมคุณควรเทรดดัชนี "ตลาดหุ้นเยอรมัน" DAX

ลงทุน DAX 30 Index แบบกองทุนดัชนี

เมื่อเราพูดถึงการเทรดหรือการลงทุน หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุด คือ การลงทุนในระยะยาวบนสินค้าที่เกี่ยวกับหุ้น ผ่านกองทุนที่เรียกว่า กองทุนดัชนี (Index Fund)

กองทุนดัชนี คืออะไร

กองทุนดัชนี (Index Fund) คือกองทุนที่ลงทุนในดัชนีตลาดหุ้นที่สำคัญ เช่น S&P 500, Nikkei 225 ของญี่ปุ่น รวมถึง DAX 30 Index ของเยอรมัน เหตุผลที่ดีสำหรับการลงทุนในกองทุนแบบนี้ ก็คือ คุณไม่ต้องกังวลกับการเลือกหุ้นว่า จะเลือกซื้อตัวไหนดี เพราะอย่างกรณีของ DAX แทนที่จะต้องมาวิเคราะห์ว่า ระหว่าง Deutsche Bank และ K+S AG คุณจะเลือกหุ้นตัวไหน คุณก็ซื้อกองทุนที่อ้างอิงกับ DAX Index ซึ่งจะมีหุ้นหลักๆ ของตลาดหุ้นเยอรมัน รวมอยู่ในนั้นอยู่แล้ว

ข้อดีอีกอย่างคือ Index Fund จะมีค่าธรรมเนียมการซื้อขายที่ต่ำ ทำให้เวลาได้กำไร คุณก็จะได้กำไรแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่หากเป็นกรณีของกองทุนหุ้นอื่นๆ จะต้องคิดค่าธรรมเนียมการบริหารกองทุน เพราะส่วนหนึ่งต้องเอาเงินไปจ่ายเป็นเงินเดือนของผู้จัดการกองทุนและนักวิเคราะห์ที่ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อพยายามเลือกหุ้นที่ดีที่สุด ซึ่งมักจะมีค่าธรรมเนียมสูงสุดตามไปด้วย แต่หากเลือกลงทุนแบบกองทุนดัชนี มันจะมีลักษณะที่เชิง Passive ไม่ต้องการนักวิเคราะห์หุ้นที่มีเงินเดือนสูงๆ ทำให้ค่าธรรมเนียมต่ำลงมาก เราเพียงต้องรู้ว่า วัตถุประสงค์ของเราต้องการลงทุนอะไร ถ้าหากสนใจหุ้นเยอรมัน ก็ต้องลงทุนในกองทุนที่เกี่ยวกับ DAX Index

เทรด DAX Index บนค่าสเปรดที่ต่ำ!

หนึ่งในค่าใช้จ่ายที่มาพร้อมกับการเทรด คือ 'สเปรด' (Spread) หรือความแตกต่างระหว่างราคาเสนอที่จะซื้อ (Bid) กับราคาเสนอที่คนอื่นจะขายให้เรา (Ask) ราคาเสนอซื้อและเสนอขายจะแตกต่างกันเสมอ เพราะมันคือส่วนต่างเพื่อเป็นค่าดำเนินการให้กับโบรกเกอร์ CFD ยิ่งถ้าค่าสเปรดกว้างหรือแตกต่างกันมาก กำไรจริงๆ ของเทรดเดอร์ก็น้อยลง คุณจะสังเกตเห็นว่า ราคาปัจจุบันจะอยู่ตรงกับ Bid แต่เวลาคุณเข้าไปเทรดจริงๆ คุณจะได้ที่ราคา Ask นั่นเอง ทำให้คุณจะติดลบทันทีเมื่อเข้าเทรด เงินที่ติดลบในตอนเริ่มต้นนั้น คิดเป็นจำนวน 1-2 Pips ก็คือรายได้ของโบรกเกอร์นั่นเอง

การแปรผันของค่าสเปรดอาจขึ้นอยู่กับปัจจัยของตลาดหลายๆ ปัจจัย แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือจำนวนปริมาณซื้อขาย ณ ปัจจุบันของตลาด เราเรียกสิ่งนี้ว่า "สภาพคล่อง" สภาพคล่องของตลาดที่สูง คือมีคนกำลังซื้อขายเป็นจำนวนมาก มีคนซื้อตลอดเวลา และมีคนขายตลอดเวลา ถ้าตลาดมีสภาพคล่องสูง จะทำให้ค่าสเปรดต่ำ ในขณะที่หากไม่มีผู้เล่นในตลาดเลย หรือว่าน้อยๆ ส่วนแต่งของ Spread ก็จะกว้างเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวลสำหรับคนที่เทรด Forex, DAX Index ในโบรกเกอร์ CFD เลย เนื่องจากตลาดดังกล่าว เป็นตลาดที่มีสภาพคล่องสูงมาก และมีคนซื้อขายกันตลอดเวลา

แน่นนอนว่า คุณโชคดีมากๆ หากกำลังเลือกที่จะเทรด DAX30 เนื่องจากมีค่าสเปรดที่ต่ำมาก ซึ่งทำให้คุณสามารถแข่งขันกับตลาดการเงินแห่งนี้ได้อย่างไม่เสียเปรียบผ่าน แพลตฟอร์มของ Admiral Markets ซึ่งได้เตรียมฟีเจอร์ต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเทรดของคุณไว้ให้แล้ว นอกจากนี้ Admiral Markets ยังเปิดโอกาสให้คุณสามารถเข้าเทรด DAX Index ด้วยการวางเงินที่น้อย หรือใช้ Margin ต่ำนั่นเอง

เทรด DAX ดัชนีหุ้นเยอรมัน ด้วย "Leverage"

มีเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้นักลงทุนใช้ประโยชน์จากการ Leverage ในการเทรดดัชนีตลาดหุ้นเยอรมัน หนึ่งในเครื่องมือดังกล่าว คือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า DAX 30 Future

เนื่องจากเงินขั้นต่ำที่ต้องวาง (Margin) กับโบรกเกอร์ ไม่จำเป็นต้องวางเงินเต็มจำนวนเท่าขนาดสัญญาจริงๆ ถ้าสัญญามีมูลค่า 100 บาท ก็อาจวางเงินเพียง 10 บาทเพื่อถือครองสัญญานี้ อย่างไรก็ตาม มันจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละผลิตภัณฑ์

สำหรับ Admiral Markets คุณสามารถใช้สัญญา CFD ซึ่งมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เนื่องจากจะเทรดกันที่ราคา Spot ได้เลย และคุณจะได้ Leverage ถึง 1:20 จากตัวอย่างเมื่อสักครู่ ก็แปลว่า หากสัญญา 100 บาท คุณต้องวางเงินไว้เป็นหลักประกันแค่เพียง 5 เท่านั้น

่วิธีคิดก็คือ "มูลค่าของสัญญา" หารด้วย "ค่าสูงสุดของ Leverage ที่ได้รับ" กรณีนี้คือหาร 20 ก็จะได้จำนวนเงินที่ต้องวางกับโบรกเกอร์ และเมื่อเทรด DAX Index หน่วยของสกุลเงินจะเป็นยูโร (EUR)

นั้นคือประโยชน์ของการเทรด DAX ด้วย CFD ซึ่งทำให้คุณได้ประโยชน์จากการใช้ Leverage เพราะเพียงการขยับของราคาเพียงเล็กน้อย ก็สามารถสร้างกำไรให้กับเทรดเดอร์ที่ถือสัญญาอยู่ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดของสัญญา หรือ Lot Size และส่วนต่างของราคาที่คุณเทรดได้ ซึ่งตรงนี้จะเรียกว่า Pip โดยอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ : Pip คือ : ทำความเข้าใจ pip คืออะไรในตลาด Forex

หากคุณเริ่มสนใจที่จะซื้อขาย CFD ในดัชนี DAX 30 Index คุณสามารถซื้อขายกับ Admiral Markets ได้ง่ายๆ เพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง!

DAX 30 Index

เทรด DAX ด้วย Technical Analysis

ตอนนี้คุณมีความเข้าใจแล้วว่า DAX 30 Index คืออะไร และเหตุผลที่ผู้คนเลือกทำการซื้อขายบน DAX Index ต่อไปนี้ จะเป็นการอธิบายว่า ก่อนเข้าเทรดนั้น เราจะสามารถดูข้อมูลอะไรได้บ้างที่ช่วยให้เราสามารถซื้อขาย DAX ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Technical analysis คือการวิเคราะห์ทางเทคนิคเกี่ยวกับราคา โดยศึกษารูปแบบราคาในสินทรัพย์ต่างๆ บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิม ดังนั้น หากเราเห็นรูปแบบที่ผ่านมาซ้ำแล้วซ้ำอีก เทรดเดอร์ที่เป็นสายเทคนิค ก็จะมองว่า ราคาของสินทรัพย์นั้นๆ ก็จะเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกันกับที่เกิดในอดีตอยู่เหมือนเดิม ลองค่อยๆ พิจารณากราฟในไทม์เฟรมต่างๆ ทั้งกราฟรายเดือน, รายสัปดาห์และกราฟรายวัน เพื่อทำความเข้าใจเพิ่มเติมให้ลึกซึ้งมากขึ้นเกี่ยวกับ DAX Index

การวิเคราะห์ทางเทคนิค DAX 30 Index : กราฟรายเดือน

คุณจะได้เห็น วิวัฒนาการของ DAX Index ในไทม์เฟรมเดือนได้ดังต่อไปนี้

DAX 30

ที่มา: Admiral Markets MetaTrader 5 Supreme Edition. กราฟ CFD DAX30. Monthly chart Period: February 2009 - December 2019.เข้าถึงเมื่อ December 16, 2019.

คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer) : กราฟของสินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงในบทความนี้ ใช้ในจุดประสงค์เพื่อการอธิบาย ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือชักชวนให้ซื้อขายเครื่องมือการทางเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวนอนาคตได้

จุดสังเกตสำคัญในทางเทคนิค

  • จุดสูงสุดก่อนสิ้นปี 2019: 13,455
  • จุดสูงสุดในปี: 13,600
  • จุดกระทบที่สำคัญ 12,404 / 10,277

ตั้งแต่ต้นปี 2017 จนถึงสิ้นปี 2018 เราสามารถสังเกตการฟอร์มรูปแบบทางเทคนิคที่รู้จักกันใน Shoulder - Head - Shoulder เมื่อมันฟอร์มรูปแบบเสร็จแล้วในเดือนตุลาคม 2018 ราคาก็ได้ตกลงไปยังพื้นที่แนวรับบริเวณ 10,277

จากที่นั่นมันกลับไปตัวพุ่งสูงขึ้นจนมาถึงราคาสุดท้ายของปี 13,455 จะเห็นได้ว่า แนวโน้มของ DAX 30 เคลื่อนไหวชัดเจนมาก เป็นไปตามวิถีทางของกราฟเทคนิค

การวิเคราะห์ทางเทคนิค DAX 30 Index : กราฟรายสัปดาห์

DAX 30 คืออะไร

ที่มา: Admiral Markets MetaTrader 5 Supreme Edition. CFD DAX30. Weekly chart Period: September 2014 - December 2019. เข้าถึงเมื่อ 16, 2019.

คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer) : กราฟของสินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงในบทความนี้ ใช้ในจุดประสงค์เพื่อการอธิบาย ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือชักชวนให้ซื้อขายเครื่องมือการทางเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวนอนาคตได้

  • กราฟราคารายสัปดาห์ของ DAX Index แสดงให้เห็นถึงการก่อตัวของรูปแบบทางเทคนิค "สามเหลี่ยม" ซึ่งยังไม่เลือกทิศทาง ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างจุดต่ำสุดบริเวณ 8,695 ถึง 12,414
  • DAX Index ทำลายสถิติ 12,404 เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2016 โดยไปแตะถึงระดับแนวต้าน 10,700 จนถึงเดือนธันวาคม 2016 และสุดท้ายก็ทะลุเพดานขึ้นไป ทำจุดสูงสุดระดับใหม่เหนือ 11,300 คะแนนในปี 2017
  • As we can see in the graph, the closest resistance is currently in the area of 13 300 points and, after maintaining a lateral range during the month of November, its next resistance approaches historical highs.
  • ดังที่เราเห็นในกราฟ แนวต้านต่อไปที่ใกล้ที่สุดคือ 13,300 ซึ่งจะเห็นว่า ราคาจะเคลื่อนไหวเข้าหาแนวรับ-แนวต้านทางเทคนิคอยู่ตลอด เพียงแต่ อาจไม่สามารถบอกทิศทางได้ว่า จะไปทิศทางไหน หรือใช้เวลาเท่าไหร่

การวิเคราะห์ทางเทคนิค DAX 30 Index : กราฟรายวัน

DAX คืออะไร

ที่มา: Admiral Markets MetaTrader 5 Supreme Edition. CFD DAX30 Daily chart. Period: July 3, 2018 - December 13, 2019. เข้าถึงเมื่อ December 16, 2019.

คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer) : กราฟของสินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงในบทความนี้ ใช้ในจุดประสงค์เพื่อการอธิบาย ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือชักชวนให้ซื้อขายเครื่องมือการทางเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวนอนาคตได้

เมื่อเราลองสรุปวิวัฒนาการของ DAX 30 ระหว่างปี 2018 ตลอดเรื่อยไปจนถึง 2019 เราจะเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนสองประการ:

  • แนวโน้มขาลง (Downtrend) เริ่มตั้งแต่เมษายน 2018 ถึงธันวาคม 2018
  • แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2019 เริ่มมาจนถึงเดือนตุลาคม 2019

หากคุณรู้สึกว่า Technical Analysis ของคุณ เริ่มเข้าที่เข้าทาง และต้องการนำทักษะการวิเคราะห์ทางเทคนิคมาทดสอบในตลาดจริงๆ คุณสามารถเริ่มต้น "ทดลอง" เทรดด้วยบัญชีจำลองเงินผ่านแฟลตฟอร์ม Meta Trader 5 (MT5) ก่อนได้ ซึ่งเป็นบัญชีที่จำลองเงินมาให้คุณเทรดในสภาพตลาดจริงๆ

ฝึกฝนและเริ่มต้นซื้อขายกับ Admiral Markets ได้แล้ววันนี้ เพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง!

เปิดบัญชี DAX ด้วย MT5วิธีการเทรด DAX 30 Index

เทรดหุ้นเยอรมัน DAX แบบ Swing Trade

หากคุณมีงานประจำอยู่แล้ว การเทรดแบบสวิง (Swing Trading) มีแนวโน้มจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด สิ่งที่คุณต้องทำคือการวิเคราะห์กราฟ โดยจะต้องมองเป็นช่วงเวลาของ "สัปดาห์" เนื่องจากด้วยงานประจำ คุณจำเป็นต้องถือครองสถานะด้วยระยะเวลาที่ยาวกว่าคนที่เทรดรายวัน ซึ่งการเทรด Swing Trading มีข้อดีคือประหยัดเวลาและเงินค่าสเปรด

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเทรด Asset ต่างๆ ในโซนยุโรป ซึ่งจะยิ่งเปิดโลกการเทรดให้กับคุณ ไม่ใช่เพียงแค่ DAX Index เท่านั้น ได้ที่คอร์สฟรีของ Admiral Markets กับผู้เชี่ยวชาญด้าน Intra-day Trade "Paul Wallace"

เทรด DAX 30 Index แบบ "ระยะสั้น"

หากคุณมีเวลามากขึ้นที่จะอุทิศให้กับการเทรด การเข้าไปซื้อขายระหว่างวัน (Intraday) หรือการเทคนิคการเข้าเร็วออกเร็ว ระยะการเก็บสั้นๆ (Scalping) อาจเป็นตัวเลือกของคุณ ด้วยกลยุทธ์การซื้อขายนี้คุณสามารถเปิดสถานะของคุณได้ตลอดเวลา และปิดก่อนสิ้นสุดเซสชั่น (เพราะระหว่าง Session ของแต่ละตลาด มักเป็นจุดเปลี่ยนทำให้ระดับของ Volatility เปลี่ยนแปลง ทำให้เทรดเดอร์หลายคนสอนๆ กันต่อมาว่า ให้ออกจากสถานะก่อน)

แต่จะเห็นได้ชัดว่า แนวทางแบบนี้จำเป็นต้องคำนึงถึงปฏิทินเศรษฐกิจรายวัน (Economic Calendar) และให้ความสนใจกับกราฟแบบรายชั่วโมง อีกทั้ง ยังควรต้องหลีกเลี่ยงช่วงเวลาของวันที่มีกิจกรรมการซื้อขายน้อย มี Volume น้อย เพราะเมื่อราคาไม่ขยับหรือผันผวนเลย เทรดเดอร์ระยะสั้นจะทำกำไรไม่ได้เลย

ความแตกต่างของกลยุทธิ์ระหว่าง Scalping, Intraday กับฝั่งของ Swing Trading มีดังนี้ คือ

1. ระยะเวลาที่คุณต้องใช้ในการติดตามตลาด DAX 30 Index และราคาต่างๆ

2. ระยะเวลาที่คุณถือครองสถานะ

Scalping บน DAX Index สามารถทำได้หลายวิธี แต่ในที่นี้ เราจะกล่าวถึงเฉพาะกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพและใช้งานได้จริง และคุณก็ควรทดสอบในบัญชี Demo ก่อนที่จะลงทุนด้วยเงินจริงๆ

กลยุทธิ์นี้ควรใช้กับปลั๊กอินที่มาพร้อมกับ MetaTrader Supreme Edition 4 or 5 แนะนำว่า ดาวน์โหลดให้เรียบร้อยก่อน

ไทม์เฟรม : 30 นาที

Indicator ที่ใช้

  • EMA 10 (สีฟ้า), EMA 25 (สีแดง)
  • Admiral Pivot (ต้องเปิดจาก MT4 / MT5 Supreme Edition)

ช่วงเวลาที่เหมาะกับการเทรด : เฉพาะ 3 ตัวโมงแรงในตลาด London, New York

เงื่อนไขการเทรดฝั่ง Buy

EMA สีฟ้า (10) ต้องตัดเส้น EMA สีแดง (25) ขึ้นไป โดยใช้แนว Admiral Pivot เป็นเกณฑ์ ราคาต้อง Cross ในบริเวณที่ใกล้กับแนว Pivot เป็นที่แนวรับ

เงื่อนไขการเทรดฝั่ง Sell

EMA สีฟ้า (10) ต้องตัดเส้น EMA สีแดง (25) ลงมา โดยใช้แนว Admiral Pivot เป็นเกณฑ์ ราคาต้อง Cross ในบริเวณที่ใกล้กับแนว Pivot เป็นที่แนวต้าน

ตัวอย่างการเทรดในฝั่ง Short (Sell)

จะเห็น EMA 10 ได้ Cross ตัว EMA 25 ลงมา และจังหวะตัดลงนั้นอยู่ใกล้กับ R1 ของ Pivot (แนวต้าน). จุด Take Profit จะอยู่บริเวณ Pivot Point หรือ S1

วิธีการเทรด DAX

ที่มา: MetaTrader 4 - กราฟ DAX30 แสดงการใช้งาน Admiral Pivot - คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer) : กราฟของสินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงในบทความนี้ ใช้ในจุดประสงค์เพื่อการอธิบาย ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือชักชวนให้ซื้อขายเครื่องมือการทางเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวนอนาคตได้

ตัวอย่างการเทรดในฝั่ง Long (Buy)

เส้น EMA 10 ได้ Cross เส้น EMA 25 ขึ้นไป และจังหวะตัดขึ้นไปนั้น อยู่ใกล้บริเวณ S1 ซึ่งคือแนวรับที่คำนวณโดย Admiral Pivot Point อาจะใช้จุด R2 and R3 เป็นแนวทำกำไรออกจากสถานะ

วิธีการเทรด DAX

ที่มา: MetaTrader 4 - กราฟ DAX30 แสดงการใช้งาน Admiral Pivot - คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer) : กราฟของสินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงในบทความนี้ ใช้ในจุดประสงค์เพื่อการอธิบาย ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือชักชวนให้ซื้อขายเครื่องมือการทางเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวนอนาคตได้

ประโยชน์ของการใช้ Metatrader ในการเทรด DAX

ดังที่เราได้กล่าวไปแล้วในบทความนี้ DAX Index จะมีเวลา เปิด-ปิด ที่แน่นอน ซึ่งก็คือเวลาทำการของตลาดหุ้นเยอรมันนั่นเอง โดยเราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ผ่านเครื่องมือ Metatrader

  • ตลาดหุ้น DAX เปิดกี่โมง : 13.00 น. ตามเวลาประเทศไทย
  • ตลาดหุ้น DAX ปิดกี่โมง : 21.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

ในช่วงเวลานี้ดังกล่าวนี้ คุณสามารถเทรด DAX Index ได้แบบเรียลไทม์ผ่านแพลตฟอร์ม MetaTrader

คุณสามารถฉกฉวยโอกาสจากการเคลื่อนไหวของการราคา คุณสามารถพัฒนากลยุทธิ์ที่ได้ประโยชน์จากความผิดปกติต่างๆ (หากมันเกิดขึ้น) ของราคาที่มักเกิดขึ้นในช่วงเวลา "เปิดตลาด" บางครั้งราคาก็กระโดดเก็บ Gap

การเทรดผ่าน Metatrader คุณจะสามารถเทรดด้วยเลเวอเรจ ซึ่งทำให้การวาง Margin นั้นน้อยลง คุณสามารถถือสัญญาที่มีขนาดใหญ่ได้ ทำให้คุณสามารถสร้างกำไรได้อย่างรวดเร็วและมีผลกำไรมากเท่าที่คุณจะรับความเสี่ยงได้ และเนื่องจากเป็นเครื่องมือทางการเงินที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเศรษฐกิจโลกและบริษัทใหญ่ๆ ของโลก หากคุณมีความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์เศรษฐกิจในภาพรวม หรือปัจจัยพื้นฐานของบริษัทต่างๆ คุณก็อาจจะยิ่งได้เปรียบเทรดเดอร์คนอื่นๆ

ตัวอย่างการเปิดสถานะในการซื้อขาย

อย่างที่อธิบายไปว่า ภาพรวมๆ ของ DAX คือจะเปิดให้เทรดตอนเวลา 13.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งคุณจะสังเกตเห็น "ชั่วโมงแรง" ในการเทรดได้ด้วย ลองปรับไปไทม์เฟรมที่เล็กที่สุด อาจจะ 1 หรือ 5 นาที จะเห็นว่า ภาพด้านล่าง ชั่วโมงแรกของวัน มีการเคลื่อนไหวของราคาอยู่ระหว่าง 13,074.06 ลงมาแถวๆ บริเวณแนวรับย่อย 13043.26 เทรดเดอร์ที่ชำนาญอาจวางกลยุทธิ์การเทรดแบบ Breakout ไว้ตั้งแต่ชั่วโมงแรกๆ ของวัน ซึ่งเป็นกลยุทธิ์ที่ต้องใช้ความชำนาญอย่างมาก

จากภาพจะเห็นว่า Metatrader ได้ทำ "เส้นแบ่ง" หรือ Separator ระหว่างวันไว้เป็นจุดสังเกตตัว ทำให้การเทรด DAX Index ในแพลตฟอร์มนี้ ทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้น และผิดพลาดน้อยลง โดยจะเห็นว่า เมื่อมีการ Breakout ของราคาแล้ว ราคาก็เกาะไปตามเส้นค่าเฉลี่ย

CFD DAX 30 Index

คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer) : กราฟของสินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงในบทความนี้ ใช้ในจุดประสงค์เพื่อการอธิบาย ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการเทรดหรือชักชวนให้ซื้อขายเครื่องมือการทางเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวนอนาคตได้

แต่อย่างที่คุณเห็น มันจะดีกว่ามาก หากรอให้ราคาแสดงการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนก่อน คุณไม่จำเป็นต้องรีบเข้าเทรดตั้งแต่ตลาดเปิดตอน 13.00 น. หรือต่อให้คุณใช้กลยุทธิ์ประเภท Breakout Trading โดยธรรมชาติของกลยุทธิ์นี้ คือคุณก็ต้องรอให้ราคาทะลุออกจากกรอบมาก่อนอยู่ดี แต่หากคุณชำนาญแล้ว จากตัวอย่างจะเห็นว่า คุณอาจจะสามารถเข้าเทรดได้ที่บริเวณ 13,043.26 โดยเป็นการเข้าเทรดในฝั่ง Sell และจุด Stop Loss ที่สมเหตุสมผล อาจอยู่บริเวณ 13,074.03 หรือกรอบบนนั่นเอง ซึ่งหากเรายึดระยะความเสี่ยงนี้อย่างเคร่งครัด การขาดทุนของคุณก็จะมีจำกัดมาก ในขณะที่เป้าหมายการทำกำไรที่สามารถคาดหวังได้ อาจอยู่บริเวณ 12,982 ซึ่งก็คือ 2 เท่าของความเสี่ยง! หรือ Risk/Reward = 1:2 นั่นเอง อย่างไรก็ตาม คุณจะเห็นว่า ราคายังคงลงต่อไปได้อีก

ต่อไปนี้ จะเป็นตัวอย่างการคำนวณ และวิธีการเทรด DAX 30 Index บนความเสี่ยงที่ต่ำที่สุด (Position ที่มีขนาดเล็กที่สุด) ที่คุณจะเปิดได้ ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่คุณต้องการ แต่ขนาดต่ำสุดของสถานะที่คุณจะสามารเทรดได้ในสัญญา CFD ของ DAX 30 Index ใน Admiral Markets คือ €0.10 ต่อ 1 จุด

จากตัวอย่าง สมมติเราวาง Stop Loss ไว้ที่ 30 จุด และตั้งเป้าหมาย Take Profit ที่ 60 จุด นั่นแปลว่า เป้าหมายจะอยู่ที่ดัชนี DAX ตอน 12,982 จุด

  • €0.10 ต่อ 1 จุด : จะได้ 0.10 * 30 = ความเสี่ยง 3 ยูโร, กำไรที่คาดว่าจะได้รับ 0.10 * 60 = 6 ยูโร
  • €1 ต่อ 1 จุด : จะได้ 1 * 30 = ความเสี่ยง 30 ยูโร, กำไรที่คาดว่าจะได้รับ 1 * 60 = 60 ยูโร
  • €10 ต่อ 1 จุด : จะได้ 10 * 30 = ความเสี่ยง 300 ยูโร, กำไรที่คาดว่าจะได้รับ 1 * 60 = 600 ยูโร

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์สุดท้ายของกำไร ต้องไม่ลืมที่จะหักค่า Spread ออก โดยสำหรับ DAX Index จะมีค่าสเปรด 0.8 ซึ่งต่ำมากๆ เป็นสิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่เทรดกับ Admiral Markets

  • เทรดแบบ €0.10 ต่อ 1 จุด : ดังนั้นค่าสเปรดที่ต้องจ่าย คือ 0.10 * 0.8 = 0.08 ยูโร เมื่อหักจากกำไรที่ได้ 6 ยูโร จะได้กำไรสุทธิ 6 - 0.08 = 5.92 ยูโร
  • เทรดแบบ €1 ต่อ 1 จุด : ดังนั้นค่าสเปรดที่ต้องจ่าย คือ 1 * 0.8 = 0.8 ยูโร เมื่อหักจากกำไรที่ได้ 60 ยูโร จะได้กำไรสุทธิ 60 - 0.8 = 59.2 ยูโร
  • เทรดแบบ €10 ต่อ 1 จุด : ดังนั้นค่าสเปรดที่ต้องจ่าย คือ 10 * 0.8 = 8 ยูโร เมื่อหักจากกำไรที่ได้ 600 ยูโร จะได้กำไรสุทธิ 600 - 8 = 592 ยูโร

อย่างที่คุณเห็น กำไรที่คุณได้ตอนแรก กับกำไรสุทธิของคุณจะได้ไม่แตกต่างกันมากนัก หากคุณทำการซื้อขายกับโบรกเกอร์ Admiral Markets และแน่นอนว่า คุณสามารถตัดสินใจเสี่ยงน้อยกว่าหรือมากกว่านั้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในกับแบกรับความเสี่ยงต่อเงินทุนของทุน

เพราะนี่เป็นเพียงตัวอย่างในการเทรดและคำนวณเกี่ยวกับการซื้อขายในดัชนีตลาดหุ้นเยอรมัน DAX Index เท่านั้น

สรุป : เทรดหุ้นเยอรมัน DAX ดีหรือไม่?

DAX Index คือดัชนีตลาดหุ้นเยอรมันที่มีความผันผวน ซึ่งสงผลให้เกิดโอกาสในการเทรดได้บ่อยและมีประสิทธิภาพ และเนื่องจากตลาดยุโรป ก็เป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่ เราจึงมักเห็นเคลื่อนไหวของ DAX 30 ที่สำคัญๆ ในช่วงการเปิดตลาดหุ้นของตลาดนิวยอร์ก คุณสามารถเทรด DAX Index ตามเวลาประเทศไทยได้โดยไม่กระทบชีวิตหลัก เพราะความผันผวนทำให้เกิดการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

จึงเป็นสาเหตุที่อธิบายไปตั้งแต่ต้นว่า DAX หรือดัชนีตลาด "หุ้นเยอรมัน" แห่งนี้ ทำไมจึงกลายเป็นสนามที่ทำเงินให้เทรดเดอร์มากที่สุด และหากคุณเริ่มรู้สึก "ฮึกเหิม" แล้ว! คุณสามารถเปิดบัญชีเพื่อเทรด CFD บนดัชนี DAX 30 Index ได้แล้ววันนี้ เปิดบัญชีทดลองเทรดได้ก่อนโดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ ทดลองระบบจนกว่าจะพอใจ! เพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างนี้!

เปิดบัญชี DAX แบบ Demo Account

เรียนรู้เรื่องการเทรดเพิ่มเติมได้ที่นี่

เกี่ยวกับ Admiral Markets

Admiral Markets เป็นโบรกเกอร์ Forex และ CFD ที่ชนะรางวัลมากมาย อีกทั้งได้รับใบอนุญาตและกำกับดูแลจากหลายประเทศทั่วโลก โดยให้บริการซื้อขายตราสารการเงินมากกว่า 8,000 รายการผ่านแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกอย่าง MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 เริ่มเทรดเลยวันนี้

คำปฏิเสธข้อเรียกร้อง (Disclaimer) : สารสนเทศที่ได้นำเสนอ มีรายละเอียดเพิ่มเติมที่เชื่อมโยงกับการวิเคราะห์ การประเมินผลลัพธ์ การคาดการณ์และการพยากรณ์ รวมถึงข้อมูลอื่นใดที่มีลักษณะของการให้ข้อมูลในรูปแบบเดียวกัน (ต่อไปจะเรียกว่า "การวิเคราะห์") ซึ่งได้เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ Admiral Markets ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน โปรดศึกษาและพิจารณาข้อควรระวังดังต่อไปนี้

  1. นี่คือการสื่อสารทางการตลาด การวิเคราะห์ที่ถูกเผยแพร่ไปนั้น มีวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่สามารถตีความได้ว่าเป็นข้อเสนอแนะหรือคำแนะนำทางด้านการลงทุน ไม่ได้จัดทำขึ้นตามข้อกำหนดทางกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความเป็นอิสระของการวิจัยการลงทุน (Independence of Investment Research) และไม่อยู่ภายใต้ข้อห้ามใดๆ เกี่ยวกับการจัดการล่วงหน้าในการเผยแพร่การวิจัยการลงทุน
  2. การตัดสินใจลงทุนใดๆ ของลูกค้า เป็นการตัดสินใจแต่โดยลำพังของลูกค้าเอง Admiral Markets จะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการตัดสินใจดังกล่าว ไม่ว่าการตัดสินใจนั้นจะเป็นผลจาก "การวิเคราะห์" หรือไม่ก็ตาม
  3. การวิเคราะห์นี้ จัดทำขึ้นโดยนักวิเคราะห์อิสระ (Jens Klatt, นักวิเคราะห์ ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า "ผู้แต่ง")
  4. เพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ของลูกค้าจะได้รับการคุ้มครอง ในขณะที่เป้าหมายในการจัดทำการวิเคราะห์ที่ดีก็ยังสามารถดำเนินต่อไปได้ Admiral Markets จึงได้กำหนดกระบวนเป็นการภายในเพื่อป้องกันและจัดการกับความขัดแย้งกันทางผลประโยชน์ (Conflicts of Interest)
  5. เราได้พยายามอย่างหนักเพื่อให้แน่ใจว่า แหล่งที่มาทั้งหมดของการวิเคราะห์ มีความน่าเชื่อถือและได้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดเท่าที่จะเป็นไปได้ เข้าใจได้ง่าย แม่นยำ ทันเวลาหรือไม่ล้าสมัย อย่างไรก็ตาม Admiral Markets ไม่รับประกันความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลที่อยู่ในการวิเคราะห์ ตัวเลขที่นำเสนอหรืออ้างถึงผลลัพธ์ในอดีต ไม่สามารถเป็นตัวบ่งชี้ที่น่าเชื่อถือถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
  6. ข้อมูลที่นำเสนอในการวิเคราะห์ ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นคำแนะนำการลงทุน คำให้สัญญา หรือการรับประกันจาก Admiral Markets ว่า ลูกค้าจะได้กำไรจากกลยุทธิ์หนึ่งๆ อย่างแน่นอน หรือสามารถจำกัดการขาดทุนได้
  7. การใช้เครื่องมือทางการเงินก่อนหน้านี้หรือแบบจำลองใดๆ ที่ระบุไว้ในเอกสารเผยแพร่ไม่ควรตีความว่าเป็นคำมั่นสัญญาที่จะรับประกันอย่างแน่นอน หรือโดยพฤตินัย จาก Admiral Markets เกี่ยวกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะไม่มีการรับประกันมูลค่าของเครื่องมือทางการเงินอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง
  8. ผลิตภัณฑ์เลเวอเรจ (Leveraged products) รวมถึงสัญญาเพื่อส่วนต่าง "CFD" โดยธรรมชาติถือเป็นเครื่องมือในการเก็งกำไร ซึ่งอาจทำให้เกิดการขาดทุนหรือกำไร ก่อนที่คุณจะเริ่มลงทุน โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่า คุณได้เข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงเป็นอย่างดีแล้ว

CFD เป็นตราสารที่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินอย่างรวดเร็วจากเลเวอเรจ